แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - plawan1608

หน้า: [1] 2
1

โรคต้อกระจก
โรคต้อกระจก เป็นอย่างไร  ก่อนจะทราบถึงความหมายของต้อกระจกนั้น พวกเราควรทำความรู้จักกับเลนส์ตาหรือที่เราเรียกกันภาษาราษฎรว่า แก้วตา กันก่อน แก้วตาหรือเลนส์ตา (Lens) เป็นเลนส์นูนใสอยู่ข้างหลังม่านตา (มีลักษณะเหมือนเลนส์นูนทั่วไปด้าน หน้าและก็ข้างหลัง มีความครึ้มราว 5 ม.ม. เส้นผ่าศูนย์ กลางราวๆ 9 ม.ม. มีบทบาทดำเนินการร่วมกับกระจกตาสำหรับการหักเหแสงสว่างจากวัตถุให้ตกจุดโฟกัสที่จอประสาทตา ที่กระตุ้นให้เกิดการมองเห็น
นอกเหนือจากนี้แก้วตายังสามารถเปลี่ยนแปลงกำลังการหักเหได้ด้วยตัวเอง เพื่อสามารถโฟกัสภาพในระยะต่างๆได้ชัดขึ้น ซึ่งก็คือ ในคนธรรมดาจะเห็นชัดทั้งยังไกลและใกล้ ด้วยเหตุนั้นธรรมชาติก็เลยสร้างแก้วตาให้อยู่ในที่ปลอดภัย โดยอยู่ในใจกึ่งกลางของดวงตาเพื่อไม่ให้เป็นอันตรายใดๆแม้กระนั้นแม้ว่าแก้วตาจะมิได้รับอันตรายอะไรก็แล้วแต่จากข้างนอก แต่ก็ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงความเสื่อมภาวะจากอายุที่เพิ่มขึ้นหรือการเช็ดกต้นเหตุที่จะเร่งนำไปสู่ความเสื่อมถอยของแก้วตาได้ ซึ่งเป็นสาเหตุกระตุ้นให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับเลนส์แก้วตาต่างๆได้ เป็นต้นว่า ต้อกระจก ต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม ฯลฯ สำหรับต้อกระจกนี้
ข้อแรกจะต้องขอให้ความหมาย หรือความหมายของคำว่า “ต้อกระจก” ซะก่อน ต้อกระจกเป็นภาวการณ์ที่เลนส์ภายในลูกตาเกิดภาวะขาวขุ่นขึ้นเนื่องจากว่าสาเหตุอะไรก็ได้ ตามปกติแล้วเลนส์ข้างในลูกตามีภาวะใสโปร่งแสงเหมือนกระจกใส มีหน้าที่ปรับแสงที่ผ่านเข้าตา ทำให้พวกเราสามารถเห็นภาพวัตถุต่างๆได้เด่นชัด และก็เมื่อกำเนิด “ต้อกระจก” ก็จะก่อให้ตัวเลนส์ตามีลักษณะขาวขุ่นขึ้น ทึบแสง ไม่ยินยอมให้แสงสว่างผ่านเข้าสู่ดวงตาไปตกกระทบที่หน้าจอประสาทรับภาพ (retina) ได้กระจ่าง ผู้นั้นก็เลยมองอะไรไม่ชัด ตาฝ้า มัว แล้วสุดท้ายถ้าขาวขุ่นเยอะขึ้น จะมืดแล้วก็ มองอะไรมองไม่เห็นจากตาข้างนั้น ต้อกระจก เป็นโรคที่พบบ่อยสำหรับผู้สูงอายุ ถ้าปล่อยไว้ไม่ผ่าตัดก็จะมีผลให้ตาบอด ถือว่าเป็นสาเหตุลำดับต้นๆของสภาวะสายตาพิการของคนวัยแก่
ต้นเหตุของโรคต้อกระจก โดยส่วนมาก (ประมาณปริมาณร้อยละ 80) เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากสภาวะเสื่อมตามวัย คนที่มีอายุมากยิ่งกว่า 60 ปีจะเป็นต้อกระจกแทบทุกราย แม้กระนั้นอาจเป็นมากน้อยต่างกันไป เรียกว่า ต้อกระจกในคนแก่ (senile cataract)  ส่วนน้อย (ราวร้อยละ 20) อาจจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะต้นเหตุอื่นๆเป็นต้นว่า ต้อกระจกโดยกำเนิด (Congenital Cataract) เด็กแรกเกิดสามารถเป็นต้อกระจกได้ตั้งแต่ต้นกำเนิด โดยบางทีอาจเกิดได้จากกรรมพันธุ์ การติดเชื้อ การมีอันตรายหรือมีความก้าวหน้าระหว่างอยู่ในท้องไม่ดี เด็กแรกเกิดที่พบว่าเป็นต้อกระจกแต่กำเนิด อย่างเช่น สภาวะกาแล็กโทซีภรรยา โรคเหือด หรือโรคเท้าแสนเงื่อนชนิดที่ 2 ก็อาจทำให้เกิดการเกิดต้อกระจกจำพวกนี้ เด็กเล็กบางบุคคลอาจออกอาการในคราวหลัง โดยมักเป็นทั้งสองข้าง ครั้งคราวต้อกระจกนี้เล็กมากมายจนกระทั่งไม่ส่งผลต่อการมองเห็น แต่ว่าเมื่อพบว่าทำให้เกิดผลเสียต่อการมองเห็นจึงจะผ่าออก ต้อกระจกทุติยภูมิ (Secondary Cataract) การผ่าตัดรักษาโรคตาประเภทอื่นเป็นต้นว่าต้อหิน การป่วยเป็นม่านตาอักเสบ หรือตาอักเสบ อาจเป็นสาเหตุให้กำเนิดโรคต้อกระจกตามมาได้ ยิ่งไปกว่านี้ ผู้ป่วยเบาหวาน โรคอ้วน หรือโรคความดันเลือดสูง การได้รับยาบางประเภท ตัวอย่างเช่น สเตียรอยด์ ยาขับฉี่บางตัว ก็ถือเป็นกรุ๊ปเสี่ยงเป็นโรคต้อกระจกได้ง่ายเช่นกัน เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากภาวะแรงกระแทกที่ดวงตา ก็ทำให้เลนส์ตาขวาขุ่นได้ โดยเขพาเมื่อโดนสิ่งมีคมทิ่มแทงทะลุเข้าตา เข้าไปโดนเลนส์ตา เกิดภาวะต้อกระจกได้ทันทีด้านใน 24 ชั่วโมง หรือถ้าเกิดโดนวัตถุไม่มีคมชน ก็อาจจะมีการเกิดต้อกระจกตามมาคราวหลังได้ ถ้าความแรงนั้นมากพอให้เยื่อเลนส์ตาแตกแยกขัดแย้ง มีสาเหตุจากโดนรังสีเอกซเรย์ บริเวณลูกตาอยู่เป็นประจำๆดังเช่น พวกที่มีมะเร็งบริเวณเบ้าตา และก็รักษาโดยใช้รังสี ซึ่งรังสีนี้บางทีอาจลึกลงไปโดนเลนส์ตาทำให้ขุ่นได้ และกำเนิดต้อกระจกตามมา  เว้นแต่สาเหตุต่างๆดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วแล้ว อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอิทธิพลมาจากอย่างอื่นได้ เป็นต้นว่า ของกินพวกที่มีภาวะทุโภชนา หรือพวกอาหารผิดสุขอนามัย ขาดโปรตีน และวิตามินส่งผลให้เกิดต้อกระจกได้เร็วกว่าปกติ
ลักษณะของโรคต้อกระจก โรคต้อกระจกนั้นยากที่จะสังเกตได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม เพราะจำต้องใช้เวลานานกว่าลักษณะของต้อกระจกจะมากขึ้นกระทั่งกระทบต่อการมองเห็น โดยคนป่วยมักมีลักษณะดังต่อไปนี้

  • อาการเด่นของต้อกระจกคือ ตาเบาๆมัวลงอย่างช้าๆโดยไม่มีอาการเจ็บปวด หรือ ตาแดงอะไร อาการตามัวจะเป็นมาขึ้นเมื่ออยู่ในที่มีแสงไฟแรง ดังเช่น เมื่อออกแดด แต่กลับเห็นเกือบจะปกติในที่มืดสลัวๆหรือเวลาพลบค่ำ เพราะเมื่ออยู่ในกลางแจ้งม่านตาจะหดแคบลง ทำให้แสงสว่างที่จะเข้าตาเข้ายากขึ้น ตรงกันข้ามกับเมื่ออยู่ในที่มืด ซึ่งม่านตาจะขยายทำให้แสงเข้าตาได้มากขึ้น จึงเห็นชัดขึ้นในที่มืด
  • ในคนสูงอายุเวลาอ่านหนังสือต้องใช้แว่นสายตาช่วยปกติอยู่แล้ว แต่อยู่ๆกับพบว่าอ่านหนังสือได้โดยไม่ต้องใส่แว่น นั่นเป็นเพราะเหตุว่าอาการจากเริ่มมีการเสื่อมของแก้วตาทำให้การหักเหแสงแปลง จึงกลับมาเป็นคนสายตาสั้นเมื่อแก่ (Secondary myopia)
  • ในเด็กๆที่เป็นต้อกระจกบางครั้งอาจจะกล่าวหรือบอกไม่ได้ถึงการมองมองเห็นก็แค่จะพินิจได้ว่าเด็กจะดู จับหรือเล่นของเล่นไม่ถนัด ตาบางทีอาจแกว่งไปๆมาๆ หรือเขไปทางไปทางใดทางหนึ่งได้
  • เห็นภาพซ้อน หรือ เห็นแสงสว่างกระจาย
  • เห็นภาพเป็นสีเหลืองหรือซีดเซียวจางลงกว่าที่สายตาคนธรรมดามองเห็น
  • จำเป็นต้องใช้แสงไฟเยอะขึ้นสำหรับการอ่านหนังสือหรือกิจกรรมที่ต้องใช้สายตา
ภาวะแทรกซ้อนของต้อกระจก

  • เมื่อต้อสุกและไม่ได้รับการผ่าตัดจะก่อให้ตาบอดสนิท
  • ในบางรายแก้วตาอาจบวมหรือผ่านไปอุดกันทางระบายของเหลวในดวงตา กระตุ้นให้เกิดความดันข้างในดวงตาสูงขึ้น จนเปลี่ยนเป็นต้อหินได้
  • คนไข้จะสามารถมีลักษณะอาการปวดตาอย่างหนักได้


แนวทางการรักษาโรคต้อกระจก แพทย์จะวินิจฉัยพื้นฐานด้วยการตรวจพบแก้วตา (เลนส์ตา) ขุ่นขาว เวลาใช้ไฟส่องตาผู้เจ็บป่วยจะรู้สึกตาฟาง การใช้เครื่องส่องตา (ophthalmoscope) ตรวจตาจะไม่พบปฏิกิริยาย้อนกลับสีแดง (red reflex)
ถ้าหากไม่มั่นใจ หมอต้องใช้อุปกรณ์พิเศษตรวจอย่างถี่ถ้วน อาจควรต้องตรวจวัดความดันดวงตา (เพื่อแยกออกจากโรคต้อหินที่จะพบความดันลูกตาสูงกว่าปกติ) รวมทั้งตรวจพิเศษอื่นๆดังเช่นว่า

  • การวัดสายตา (Visual Acuity Test) การวัดความสามารถการมองมองเห็นในระยะต่างๆโดยให้อ่านชุดตัวอักษร เมื่อทดสอบตาข้างอะไรก็แล้วแต่อีกข้างจะถูกปิดไว้ วิธีการแบบนี้เป็นการประเมินว่าคนไข้มีความผิดธรรมดาทางสายตาให้มองเห็นหรือไม่
  • การทดสอบโดยขยายรูม่านตา (Retinal Eye Exam) ทำได้ด้วยการหยดยาลงที่ตาเพื่อรูม่านตาเปิดกว้างขึ้น แล้วใช้เลนส์ขยายแบบพิเศษตรวจตราหน้าจอประสาทตาแล้วก็เส้นประสาทตาเพื่อกล่าวโทษผิดปกติของตา ข้างหลังการตรวจนี้ ดวงตาของผู้เจ็บป่วยเห็นในระยะใกล้เลือนเป็นเวลาหลายชั่วโมง
  • การตรวจโดยใช้กล้องถ่ายภาพดวงตากล้องจุลทรรศน์ชนิดลำแสงแคบ (Slit Lamp Examination) คือการใช้กล้องถ่ายรูปที่มีความเข้มของลำแสงสูงรวมทั้งบางพอที่จะส่องกระจกตา ม่านตา เลนส์แก้วตา รวมถึงพื้นที่ว่างระหว่างม่านตาและกระจกตา ช่วยทำให้หมอสามารถมองเห็นส่วนประกอบที่เป็นส่วนเล็กได้อย่างสะดวก


เหตุเพราะโรคต้อกระจกไม่มียาที่ใช้รับประทาน หรือหยอดใดๆที่ช่วยแก้อาการของต้อกระจกได้ ระยะต้นๆของโรคต้อกระจกสามารถทุเลาได้ด้วยการตัดแว่นตาใหม่ สวมแว่นตากันแดดร้องไห้สะท้อน หรือการใช้เลนส์ขยายจวบจนกระทั่งต้อกระจกจะเริ่มกระทบต่อการทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน ก็เลยจะทำการผ่าตัด ในอดีตมักคอยให้ต้อกระจกสุกจึงทำผ่าตัดเปลี่ยนแปลงเลนส์ แม้กระนั้นปัจจุบันนี้มักนิยมรักษาโดยการสลายต้อกระจกแต่เนิ่นๆเป็นเมื่อปัญหาตามัวนั้นทำให้เป็นอุปสรรคกับการดำเนินชีวิตของคนป่วยก็ควรรับการดูแลรักษา เพราะเหตุว่าการรอต้อกระจกสุก จะทำให้การดูแลรักษาด้วยการสลายต้อทำเป็นยาก และยังอาจทำให้กำเนิดโรคตาอื่นแทรกซ้อน ตัวอย่างเช่น ต้อหิน ซึ่งอาจส่งผลให้มีอันตรายเยอะขึ้นได้
ในตอนนี้การดูแลและรักษาต้อกระจกมีเพียงแค่แนวทางเดียวหมายถึงการผ่าตัดเอาเลนส์ตาที่ขุ่นออกและใส่เลนส์ตาเทียมเข้าไปแทนที่ในปัจจุบันการผ่าตัดต้อกระจกมีความปลอดภัยสูงใช้เวลาสำหรับในการผ่าตัดไม่นาน และไม่ต้องนอนโรงพยาบาลหลังผ่าตัด
กระบวนการผ่าตัดที่นิยมในขณะนี้มี 3 วิธี

  • การสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง
  • การสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงร่วมกับการใช้เฟมโตเชคเคินเลเซอร์ (Femtosecond Laser assisted Cataract Surgery)
  • การผ่าตัดนำเลนส์ตาออกทั้งยังก้อน (Extracapsular cataract extraction) ซึ่งวิธีแบบนี้ใช้ในเรื่องที่เลนส์ตาค้างมากๆ

ต้นเหตุที่ก่อให้เกิดโรคต้อกระจก

  • อายุ – เป็นต้นเหตุหลักโดยมากที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดโรคต้อกระจกมากยิ่งกว่า 80% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป เนื่องจากากรเสื่อมตามวัย เพราะว่าเลนส์ที่อยู่ในตาเรานั้นต้องถูกใช้งานรับแสงสว่างมานานเท่ากับอายุของตัวเราก็เลยเกิดการหมดสภาพได้
  • แสง UV – การทำงานบางชนิดโดยไม่ใส่หน้ากากคุ้มครองแสงสว่างหรือรังสีเข้าตา ดังเช่นเวลาเชื่อมเหล็ก ก็สามารถทใด้กำเนิดโรคต้อกระจกได้
  • โรคที่เกิดขึ้นและมีปัญหาเกี่ยวกับตา – การติดเชื้อในตา ม่านตาอักเสบ ก็เป็นอีกต้นสายปลายเหตุหนึ่งของโรคต้อกระจก
  • การถูกกระทบกระแทกรอบๆตาอย่างรุนแรง
  • โรคประจำตัวบางประเภทยกตัวอย่างเช่น โรคเบาหวาน ที่ทำให้เป็นโรคต้อกระจกเร็ววกว่าปกติ
  • การทานยาชนิด ateroid
  • เด็กทารกที่ติดเชื้อโรคจาก มีคุณแม่มีการติดโรคหัดเยอรมันในช่วง 3 เดือนแรกของการมีท้อง


การติดต่อของโรคต้อกระจก โรคต้อกระจกมีต้นเหตุจากเลนส์ตาหรือแก้วตา สลายตัวจากมากมายสาเหตุทำให้มีลักษณะขุ่นขาวทึบแสงได้ผลให้แสงผ่านเข้าไปสู่ดวงตาได้น้อย ก็เลยทำให้เกิดการมองเห็นภาพฝ้ามัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนไม่เห็นสุดท้าย ซึ่งเป็นโรคที่ขาดการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด
การปฏิบัติตนเมื่อเป็นโรคต้อกระจก

  • ถนอมสายตาด้วยการใส่ใส่แว่นดำหลีกเลี่ยงการโดนแดดแรง
  • เข้ารับการตรวจรักษาจากหมอรักษาตาแม้กระนั้นเนิ่นๆเพื่อจะได้ทำกรรักษาได้อย่างทันท่วงทีไม่ให้อาการไม่ดีขึ้นจนกระทั่งไม่สามารถรักษาได้
  • ปฏิบัติตามหมอสั่งและก็ไปตรวจตามนัดอย่างเคร่งครัด
  • รักษาสุขภาพอนามัยให้แข็งแรง หมั่นบริหารร่างกาย พักให้เพียงพอ กินอาหารที่มีคุณประโยชน์ครบอีกทั้ง 5 กลุ่ม
  • ภายหลังจากผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาแล้วผู้ป่วยควรจะนอนพักให้สูงที่สุด แล้วก็ลุกขึ้นเดินเท่าที่มีความจำเป็นเท่านั้นรวมทั้งควรจะหลีกเลี่ยงการทำงานหนัก การชูของหนักหรือสะเทือนมากมาย การออกกำลังกายอย่างมาก รวมถึงการไอหรือจามแรงๆตรงเวลาโดยประมาณ 2-3 สัปดาห์ หรือจนกระทั่งแผลจะหายดี
การปกป้องตัวเองจากโรคต้อกระจก

  • ควรสวมแว่นกันแดดเมื่ออยู่กลางแจ้ง ป้องกันแสงสว่าง UV ที่เป็นเหตุกระตุ้น
  • ควรพบหมอรักษาตาเมื่อมีลักษณะอาการเปลี่ยนไปจากปกติทางตาและไม่ควรซื้อยาหยอดตามาใช้เอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาที่มีส่วนประกอบของ Steroids
  • ตรวจสุขภาพตาบ่อยๆทุกปี ในคนที่เป็นโรคเบาหวาน หรือ เมื่อท่านมีอายุ 40 ปีขึ้นไป
  • คนไข้โรคเบาหวานควรควบคุมระดับน้ำตาลบให้อยู่ในระดับปกติ
  • หลบหลีกการเกิดอุบัติเหตุกับดวงตา หรือใส่เครื่องคุ้มครองป้องกันเวลาทำงานที่เสี่ยงตอการกระทบชนดวงตา
  • เมื่อมีการใช้สายตาติดต่อกันนาน จะต้องมีการพักสายตา
  • กินอาหารที่เป็นประโยชน์ อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ มีวิตามิน รวมทั้งมีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีในผักและผลไม้หลากสี อย่างเช่น มะเขือเทศ แครอท ฟักทอง กล้วย ผลไม้เครือญาติเบอรี่
  • หลบหลีกการสูบบุหรี่ แล้วก็ดื่มเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์
  • นอนหลับพักให้เพียงพอ


สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองการเกิดโรคต้อกระจก  จากการเรียนรู้ค้นคว้าข้อมูลการวิจัยพบว่า สมุนไพรไทยหลายชนิดสามารถคุ้มครองปกป้องโรคต้อกระจกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ ตัวอย่างเช่น ขมิ้นชัน และฟักข้าว โดยในขมิ้นชัน มีสารต้านอนุมูลอิสระสำคัญ คือ เคอร์คิวมินอยด์ (curcuminoid) รวมทั้งอุดมไปด้วยวิตามินรวมทั้งแร่ธาตุหลากหลายประเภท อย่างเช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี วิตามินอี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก รวมทั้งเกลือแร่ต่างๆรวมถึงเส้นใย คาร์โบไฮเดรตและโปรตีน ฯลฯ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ขมิ้นชันก็เลยมีสรรพคุณสำหรับเพื่อการช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย และสามารถรักษาอาการแล้วก็โรคต่างๆได้หลายประเภท
ส่วนฟักข้าวนั้น มีสารต้านทานอนุมูลอิสระสำคัญ คือ ไลโคตะกาย (lycopene) โดยในเยื่อหุ้มห่อเมล็ดของฟักข้าวมีไลโคพีนสูงขึ้นมากยิ่งกว่ามะเขือเทศ 12 เท่า ซึ่งสามารถช่วยสำหรับเพื่อการบำรุงและรักษาสายตา คุ้มครองป้องกันโรคที่เกิดขึ้นและมีปัญหาเกี่ยวกับดวงตา โรคต้อกระจก และก็ประสาทตาเสื่อม และก็ตาบอดกลางคืนได้ ทั้ง ยังมีงานค้นคว้าพบว่า ไลวัวตะกายรวมทั้งเคอร์คิวมินอยด์ ยังช่วยคุ้มครองต้อกระจกที่เกิดจากเบาหวานได้อีกด้วยนอกเหนือจากนั้นยังมีสมุนไพรอีกหลายชนิดซึ่งสามารถป้องกันโรคต้อกระจกได้ ตัวอย่างเช่น มะขามป้อม มะขามป้อมจัดคือผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงมาก ซึ่งจากการศึกษาเล่าเรียนพบว่า วิตามินซีมีหน้าที่ในการป้องกันการเกิดต้อกระจก โดยทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ แล้วก็กรองรังสียูวีให้เลนส์ตา เว้นแต่มะขามป้อมแล้ว ยังส่งผลไม้อื่นๆที่มีวิตามินซีสูง ตัวอย่างเช่น ฝรั่ง มะปราง มะละกอ มะกอก ส้ม มะขาม ลูกหว้า ฯลฯ เว้นแต่สมุนไพรพนาลัยแล้ว สมุนไพรต่างแดนที่มีการสรรพคุณบำรุงรวมทั้งป้องกันโรคที่เกิดขึ้นและมีปัญหาเกี่ยวกับตาได้เป็นอย่างดี อย่างเช่น
Ginseng หรือโสม เป็นรากของ Panax ginseng มี สารสำคัญเป็น ginsennosides ซึ่งเป็น steroidal saponin มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายอย่าง ดังเช่น antiapoptotic, anti-inflammatory, antioxidant จากการทดลองทางคลินิกในผู้เจ็บป่วยที่เป็นต้อหิน พบว่า โสมแดงเกาหลีสามารถเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังเรตินา จึงน่าจะเป็นผลดีในลักษณะการปกป้องคุ้มครองโรคต้อหิน ยิ่งไปกว่านี้สาร Rb1 และ Rg3 ยังมีฤทธิ์ยับยั้ง TNF-alpha ก็เลยน่าจะเป็นคุณประโยชน์ในการคุ้มครองปกป้องโรคจอประสาทตาเสื่อมด้วย เนื่องด้วยการอักเสบเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคนี้ การทดลองในหนูมีความหมายว่าโสมสามารถลดการเสื่อมของเรตินาในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นโรคเบาหวานได้ ลดผลที่เกิดจากการเหนี่ยวนำหนูให้เป็นต้อกระจกด้วย selenite ได้ ดังนั้นโสมจึงเป็นสมุนไพรที่น่าสนใจสำหรับการคุ้มครองโรคตาทั้งยัง 4หมายถึงโรคต้อหิน ต้อกระจก หน้าจอประสาทตาเสื่อม และภาวการณ์โรคเบาหวานขึ้นเรตินา
Gingko Biloba Extract (GBE) เป็นสารสกัดจากใบของต้นแป๊ะก๊วย (Ginkgo biloba) ในใบมีสารสำคัญสองกรุ๊ปคือ เฟลโม้นอยด์และเทอร์พีนอยด์ GBE เป็นอาหารเสริมที่นิยมเยอะที่สุดในยุโรปแล้วก็อเมริกามีฤทธิ์ปกป้องการทำลายจากอนุมูลอิสระ รวมทั้งคุ้มครองป้องกัน lipid peroxidation จากการทดสอบพบว่า GBE สามารถคุ้มครองปกป้องการเสื่อมของ mitochondria ป้องกันการเสื่อมของ optic nerve จึงสามารถคุ้มครองป้องกันตาบอดในคนป่วยโรคต้อหิน และ ผู้ป่วยจอตาเสื่อมได้ และก็สามารถลดการหลุดของเรตินา (retinal detachment) ได้ GBE ก็เลยมีประโยชน์ในกรณีคุ้มครองรวมทั้งรักษาโรคต้อหินแล้วก็โรคที่เกี่ยวเนื่องกับจอตา
Danshen ชื่อสามัญคือ Asian Red Sage หรือตังเซียม หรือตานเซิน (Salvia miltiorrhiza) ส่วนที่ใช้คือราก ในแบบเรียนยาใช้เป็นยากระตุ้นการไหลเวียนเลือด ใช้รักษาฝี สารสำคัญเป็น salvianoic acid B เป็นสารพอลีฟีนอลิกละลายน้ำและเป็น antioxidant ที่มีฤทธิ์แรงรวมทั้งยังมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบในคนที่เป็นเบาหวานจะกำเนิดอาการอักเสบและหนาขึ้นของผนังเส้นเลือดฝอยทำให้ อนุมูลอิสระไม่สามารถที่จะถูกกำจัดออกไปได้ก็เลยไปทำลายเซลล์ประสาทตา เมื่อทดลองฉีดตังเซียมเข้าไปที่เยื่อจอตาที่ขาดออกสิเจนในหนูที่เป็นเบาหวานพบว่าสามารถคุ้มครองป้องกันการสูญเสียการมองเห็นได้ การทดสอบทางคลินิกในคนป่วยโรคต้อหินพบว่า ตังเซียมสามารถทรงสภาพลานสายตา (visual field) ในคนไข้ระยะกลางรวมทั้งระยะปลายได้ เพราะฉะนั้น ตังเซียมจึงมีสาระกับคนป่วยโรคตาที่เกี่ยวโยงกับ oxidative stress เป็นต้นว่า หน้าจอประสาทตาเสื่อม ภาวะเบาหวานขึ้นเรตินา และก็ต้อกระจก แล้วก็มีรายงานการศึกษาวิจัยของ ดร.พอล จาคส์ (Paul Jacques) กรรมการเกษตรสหรัฐอเมริกาพบว่า คนอเมริกันที่รับประทานผักและผลไม้เป็นประจำมีโอกาสเกิดต้อกระจกน้อยกว่าผู้ไม่บริโภคผักแล้วก็ผลไม้ถึง 4 เท่าครึ่ง และคนที่ไม่รับประทานผักแล้วก็ผลไม้เลยจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจกมากเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า นอกนั้นยังพบว่าคนที่มีระดับวิตามินซีในเลือดต่ำ จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดต้อกระจกมากขึ้นถึง 11 เท่า ส่วนผู้ ที่หรูหราสารแคโรทีนอยด์ในเลือดต่ำจะมีความเสี่ยงสูงมากขึ้นไปถึง 7 เท่า
เอกสารอ้างอิง

  • โรคต่อกระจก.แผ่นพับประชาสัมพันธ์.หน่วยตรวจโรคจักษุฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลศิริราช.2560.
  • ต้อกระจก (Cataract) . บทความเผยแพร่.ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
  • นพ.สุรพงษ์ ดวงรัตน์.ต้อกระจก.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่70.คอลัมน์โรคตา.กุมภาพันธ์2529
  • Sastre J, Lloret A, Borris C et al, Ginkgo biloba extract EGb 761 protects against mitochondrial aging in the brain and in the liver, Cell and Molecular Biology, 2002;48(6):685-692.
  • รศ.ดร.ภญ.อ้อมบุญ วัลลิสุต สมุนไพรและสารธรรมชาติบำรุงตา.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • ต้อกรระจก-อาการ.สาเหตุ.การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “ต้อกระจก (Cataract)” .(นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).หน้า950-952.
  • Kim NR, KimJH, and Kim CY, Effect of Korean red ginseng supplementation on ocular blood flow in patients with glaucoma, Journal of Ginseng Research, 2010;34(3);237- 245.
  • Janssens D, Delaive E, Remacle J, and Michiels C, Protection by bilobalide of the ischaemia-induced alterations of the mitochondrial respiratory activity, Fundamental and Clinical Pharmacology, 2000;14(3):193-201.
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ต้อกระจก.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.กุมภาพันธ์2553
  • Cho JY, Yoo ES, Baik KU, Park MH, and Han BH, In vitro inhibitory effect of protopanaxadiol ginsenosides on tumor necrosis factor (TNF)-alpha production and its modulation by known TNF-a antagonists, Planta Medica, 2001;67(3):213-218.
  • ผศ.นพ.ศักดิ์ชัย วงค์กิตติรักษ์.ต้อกระจก.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่390.คอลัมน์รักษ์”ดวงตา”.ตุลาคม.2554
  • Sen S, Chen S, Wu Y, Feng B, Lui EK, and Chakrabarti S, Preventive effects of North American ginseng (Panax quinquefolius) on diabetic retinopathy and cardiomyopathy, Phytotherapy Research, 2012;27(2):290-298.
  • Wu ZZ, Jiang JY, Yi YM, and Xia MT, Radix Salvia miltiorrhizae in middle and late stage glaucoma, Chinese Medical Journal, 1983;96(6):445-447.
  • Zhang L, Dai SZ, Nie XD, Zhu L, Xing F, and Wang LY, Effect of Salvia miltiorrhiza on retinopathy, Asian Pacific Journal of Tropical Medicine, 2013;6(2):145-149.
  • Lee SM, Sun JM, Jeong JH et al, Analysis of the effective fraction of sun ginseng extract in selenite induced cataract rat model, Journal of the Korean Ophthalmological Society, 2010;51:733-739.
  • Chen Y, Lin S, Ku H et al, Salvianolic acid B attenuates VCAM-1 and ICAM-1 expression in TNF-alpha-treated human aortic endothelial cells, Journal of Cellular Biochemistry,2001;82(3):512-521.



Tags : โรคต้อกระจก

2

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรพะวาใบใหญ่[/url][/size][/b]
พะวาใบใหญ่ Garcinia vilersiana Pierre
บางถิ่นเรียกว่า พะวาใบใหญ่ (ชลบุรี เมืองจันท์) ไข่ไอ้เข้ ตะพูด (จันทบุรี) จำกล่าว (ภาคกึ่งกลาง) ปราโฮด (เขมร-สุรินทร์) ปะหูด (ตะวันออกเฉียงเหนือ มะกล่าว (ภาคกลาง ภาคใต้) ส้มปอง ส้มม่วง (จันทบุรี)
ต้นไม้ สูง 12-15 ม. เปลือกสีออกดำ ค่อนข้างหยาบคาย มีน้ำยางสีเหลือง ใบ ลำพัง ออกตรงกันข้าม รูปขอบขนาน หรือ ขอบขนานแกมรี กว้าง 6-12 ซม. ยาว 15-37 เซนติเมตร โคนใบมน หรือ เว้าเป็นรูปหัวใจ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ หรือ เป็นคลื่น ม้วนลงเล็กน้อย เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ข้างบนเป็นเงา เส้นใบเรียงไม่บ่อยนักกันและมองเห็นไม่ชัดเจน ก้านใบยาว 1-2.5 ซม. มีรอยย่นตามขวาง ดอก ดอกเพศผู้ หรือดอกบริบูรณ์เพศออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบ สมุนไพร  แกนช่อเป็นเกล็ดแล้วก็มีขนละเอียด ก้านดอกย่อยเป็นสี่เหลี่ยม ยาว 1-1.5 เซนติเมตร มีขน กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ กลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 5 มิลลิเมตร งอเป็นกระพุ้ง ขอบมีขน กลีบดอกไม้มี 4 กลีบ ออกจะกลม ครึ้ม กว้าง 6-7 มม. ยาว 8-5 มม. งอเป็นกระพุ้ง ดอกเพศผู้ เกสรเพศเมียไม่มีก้าน ยอดเกสรเพศเมียมี 6 พู ผล กลม กว้างประมาณ 3 เซนติเมตร ยาวราวๆ 4 ซม. สุกสีเหลือง นุ่ม มี 3-5 เมล็ด
นิเวศน์วิทยา
: ถูกใจขึ้นใกล้ลำห้วย เจอทางภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้
คุณประโยชน์ : ต้น เปลือกต้น ตำผสมแอลกอฮอล์ลงไปน้อย เป็นยาพอกแก้เคล็ดลับขัดยอด รวมทั้งแผลอักเสบเรื้อรัง

3

สมุนไพรฟันปลา
ฟันปลา Litsea umbellate Merr.
บางถิ่นเรียกว่า ฟันปลา เศร้าใจ (จังหวัดปราจีนบุรี) เมนตรือ (เขมร-จันทบุรี) สะเตื้อ (จังหวัดตราด)
       ต้นไม้ ขนาดเล็ก หรือไม้พุ่ม สูง 3-10 ม. ตามกิ่งก้านมีขนสีน้ำตาล ใบ โดดเดี่ยวออกเรียงสลับ หรือเรียงเวียนห่างๆรูปรี หรือ มีขนาดค่อนข้างเล็ก กว้าง 4-10 เซนติเมตร ยาว 7.5-23 เซนติเมตร ปลายใบแหลม หรือมน โคนใบแหลมขอบใบเรียบ หรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน มีขนเฉพาะตามเส้นกลางใบและเส้นกิ่งก้านสาขาใบ ข้างล่างเป็นรอยเปื้อนขาว มีขน เส้นใบมี 6-10 คู่ ด้านล่างมองเห็นชัดกว่าด้านบน ก้านใบยาว 6-12 มิลลิเมตร มี ดอก ออกเป็นช่อ เป็นกลุ่มตามง่ามใบ ก้านช่อยาว 2-5 มิลลิเมตร ช่อดอกมีขนปกคลุมหนาแน่น [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] กลีบรวมเชื่อมชิดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยกเป็น 4-6 กลีบ ทั้งถ้วยและก็กลีบติดทนกระทั่งได้ผลสำเร็จ ผล รูปไข่หรือค่อนข้างกลม ปลายมีติ่งแหลม โคนมีชั้นของกลีบรวมรองรับอยู่ ขอบกลีบรวมมีขน

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดงดิบ พบทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งทางภาคใต้ของไทย
คุณประโยชน์ : ต้น เปลือกต้นพบ alkaloid ใบ ตำเป็นยาพอกฝี

4
อื่นๆ / สัตววัตถุ เต่าบก
« เมื่อ: 18-12-2017 , 08:38:40 »

สกุลเต่าบก
เต่าเดือยmanouria impressa(Gunther), ๓๐ ซม.
เต่าขนาดกลาง มีเดือยแหลมที่ต้นขาข้างหลังข้างละ ๑ อัน กระดองหลังสีเหลืองปนสีน้ำตาล มีลายดำ พบตามภูเขาสูงจากระดับ ๖๐๐ เมตรขึ้นไป ทางภาคเหนือ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือและก็ ภาคอีสาน
เต่าเหลืองIndotestudo elongata(Blyth), ๓๖ ซม.
เต่าขนาดกลาง กระดองยาวนูนสูง สีเหลือง มีลายดำ ไม่มีเดือยเหมือนเต่าบกประเภทอื่น อยู่ในที่แห้งได้ พบตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง รวมทั้งป่าดิบแล้งทั้งประเทศ
สมุนไพร เต่าหกManouria emys(Schlegel & Muller), ๕๐ เซนติเมตร
เต่าบกที่ใหญ่ที่สุดของไทย เมื่อโตเต็มที่กระดองยาวได้ถึง ๖๐ ซม. ต้นขาข้างหลัง ๒ ข้างมีเดือยหลายเดือย กระดองสีน้ำตาลเข้มหรือดำ  พบในป่าดงดิบที่สูงทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก และก็ภาคใต้มี ๒ จำพวกย่อยเป็นเต่าหกเหลือง manouria emys emys (Schlegel & Muller) และก็เต่าหกดำ manouria emys phayrei(Blyth)

คุณประโยชน์ทางยา
เต่าที่แพทย์แผนไทยประยุกต์ใช้คุณประโยชน์ทางยาเป็นเต่าน้ำจืดและเต่าบก แต่ว่าที่ใช้กันมากมายคือเต่าที่นา Malayemyssubtrijuga(Gray) อันเป็นเต่าน้ำจืดที่หาได้ง่ายกว่าเต่าประเภทอื่นๆแล้วก็เป็นที่รู้จักกันดีทั่วไป

5

ขัณฑสกร
ขัณฑสกร ใช้เป็นน้ำกระสายยาแล้วก็เครื่องยา เนื่องจาก มีรสหวานมีกลิ่นหอมสดชื่น ใช้ละลายยาเพื่อกินง่ายขึ้น แล้วก็มีรสชาติน่าลิ้มลองขึ้น สรรพากรที่ใช้ในยาไทยนั้น เป็นของที่ได้จากธรรมชาติ ตำราโบราณจำนวนมากบันทึกเสียงที่มาไว้ไม่เหมือนกัน และว่าขัณฑสกรที่ได้จากแหล่งต่างกันนั้นจะมีคุณประโยชน์ต่างกันไปด้วย ดังต่อไปนี้
สมุนไพร
๑.ขัณฑสกร ที่ได้จากหยดค้าง คือน้ำค้างในช่วงฤดูหนาว(ฤดูหนาว) ที่ตกลงบนใบของพืชชนิดหนึ่งที่ตำราเรียนเรียก ต้นขัณฑสกร ตำราโบราณพูดว่า พืชนี้พบในอินเดียและมาเลเซียตอนนี้ยังไม่รู้จักว่าเป็นพืชจำพวกใดแต่มั่นใจว่าไม่น่าจะเป็นพืชชนิดใดโดยเฉพาะ อาจเป็นพืชหลายหลายประเภทซึ่งมีดอกที่มีน้ำหวานมากมาย ผู้เก็บจะออกไปเก็บน้ำค้างหรือน้ำฝนที่ชะหรือละลายน้ำหวานแล้วตกอยู่บนใบไม้ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่เก็บใส่กระบอกไม้ไผ่ แล้วค่อยนำไปแขวนทิ้งไว้ จนถึงน้ำหวานน้ำตกผลึกและก็แห้ง จะได้ขัณฑสกรที่เป็นสีขาวนวลหรือสีขาวอมเหลืองขัณฑสกรที่ได้โดยแนวทางแบบนี้ น่าจะเป็นของส่วนผสมระหว่างเลวูโลส (fructose) หรือน้ำตาลผลไม้ ซูโครส(sucrose) หรือน้ำตาลอ้อย แล้วก็ กลูโคส (dextrose) หรือน้ำตาลองุ่น ตำราคุณประโยชน์ยาโบราณว่าจะมีรสหวานจนกระทั่งขม มีสรรพคุณบำรุงกำลัง ทำให้ปัสสาวะช่อง ทำให้ฉี่คล่อง แก้เสลดจุกลำคอ ทำให้เปียกแฉะคอ แก้อยากกินน้ำ

๒.ขัณฑสกร ที่ได้จากน้ำอ้อย ได้จากการนำน้ำอ้อยมาอุ่นที่อุณหภูมิต่ำๆจนงวด แล้วทิ้งไว้ให้แห้ง จะได้เกร็ดสีขาวอมเขียว เกร็ดนี้มีส่วนประกอบหลักเป็นผลึกของน้ำตาลอ้อย แม้กระนั้นหากนำน้ำอ้อยไปนอนก้นโปรตีนออกก่อน ฟอกสีให้ขาว แล้วกลายเป็นผลึกจะได้น้ำตาลที่ใช้ปรุงแต่งรส ที่รู้จักกันทั่วๆไป หนังสือเรียนโบราณว่าขัณฑสกรที่ได้จากน้ำอ้อยนี้มีคุณประโยชน์ บำรุงธาตุ รวมทั้งแก้ฝี ผอมบางเหลือง
๓.ขัณฑสกร ที่ได้จากน้ำผึ้งรวงที่เกิดชายทะเล ว่ากันว่าน้ำผึ้งรวง (น้ำผึ้งที่บีบจากรวงผึ้งในธรรมชาติ ไม่ใช่ในรังผึ้งเลี้ยง) ที่เกิดชายหาดนั้น เมื่อเอามาอุ่นด้วยไฟอ่อนๆสนงวดลงบ้าง รวมทั้งตั้งทิ้งไว้ จะมีเกร็ดขัณฑสกรมากกว่าน้ำผึ้งรวง ที่เกิดตามป่าเขา ตำราสรรพคุณยาโบราณว่า ขัณฑสกรที่ได้ด้วยแนวทางลักษณะนี้มีคุณประโยชน์แก้นิ่ว แก้ท้องมาน แก้สะอึก แก้ไข้เซื่องซึม แก้จุกเสียด แก้ลมพิษ แก้คอแห้ง
๔. ขันทศกร ที่ได้จากเกสรบัวหลวง พบบ่อยบนใบบัวหลวง หลังฝนตกโดยน้ำฝนแจ่มแจ้งเอาน้ำหวานจากดอกบัวหลวง แล้วขังไว้บนใบบัว เมื่อแดดออก น้ำระเหยไป จะเกล็ด สีขาวนวลหรือสีขาวอมเหลืองเกล็ดดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ก็น่าจะเป็นของผสมระหว่าง น้ำตาลผลไม้ น้ำตาลอ้อย และ องุ่น น้ำตาลองุ่น เหมือนกับขัณฑสกรที่ได้จากหยดน้ำค้าง ก็เลยมีสรรพคุณเสมอกัน ด้วยเหตุนี้ขัณฑสกรหรือที่บางตำราเรียกว่า น้ำตาลกรวด นี้ ในทางเคมีจึงเป็นของผสม ของน้ำตาลละลายชนิดสุดแต่ต้นตอ อาจมีทั้งๆที่เป็นโมโนแซ็กคาไรด์ ตัวอย่างเช่นน้ำตาลผลไม้ น้ำตาลองุ่น และก็ ไดแซ็กคาไรด์ ยกตัวอย่างเช่นน้ำตาลอ้อย เดี๋ยวนี้ขัณฑสกรที่หาซื้อได้ จากร้านค้าขายเครื่องยาไทย มักไม่ใช่ขัณฑสกรที่ได้จากธรรมชาติ ดังที่กล่าวมาข้างต้น บางร้านค้าเอาเกร็ดน้ำตาลอ้อย ที่ได้จากการเอาน้ำตาลทรายมาต้มกับน้ำแล้วเที่ยวจนกระทั่งงวด มาขายเป็นขัณฑสกร แต่ว่าร้านส่วนใหญ่มักเอาสารสังเคราะห์ที่เรียก แซ็กคารินหรือดีน้ำตาล มาขายเป็นขัณฑสกร ซึ่งไม่ควรใช้สำหรับในการทำยาไทยเพราะเป็นสารก่อมะเร็ง ในหนังสือเรียนพระยาพระนารายณ์ระบุ ให้ใช้ขัณฑสกรเป็นน้ำกระสายยาในยามี่ใช้แก้ เตโชธาตุ ธาตุไฟ พิการ ขนานที่ ๑ และก็ ๗เช่นในเวลาที่๗ดังต่อไปนี้ ถ้ามีถอย ให้เอาผลชะพลู ผลสมอไทย ผลจิงจ้อหลวง รากเจตมูลเพลิงเเดง ผลมะขามป้อม ว่านเปราะป่า รากไคร้ต้น รากไคร้เครือ ชะเอมต้นหญ้ารังกา รากกะค่อย เท่าเทียมกันทำเป็นจุล ละลายขันทศกร กินตามควรจะ แก้เตโชธาตุให้โทษแลฯ ละลายขันทศกร กินตามควรจะนั้นหมายความว่าเมื่อจะรับประทานยานี้ให้เอาขัณฑสกรมาละลายน้ำสุกหรือน้ำฝนหรือน้ำสะอาดก่อนแล้วจึงเอาน้ำที่ได้นั้นไปละลายยากิน คำ ขัณฑสกร ที่ใช้ในที่ใช้กันในปัจจุบัน ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานพ. ศาสตราจารย์ ๒๕๒๕ ในแบบเรียนพระยาพระนารายณ์เขียนเป็น ขันทศมือ คำนี้มาจาก คำ ขัณฑ แปลว่าก้อน รวมทั้ง ศมือ (อ่านว่า สะ-กะ-ระ มาจากคำสันสกฤต shakara ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดคำ sugar ในภาษาอังกฤษ) หมายความว่า น้ำตาล บางหนังสือเรียนจึงเรียกว่าขัณฑสกรว่า “น้ำตาลกรวด” มักมี ผู้หลงผิดว่าขัณฑสกรเป็นแซ็กคารินหรือดีน้ำตาล มันเป็นสารสังเคราะห์ที่มีชื่อทางเคมีว่า 2,3-dihydro-3-oxobenzisosulfonazole เคยใช้แต่งรสหวานแต่เดี๋ยวนี้ใช้ลดลงมากเนื่องจากว่าหรือแทบไม่ใช้ก็แล้ว

6
อื่นๆ / สัตววัตถุ นกกะลิง
« เมื่อ: 08-12-2017 , 14:29:42 »

นกกะลิง
นกกะลิง หรือที่ทางพายัพเรียก นกกะแล
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Psittacula himalayana finchii (Hume)
จัดอยู่ในตระกูล Psittacidae
มีชื่อสามัญว่า gray – headed parakeet หรือ slaty – headed parakeet
ชีววิทยาของนกกะลิง
นกนี้เป็นนกปากโค้งกระเป๋านขอประเภทหนึ่ง ความยาวยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหายราว ๔๖ เซนติเมตร ความยาวนี้เป็นความยาวของหางราวครึ่งหนึ่ง ปากบนสีแดงปลายเหลือง ปากล่างสีเหลือง ตาสีดำ หัวสีเทาแก่  ที่คอมีแถบดำใหญ่พิงจากรอบๆใต้คางไปถึงด้านหลัง แถบนี้จะเบาๆเรียวเล็กลงกระทั่งเหลือเป็นเพียงเส้นเล็กๆที่ท้ายทอย ต้นคอใต้เส้นดำเป็นสีฟ้า ใต้ปีกสีน้ำเงินอมเขียว หางยาว ตอนบนสีฟ้าแกอมเขียว ปลายเหลือง เมื่อมองผาดๆจะเห็นเป็นนกที่มีสีเขียว ตัวผู้มีทาสีสีแดงเข้มที่ที่หัวปีกข้างๆ และแถบดำที่คางมีขนาใหญ่มากยิ่งกว่าของตัวเมีย นกกะลิงอยู่รวมกันเป็นฝูง พบบ่อยทางภาคเหนือที่ระดับความสูงจากระดับน้ำมะเลปานกลาง ๖๐๐ – ๑,๒๐๐ เมตร นกประเภทนี้รับประทานผลไม้ เมล็ดพืชแล้วก็ยอดอ่อนของพืช  ทำรังตามโพรงไม้ ออกไข่คราวละ ๒ – ๕ ฟอง ในระหว่างมกราคมถึงม.ย. ไข่ออกจะกลม สีขาว ใช้เวลาฟัก ๒๒ – ๒๕ วัน

ประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยตามต่างจังหวัดใช้เลือดนกกะลิงผสมกับยาอื่น เป็นยาบำรุงโลหิต แก้โรคโลหิตจางและก็โลหิตทุพพลภาพ
สมุนไพร ใน พระคู่มือชวดารให้ยาขนานหนึ่ง คือยาแก้ลมกล่อน ยาขนานนี้เข้า “หางนกกะลิง” เป็นเครื่องยาด้วยดังต่อไปนี้ ยาแก้ลมกล่อน อัณฑะเจ็บเมื่อยล้าตายไปข้างหนึ่ง ทั้งกายก้ดี เอายาเข้าเย็น ๑ โพกพาย ๑ ประพรมคตตีนเต่า ๑ หางนกกะลิง ๑ กำลังวัวเถลิง ๑ หนวดนาคราช ๑ เอาเท่ากัน ต้มทากล่อนลม หายแล

7
อื่นๆ / สัตววัตถุ ไก่ป่า
« เมื่อ: 07-12-2017 , 09:46:46 »

ไก่ป่า
ไก่ป่าฯลฯเชื้อสายของไก่บ้าน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus (Linnaeus)
อยู่ในวงศ์ Phasianidae
มีชื่อสามัญว่า red jungle fowl
มีถิ่นเกิด แถบเอเชียใต้ (ศรีลังกาแล้วก็ประเทศอินเดีย) มาทางตะวันออก จนกระทั่งหมู่เกาะมลายู
ไก่ป่าที่เจอในประเทศไทยมีเพียงแค่ประเภทเดียวเป็น Gallus gallus (Linnaeus) ประเภทนี้มีหน้าสีแดง ไม่มีขน หงอนสีแดง มีเหนียงสีแดงรวมทั้งติ่งหูอย่างละคู่ ขนบริเวณคอ หลัง ถึงบั้นท้ายมีสีส้ม ขนปีกสีเขียวเป็นมันขลิบสีส้มใต้ท้องสีน้ำเงินดำ หางโค้งลาด ปลายพริ้ว สีเขียวแซมดำแล้วก็สีน้ำเงินเข้มเป็นเงา ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๖๐ ซม. ตัวผู้หนัก ๘๐๐ – ๑๓๐๐ กรัม ไก่ป่าตัวผู้มีลักษณะสำคัญที่แตกต่างจากนกอื่นๆเป็น
๑.มีหงอนบนหัวที่เป็นเนื้อ ไม่ใช่หงอนที่เป้นขน
๒.มีเหนียงเป็นเนื้อห้อยลงมาทั้งสองข้างของโคนปากรวมทั้งคาง
๓.มีหน้าแล้วก็คอเป็นหนังเกลี้ยงๆ ไม่มีขน
๔.โดยทั่วไปขนเรียกตัวมีสีสวยงาม มีขนหาง ๑๔ – ๑๖ เส้นตั้งเรียงกันเป็นสันสูงตรงกลาง คู่กลางยาวกว่าคู่ อื่น ปลายแหลมและอ่อนโค้ง เรียก หางกะลวย
๕.แข้งมีเดือยข้างละอันเป็นอาวุธ
ไก่ป่า ตัวเมียมักมีขนาดเล็กกว่าตัวผู้ ขนไม่งดงาม สีไม่ฉูดฉาด ลำแข้งไม่มีเดือย หงอนและเหนียงเล็กมากมาย หรือบางตัวแทบจะเป็นศูนย์ ไก่ป่าอาศัยตามพุ่มเล็กๆในป่าทั่วๆไป บินได้เร็ว แต่ในระดับที่ถือว่าต่ำๆรวมทั้งระยะทางสั้นๆเหมือนเคยอยู่เป็นฝูงใหญ่หมดทั้งตัวผู้และตัวเมียรวมกันราว ๕๐ ตัว แต่ว่าจะแยกเป็นฝูงเล็กๆในฤดูสืบพันธุ์ ซึ่งเพศผู้ต้องต่อสู้กันเพื่อถือครองพื้นที่แล้วก็แก่งแย่งตัวเมียกันตัวละ ๓ – ๕ ตัว หลังผสมพันธุ์แล้วตัวเมียจะสร้างรังเป็นหลุมตื้นๆบนพื้นดินหรือบนกองใบไม้แห้งๆในที่ปลอดภัย  แล้วตกไข่คราวละ ๕ – ๖ ฟอง ไข่สีขาวหรือน้ำตาล ใช้เวลาฟักโดยประมาณ ๒๑ วัน ลูกไก่ป่าอายุ ๘ วันก็เริ่มบินเกาะตามกิ่งไม้ได้ และก็เมื่ออายุโดยประมาณ ๑๐ วัน ก็เริ่มบินได้ในระยะทางสั้นๆ

ไก่ป่าที่พบในประเทศไทยมี ๒ จำพวกย่อย เป็น
๑. ไก่ป่าติ่งหูขาว หรือ ไก่ป่าอีสาน (Cochin Chinese red jungle foml) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus gallus (Linnaeus) มีติ่งหูสีขาว พบได้มากทางภาคทิศตะวันออกรวมทั้งภาคอีสาน
๒. ไก่ป่าติ่งหูแดง หรือ ไก่ป่าประเภทพม่า (Burmese red jungle fowl) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus  spadiceus (Bonnaterre) มีติ่งหูสีแดง มักพบทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้
สรรพคุณทางยา
สมุนไพร โบราณไทยใช้ตับไก่เป็นทั้งของกินรวมทั้งเป็นยา  แบบเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณบันทึกไว้ว่า  ตับไก่ใช้แก้โรคตาฝ้าตาพร่า ปัจจุบันนี้เพิ่งรู้ดีว่าโรคนี้เกิดจากการขาดวิตามินเอ ซึ่งพบมากในตับไก่ หมอแผนไทยรู้จักใช้เปลือกไก่ฟัก ไข่แดง ตับไก่ รวมทั้งเล็บไก่ป่า เป็นเครื่องยามานานแล้ว ตำราเรียนโบราณว่า ไข่แดงมีรสมัน คาว มีสรรพคุณบำรุงกำลังสร้างความเจริญให้แก่ร่างกาย ตับไก่มีรสมัน คาว มีคุณประโยชน์บำรุงเลือด แก้โลหิตจาง บำรุงร่างกายให้แข็งแรง แก้โรคตาฝ้าตาฟาง รวมทั้งเล็บไก่ป่าใช้แก้พิษไข้ ไข้กาฬ ไข้หัวทุกประเภท ยิ่งไปกว่านั้นไข่ขาวยังคงใช้เป็นตัวยาแต่งทางเภสัชกรรมสำหรับทำยาขี้ผึ้ง ดังที่ปรากฏในยาขนานที่ ๗๙ ใน ตำราพระยารักษาโรคพระนารายณ์ ดังนี้
ขนานหนึ่ง ให้เอาพิมเสน ๒ สลึง การบูร ๓ สลึง มาตะกี่ ๕ สลึง ชันตะคียน กำยาน สิ่งละ ๗ สลึง สีปากขาว ๑๐ ตำลึง น้ำมันที่ผลิตขึ้นมาจากมะพร้าวอันใหม่ดีนั้นครึ่งทนาน เคี่ยวขึ้นด้วยกันให้สุกดี  แล้วกรองกากออกเสีย เอาไว้ให้เย็น จึงเอาไข่ไก่ มัวแต่ไข่ขาว ๒ ลูก เอาเหล้ากลั่นประมาณจอกหนึ่ง กวนกับไข่ให้สบกันดี แล้วจึงแบ่งออกให้เป็น ๓ ภาคๆหนึ่งนั้น เอาน้ำทะแลงไซ้ ๓ สลึง การบูร ๓ สลึง กวนเข้าด้วยกันให้สบดีแล้ว เป็นขี้ผึ้งแดง ก็เลยเอาสีปากขาวภาค ๑ นั้น มากมายวนด้วยจุที่สีพอควร เป็นสีผึ้งเขียว ภาคหนึ่งเป็นสีผึ้งขาว ปิดแก้เพ่งพิศม์ แสบร้อนให้เย็น

8

สัตว์ชั้นเลี้ยงลูกด้วยนม
สัตว์ที่จัดอยู่ในชั้นนี้มีขน มีต่อมน้ำนมสำหรับใช้เลี้ยงตัวอ่อน มีกะบังลมสำหรับกั้นระหว่างช่องอกกับท้อง หัวใจมี ๔ ห้อง เป็นสัตว์เลือดอุ่น กระดูกคอมี ๗ ชิ้น เส้นประสาทมี ๑๒  คู่  มีต่อมเหงื่ออยู่ใต้ผิวหนัง ใบหูเจริญก้าวหน้าดี สืบพันธุ์ด้านในส่วนใหญ่ตัวอ่อนรุ่งโรจน์อยู่ด้านใน [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/b][/url] อย่างเช่น เม่น ลิ่น ช้าง  วัว ควาย หมี คน

Tags : สมุนไพร

9
อื่นๆ / สัตววัตถุ อีกา
« เมื่อ: 05-12-2017 , 11:14:27 »

อีกา
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Corvus macrorhynchos Wagler
จัดอยู่ในตระกูล  Corvidae
ที่พบในประเทศไทยมี ๒ จำพวกย่อยเป็นประเภทย่อย Corvus macrorhynchos macrorhynchos Wagler  กับชนิดย่อย  Corvus  macrorhynchos  levaillantii  Lesson   มีชื่อสามัญว่า large-billed หรือ jungle  crow

ชีววิทยาของกา
สมุนไพร กาเป็นนกขนาดกลาง ความยาวของตัววัดจากปากถึงปลายหางราว ๕๓ เซนติเมตร มีสีดำตลอดตัว มองเห็นเป็นมันเมื่อมีแสงสว่างจัด มีปากใหญ่ สันบนโค้งมากขาแข็งแรง กินอาหารทุกประเภท พบได้ในทั่วทุกภาคของเมืองไทย ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน ได้ตั้งแต่เขตกลางเมืองจนถึงเขตป่าเขา

10
อื่นๆ / สัตววัตถุ กวาง
« เมื่อ: 02-12-2017 , 13:09:06 »

เขากวางอ่อน
เมื่อกวางผลัดเขา เขากวางแยกหลุดจากตอเขา ผิวหนังบริเวณรอบๆโคนเขาจะเจริญขึ้น มาปิดแผลภายใน ๔-๕  วัน เลือดจะเริ่มเข้าไปหล่อเลี้ยง พร้อมทั้งมีสารประกอบแคลเซียมพอกสะสมขึ้น เขาใหม่จะปกคลุมด้วยหนังนุ่มๆและขนสั้นๆสีน้ำตาลราวกับผ้ากำมะหยี่ เขาลักษณะนี้เรียกว่า “เขากวางอ่อน”  ซึ่งหักได้ง่าย เมื่อหักจะมีเลือดออก กวางลางตัวอาจถึงตายได้ ถ้าเลือดออกไม่หยุด ในระยะที่มีเขาอ่อน กวางจะหาเลี้ยงชีพอยู่กลางแจ้งหรือ โดยเลี่ยงไม่เข้าไปในป่าทึบหรือป่าหนามเขากวางอ่อนเป็นเครื่องยาที่พักเป็นหนังสือเรียนยาที่ประเทศสหรัฐพลเมืองจีน   บางทีอาจได้จากเขาอ่อนกวาง  ๒  จำพวก  คือ
๑.กวางดอกเหมย  (sika  deer)   มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Cervus  Nippon  Temminck
๒.กวางแดง  (red  deer)   มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Cervus  elaphus  Linnaeus
เขากวางอ่อนนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า pilose  antler มีชื่อยาในภาษาละตินว่า Cornu  Cervi  Pantotrichum เป็นเขากวางอ่อนที่พึ่งจะแตกออก ข้างในเขายังไม่เป็นกระดูกแข็งสำหรับในการตัดเขากวางนั้น ใช้เลื่อยตัดทิ้ง โดยเริ่มตัดเขาอ่อนเมื่อกวางแก่ตั้งแต่  ๓  ปีขึ้นไป ตัดได้ปีละ  ๑-๒  ครั้ง เมื่อตัดแล้วต้องนำไปแปลภาวะโดยทันที เริ่มด้วยการล้างเอาสิ่งสกปรกที่ติดมาพร้อมกับขนบนเขากวาง แล้วบีบเลือดที่ติดมาอีกส่วนหนึ่งออกไป แล้วต่อจากนั้นก็เลยใส่ลงในน้ำเดือด  ๓-๔  ครั้ง ทีละ  ๑๕-๒0 วินาที เพื่อขับเลือดให้หมด จากนั้นจึงเอามาตากหรืออบให้แห้ง นอกจากนั้นยังบางทีอาจตัดเขากวางชิดกับกะโหลก แม้กระนั้นจะใช้กับกวางที่เจ็บไข้หรือแก่มากมายแล้วเท่านั้น เขากวางอ่อนที่มีคุณภาพดีควรจะเป็นเขาบริบูรณ์ (ขนละเอียด สีน้ำตาลอ่อนไม่หัก) มีน้ำหนักค่อย ด้านล่างไม่มีรอยแยก หน้าตัดมีรูพรุนแน่น สีเหลืองเปลือกข้าว ส่วนที่มีขนหยาบคายไม่สมบูรณ์ หน้าตัดมีสีเทาปนแดง เป็นประเภทที่มีคุณภาพรองลงมา

หนังสือเรียน
ยาจีนว่า เขากวางอ่อนมีรสหวาน มีฤทธิ์ร้อน เป็นยาบำรุงชั้นหนึ่ง ดังคำจีนโบราณที่ว่า “ยามพอหมดเรี่ยวแรง หายาใดๆไม่ได้ ถ้าเกิดได้รับประทานเขากวางอ่อนแล้ว หากแม้หมดแรงก็ช่วยทำให้ฟื้นคืนได้” เขากวางอ่อนมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงเลือด บำรุงกำลังทำให้กระดูกแล้วก็เอ็นแข็งแรง แก้อาการหมดแรง ตาลาย หูตึง ตามัว เข่าเจ็บ และก็ที่สำคัญเป็น สมุนไพร  ช่วยเสริมความสามารถทางเพศ แก้โรคน้ำเชื้อไหลเองโดยไม่ทันรู้สึกตัวเสมอๆแก้เมนส์มามากแตกต่างจากปรกติ บำรุงครรภ์ (ทำให้เด็กในท้องสงบ) แก้อาการท้องเสียเรื้อรัง โดยยิ่งไปกว่านั้นที่เกิดกับคนวัยชรา โดยธรรมดาใช้บดเป็นผง รับประทานทีละ ๑-๒.๕ กรัม กับน้ำสุกจะใช้ดองสุรา หรือปั้นเป็นยาลูกกลอนก็ได้ เพราะเขากวางอ่อนเป็นยาบำรุงที่มีฤทธิ์ร้อน ก็เลยห้ามใช้กับคนเจ็บที่จับไข้ ถ่ายหรืออาเจียนเป็นเลือด นอกจากนั้น ผู้เจ็บป่วยโรคความดันโลหิตสูงหรือลักษณะการทำงานของตับไม่ดีเหมือนปรกติก็ไม่สมควรรับประทานมากจนเกินความจำเป็น

11

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/u]พิกัดเกสร[/url][/b]
คำว่า เกสร หรือที่โบราณใช้เป็น เกษร นั้น มีความหมายที่เกี่ยวกับดอกไม้ บางทีอาจซึ่งก็คือองค์ประกอบที่ใช้สืบพันธุ์ของพืช ๒ ส่วน ซึ่งจัดแสดงอยู่ในวงของดอก เป็นเกสรผู้และก็เกสรเพศเมีย เป็นลำดับจากนอกถึงในสุดทาง ต่อจากนั้นออกมาจะเป็นกลีบดอกไม้แล้วก็กลีบเลี้ยงตามลำดับ แม้กระนั้นในความหมายที่เกี่ยวกับพิกัดยานั้นอาจถึงเกสรเพศผู้ (ยกตัวอย่างเช่น เกสรบัวหลวง) หรือดอกไม้อีกทั้งดอก (รวม กลีบเลี้ยง กลีบดอกไม้ เกสรเพศผู้ และก็เกสรเพศเมีย) (ดังเช่น ดอกกระดังงา ดอกมะลิ ฯลฯ) หรือบางทีอาจซึ่งก็คือช่อดอกทั้งยังช่อ (ยกตัวอย่างเช่น ดอกลำเจียก )พิกัดเกสรที่ใช้ในยาไทยมี ๓ พิกัดเป็นพิกัดเกสรอีกทั้ง ๕ พิกัดเกสรทั้งยัง ๗ รวมทั้งพิกัดเกสรทั้ง ๙ พิกัดเกสรทั้ง ๕ ดังเช่นว่า เกสรบัวหลวง เกสรบุนนาค ดอกพิกุล ดอกมะลิ แล้วก็ดอกสารภี มีคุณประโยชน์ชูกำลัง บำรุงหัวใจ แก้ไข้เพื่อเสลดรวมทั้งเลือด แก้ไข้เพ้อกลุ้มใจ แก้ลมวิงเวียน แก้น้ำดี แก้ธาตุ ทำให้เจริญอาหาร บํารุงท้อง เครื่องยาพิกัดนี้ ใช้มากมายในยาแก้ลมวิงเวียน ยาหอมบำรุงหัวใจ พิกัดเกสรอีกทั้ง ๗ ตัวประกอบด้วยตัวยา ๕ อย่าง ในพิกัดเกสร ๕  โดยมีดอกจำปา รวมทั้งดอกกระดังงา เพิ่มเข้ามา พิกัดยานี้มีคุณประโยชน์โดยรวมชูกำลัง บำรุงหัวใจ แก้ไข้เพื่อเสมหะแล้วก็โลหิต แก้ไข้เพพ้อกังวล แก้ลมวิงเวียน แก้น้ำดี แก้ไข้เพื่อปถวีธาตุ ให้เจริญอาหาร แก้ร้อนในอยากดื่มน้ำ แก้โรคตาพิกัดเกสรอีกทั้ง ๙ ประกอบด้วยตัวยา ๗ อย่างในพิกัดเกสรทั้ง ๗ โดยมีดอกลำเจียก รวมทั้งดอกลำดวนเพิ่มเข้ามา พิกัดยานี้มีสรรพคุณ โดยรวมแก้ร้อนในอยากกินน้ำ แก้ไข้จับ แก้ไข้เพื่อลม แก้ไข้เพื่อปถวีธาตุ ให้เจริญอาหาร แก้โรคตา
                   
ตารางที่ ๑ เครื่องยาในพิกัดเกสร
เครื่องยา                ชื่อพฤกษศาสตร์ของที่มาที่ไป สกุล   ส่วนของพืช
เกสรบัวหลวง        Nelumbo nucifera Gaertn.           Nelumbonaceae      เกสรเพศผู้
ดอกบุนนาค           Mesua ferrea L.                Guttiferae           ทั้งดอก
ดอกพิกุล                Mimusops elengi L.         Sapotaceae        ทั้งดอก
ดอกมะลิ                Jasminum sambac Ait.   Oleaceae             ทั้งยังดอก
ดอกสารภี              Mamea siamensis (T.and) Kosterm.        Guttiferae           ทั้งยังดอก
ดอกจำปา              Macnolia Champaca (L.) Baill. Ex Pierre var. champaca (ชื่อพ้อง Michelia champaca L.)        Magnoliaceae       ดอก
ดอกกระดังงา        Cananga  odorata Hook.f. & Th. Annonaceae      ดอก
ดอกลำเจียก          Pandanus odoratissimus L.f         Pandanaceae     ช่อดอกทั้งยังช่อ
ดอกลำดวน           Melodorum fruiticosum Lour.    Annonaceae      ทั้งยังดอก
เกสรบัวหลวง
เกสรบัวหลวงเป็นเกสรเพศผู้ของดอกบัวหลวงจำพวกดอกตูมทรงฉลวย กลีบไม่ซ้อน สีขาว (เรียกบัวขาว) หรือสีชมพูเรียก (ปัทม์ โกกนุท นิโลบล เป็นต้น) บัวหลวงเป็นบัวน้ำจำพวกก้านแข็ง (บัวก้านชาติ) มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Nelumbo nucifera Gaertn.ในตระกูล Nelumbonaceae ใต้มีชื่อสามัญว่า sacred lotus เครื่องยาที่เรียก เกสรบัวหลวง ได้จากเกสรเพศผู้ของดอกบัวหลวง ตำราสรรพคุณยาโบราณว่า มีกลิ่นหอมสดชื่น รสฝาด ใช้แก้ไข้ แก้ธาตุพิการ บำรุงหัวใจ เกสรบัวหลวงเข้าเครื่องยาไทยในพิกัดเกสรอีกทั้ง ๕ เกสรทั้งเจ็ดและก็เกสรอีกทั้ง ๙
ดอกบุนนาค
ดอกบุนนาค ได้จากต้นบุนนาคอายมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Mesua ferrea L.ในวงศ์ Guttiferae พืชชนิดนี้มีชื่อสามัญว่า indian rose chestnut tree ต้นบุนนาคเป็นไม้ยืนต้นสูง ๑๕ – ๒๕ เมตร ทรงพุ่มเป็นรูปเจดีย์ต่ำๆโคนต้นมีพูพอนน้อย ลำต้นเปลา เปลือกเรียบ สีน้ำตาลคละเคล้าเทาและก็ผสมแดง มีรอยแตกตื้นๆภายในเปลือกมียางขาว ใบเป็นใบคนเดียว เรียงตรงกันข้าม รูปใบหอกหรือรูปขอบขนานปนใบหอก กว้าง ๑.๕-๓.๕ เซนติเมตร ยาว ๔-๑๕ ซม. โคนใบสอบ ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ข้างบนสีเขียวเข้ม ข้างล่างมีคราบเปื้อนสีขาวนวล เส้นใบถี่ เนื้อใบดก ก้านใบสั้นยาว ๔-๗ มิลลิเมตร ใบอ่อนสีชมพูอมเหลืองห้อยเป็นพู่ ดอกออกลำพังๆหรือออกเป็นกระจุก กระจุกละ ๒-๓ ดอก ตามง่ามใบ ดอกสีขาวหรือสีนวล มีกลิ่นหอม เมื่อบานเต็มกำลังมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว ๕-๑๐ ซม. กลีบเลี้ยงมี ๔ กลีบ รูปช้อน งอเป็นกระพุ้ง มี ๒ ชั้น ชั้นละ ๒ กลีบ กลีบดอกมี ๔ กลีบ รูปไข่กลับ ปลายบานรวมทั้งเว้า โคนสอบ เกสรเพศผู้มีจำนวนไม่ใช่น้อย ผลรูปไข่ แข็ง สีน้ำตาลเข้ม กว้าง ๒ ซม. ยาว ๔๐ ซม. ปลายโค้งแหลม กลีบเลี้ยงขยายโตเป็นกาบหุ้มห่อผล ๔ กาบ มีเมล็ด ๑-๒ เมล็ด พืชนี้มีแก่นไม้สีแดงคล้ำ เป็นมันเลื่อม เศษไม้ค่อนข้างตรง เนื้อค่อนข้างจะหยาบแข็ง แล้วก็ทนดีเลิศ เลื่อยผ่าตกแต่งยาก ขัดชักเงาได้ดิบได้ดี ฝรั่งเรียกไม้นี้ว่า ironwood หรือ Ceylon ironwood ใช้ทำหมอนรองทางรถไฟ ใช้ก่อสร้างบ้านเรือน ทำเสา สะพาน ด้ามเครื่องไม้เครื่องมือ ใช้ต่อเรือ ทำกระดูกงูเรือ กงเสากระโดงเรือ ใช้ทำทุกส่วนของเกวียน ทำด้ามหอก ด้ามร่ม ทำพานท้ายหรือและก็รางปืน น้ำมันที่บีบจากเม็ดทำเครื่องแต่งหน้า สมุนไพร ตำราคุณประโยชน์ยาโบราณว่า ดอกบุนนาคมีกลิ่นหอมหวน เย็น รสขมนิดหน่อย ช่วยบำรุงรักษาดวงใจให้ช่ำชื่น ใช้แก้ไข้กาฬ แก้ร้อนในดับหิว บำรุงเลือด บำรุงหัวใจ แก้ลมกองละเอียด ตาลาย หน้ามืด ตาลาย รวมทั้งว่าแก้กลิ่นสาบสางในกายได้ ดอกบุนนาคเข้าเครื่องยาไทยพิกัดเกสรอีกทั้ง ๕ รวมทั้งเกสรอีกทั้ง ๗ แล้วก็เกสร ๙ นอกจากนั้นส่วนอื่นของต้นบุนนาคยังคงใช้ประโยชน์ทางยาได้ ดังเช่นว่า รากใช้แก้ลมในไส้ เปลือกต้นมีคุณประโยชน์กระจัดกระจายหนอง แล้วก็กระพี้แก้เสลดในคอ แก่นไม้ใช้แก้ลักปิดลักเปิด
ดอกพิกุล
ดอกพิกุล เป็นดอกของต้นพิกุลอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Mimusops elengi L.ในสกุล Sapotaceae พืชประเภทนี้ ลางถิ่นเรียก กุน (ภาคใต้) แก้ว (ภาคเหนือ) ซางป่า (จังหวัดลำพูน) ก็มีต้นพิกุลเป็นไม้ยืนต้นสูง ๑๐-๒๕ เมตร เรือนยอดรูปเจดีย์หรือกลมทึบ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับกันห่างๆรูปไข่ รูปรี หรือรูปขอบขนาน กว้าง ๒-๖.๕ เซนติเมตร ยาว ๕-๑๕ ซม. โคนมน ปลายแหลม เป็นติ่งสั้นๆขอบของใบเป็นคลื่น ดอกเป็นดอกเดี่ยว หรือออกเป็นกลุ่ม ๒-๖ ดอก ตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงมี ๘ กลีบ เรียง ๒ ชั้น ชั้นละ ๔ กลีบ กลีบมี ๒๔ กลีบ เรียง ๒ ชั้น ชั้นนอกมี ๘ กลีบ ชั้นในมี ๑๖ กลีบ โคนเชื่อมกันนิดหน่อย ตกง่าย มีสีนวล กลิ่นหอมยวนใจเย็น กลิ่นยังคงอยู่แม้ตากแห้งแล้ว เกสรเพศผู้สมบูรณ์มี ๘ อัน รวมทั้งเกสรเพศผู้เป็นหมัน เหมือนกลีบมี ๘ อัน ผลเป็นแบบมีเนื้อ รูปไข่ กว้างราว ๑.๕ เซนติเมตร เมื่ออ่อนสีเขียว และสุกมีสีแดงแสด มีรสหวานเล็กน้อย เมื่อต้นพิกุลแก่มากมายๆเนื้อไม้จะผุหรือรากจะผุ ทำให้ข้นหรือลงได้ง่าย ก็เลยไม่นิยมนำมาปลูกเอาไว้ภายในบริเวณบ้าน ต้นแก่ๆมักมีเชื้อราจะเดินเข้าไปในเนื้อไม้ ทำให้เนื้อไม้มีกลิ่นหอม โบราณเรียก “ขอนดอก” ซึ่งมีขายทำร้านยาสมุนไพรเป็นเนื้อไม้ที่มีสีน้ำตาลเข้มประขาว มีกลิ่นหอมหวนฝรั่งเรียก “bullet wood” เหตุเพราะแก่นไม้มีประด่างเป็นจุดขาวๆเหมือนรอยลูกกระสุน
ขอนดอก
เป็นเครื่องยาไทย อาจได้จากต้นพิกุล หรือต้นตะหาม(Lagerstroemia calyculata Kurz. สกุล Lythraceae) แก่ๆมีเชื้อราเจริญรุ่งเรืองเข้าไปในเนื้อไม้ แต่ว่าโบราณว่าขอนดอกที่ได้จากต้นตะแบกจะมีคุณภาพด้อยกว่า ตำราคุณประโยชน์ยาโบราณว่า ขอนดอกมีกลิ่นหอมสดชื่น รสจืด มีคุณประโยชน์บำรุงตับ ปอด รวมทั้งหัวใจ บำรุงทารกในท้อง (ครรภรักษา) ทำให้หัวใจชุ่มชื่นกระชุ่มกระชวย ดอกพิกุลมีกลิ่นหอมสดชื่นเย็น เข้ายาหอม ยานัตถุ์ ยาแก้ไข้ แก้ปวดศรีษะ แก้เจ็บคอรวมทั้งแก้ร้อนใน ตำราเรียนสรรพคุณยาโบราณจัดเข้าเครื่องยาพิกัดเกสร ๕ เกสรทั้งยัง ๗ และก็เกสรทั้งยัง ๙ หรือใช้ผสมกับดอกไม้อื่นๆที่มีกลิ่นหอมหวนเพื่อทำบุหงา เว้นเสียแต่น้ำส่วนอื่นๆของต้นพิกุลยังคงใช้ประโยชน์ทางยาได้หนังสือเรียนว่ารากพิกุลมีรส ขมเฝื่อน เข้ายาบำรุงเลือด แก้เสลด แก้ลม แก่นพิกุลมีรสขมเฝื่อนฝาด เข้ายาบำรุงโลหิต ยาแก้ไข้ เปลือกต้นที่คุณมีรสฝาด ใช้ปรุงเป็นยาแก้เหงือกอักเสบ ใบพิกุลรสเบื่อฝาด เข้ายาแก้โรคหืด แก้กามโรค
ดอกมะลิ
ดอกมะลิ เป็นดอกของพืชอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Jasminum sambac Ait.ในตระกูล Oleaceae  ถ้าเกิดมีกลีบดอกไม้ชั้นเดี่ยวเรียก มะลิลา ถ้ามีกลีบดอกซ้อนกันหลายชั้นเรียก มะลิซ้อน แต่ดอกมะลิที่ระบุในตำราเรียนยามักนิยมใช้ดอกมะลิลา ฝรั่งเรียกดอกมะลิ jasmine หรือArabain jasmine ต้นมะลิเป็นไม้พุ่มรอคอยเลื้อยสูง ๑-๒ เมตร ใบเรียงตรงกันข้าม รูปไข่ ขนาดกว้าง ๓.๕-๔.๕ เซนติเมตรยาว ๕-๗ ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมน ก้านใบสั้น ถ้าเกิดเป็นพันธุ์ดอกซ้อนมักออก ๓ ใบใน ๑ ข้อ และก็สีใบจะเข้มกว่า ดอกมีสีขาว กลิ่นหอมหวนแรง ดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงเป็นเส้น ๘-๑๐ เส้น กลีบดอกเป็นหลอดยาว ๑-๒ เซนติเมตร ปลายแยกเป็น ๕-๘ กลีบ เมื่อบานสุดกำลังจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒-๓ ซม. เกสรเพศผู้มี ๒ อัน ดอกออกตลอดทั้งปี แต่ว่าจะ ดกในช่วงฤดูร้อนแล้วก็ฤดูฝน แบบเรียนสรรพคุณยาโบราณว่า ดอกมะลิมีกลิ่นหอมหวนเย็น รสขม ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ ดับพิษร้อน ทำให้จิตใจชุ่มชื่น บำรุงท้อง แก้ร้อนในหิวน้ำ โบราณจัดเข้าเครื่องยาพิกัดเกสรอีกทั้ง ๕ เกสรทั้ง ๗ และเกสรทั้งยัง ๙ หรือใช้อบในน้ำหอม ทำน้ำดอกไม้ไทย หรือใช้ผสมกับดอกไม้ชนิดอื่นๆที่มีกลิ่นหอมสดชื่น สำหรับทำบุหงา นอกจากนั้นหนังสือเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า ใบมะลิสดมีรสฝาด แพทย์ตามต่างจังหวัดใช้ใบสดตำกับกากมะพร้าวตูดกะลาพอกหรือทาแก้แผลพุพอง แก้แผลเรื้อรัง แล้วก็ ยังว่าใช้ยอด ๓ ยอด ตำพอกหรือทาเพื่อลบรอยรอยแผล รากมะลิมีรสเย็นเมา ฝนหรือต้มน้ำกิน แก้ปวดปวดศีรษะ แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้หลอดลมอักเสบ ใช้มากมาย (ราว ๑-๒ ข้อมือ) ทำให้สลบ ตำพอกหรือแก้กลยุทธ์ขัดยอกจากการกระทบชน
ดอกสารภี
ดอกสารภีได้จากต้นสารภีอันมีชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า Mammea siamensis (T. And) Kosterm. ในวงศ์ Guttiferae ลางถิ่นเรียก ไม่สำนึกบุญคุณ (จันทบุรี) สร้อยพี (ภาคใต้) ก็มี ต้นสารภีเป็นไม้ยืนต้นขนาดกึ่งกลางสูง ๑๐-๑๕ เมตร เรือนยอดเป็นไม้พุ่มทึบ เปลือกต้นสีเทาดำ แตกล่อนเป็นสะเก็ด มียางขาวและจะกลายเป็นสีเหลืองอ่อน กิ่งอ่อนเป็นสารสี่เหลี่ยม ใบเป็นใบคนเดียว เรียงตรงกันข้ามเป็นคู่ๆแต่ละคู่สลับทิศทางกัน รูปไข่แกมรูปขอบขนาน กว้าง ๔-๖.๕ ซม.ยาว ๑๕-๒๐ เซนติเมตร โคนใบสอบแคบ ปลายใบมนหรือสอบทื่อๆอาจมีติ่งสั้นๆหรือหยักเว้าตื้นๆเนื้อใบหนา ดอกออกเป็นช่อ ช่อเดียวหรือหลายช่อตามกิ่ง ดอกสีขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเมื่อจะโรย มีกลิ่นหอมมาก กลีบเลี้ยงมี ๒ กลีบ โคนเชื่อมติดกัน ติดทนและขยายโตตามผล กลีบดอกไม้มี ๔ กลีบ โค้งเป็นกระพุ้ง เมื่อบานมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว ๑.๕ เซนติเมตร เกสรเพศผู้มีเยอะๆ ผลรูปกระสวย ยาวราว ๒.๕ ซม. เมื่อสุกสีเหลือง เนื้อสีเหลืองหรือสีแสดห่อหุ้มเมล็ด
สารภีแนน
สารภีแนน เป็นชื่อถิ่นทางพายัพของพืชที่มีชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า Calophyllum inophyllum L. ในวงศ์ Guttiferae รู้จักกันในชื่ออีกหลายชื่อ ยกตัวอย่างเช่น สารภีทะเล (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) กระทิง (ภาคกลาง) ทิง (กระบี่) เนาวกาน (น่าน) เป็นพืชที่ขึ้นหาดทราย หรือปลูกเป็นไม้ประดับทั่วๆไป พืชจำพวกนี้เป็นไม้ยืนต้นสูง ๘-๑๐ เมตร เรือนยอดที่กว้างเป็นพุ่มไม้กลม ทึบ เปลือกต้นเรียบ สีน้ำตาลปนเทา ภายในมีน้ำยางสีเหลืองใส ใบเป็นใบโดดเดี่ยว เรียงตรงกันข้าม รูปรีถึงรูปไข่กลับ กว้าง ๔.๕-๘ ซม. ยาว ๘-๑๕ ซม. โคนใบสอบ ปลายใบมน กว้างหรือเว้ากึ่งกลางน้อย ขอบของใบเรียบ เนื้อใบดก เส้นใบถี่รวมทั้งขนานกัน ดอกสีขาว มีกลิ่นหอม ดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่งหรือตามซอกใบที่ปลายกิ่ง กลีบดอกมี ๕-๖ กลีบ เมื่อบานมีสัตว์เส้นผ่าศูนย์กลาง ๒-๒.๕ ซม. เกสรเพศผู้มีสีเหลือง มีเยอะมาก ผลรูปกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒.๕-๓ เซนติเมตร ปลายกิ่งเป็นติ่งแหลม สีเขียว เมื่อแก่สีน้ำตาล แห้งผิวร่น เปลือกออกจะดก แพทย์แผนไทยลางถิ่นใช้ดอกสารภีแนนแทนดอกสารภี ปรุงเป็นยาหอม บำรุงหัวใจ น้ำมันระเหยยากคีมจับได้จากเมล็ดใช้ทาแก้ปวดข้อ และก็ใช้เป็นยาพื้นสำหรับทำเครื่องแต่งตัวตำราคุณประโยชน์ยาโบราณว่าดอกสารภีมีกลิ่นหอมยวนใจ รสขมเย็น แก้เลือดทุพพลภาพ แก้ไข้ที่มีพิษร้อน เป็นยาเจริญอาหาร ยาบำรุงหัวใจ และยาชูกำลัง โบราณจัดดอกสารภีเอาไว้ภายในพิกัดเกสร ๕ เกสรอีกทั้ง ๗ และก็เกสรทั้ง ๙
ดอกจำปา
ดอกจำปา ได้จากดอกของต้นจำปาอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่าmagnolia champaca (L.) Bail.ex Pierre var. Champaca ในวงศ์ Magnoliaceae พืชประเภทนี้เป็นไม้ยืนต้นสูง ๑๕-๓๐ เมตร ยอดอ่อนแล้วก็ใบอ่อนมีขน ใบแก่สะอาด ใบเป็นใบคนเดียว เรียงเวียรสลับกัน รูปรี รูปไข่ หรือรูปไข่แคบ กว้าง ๔-๑๐ เซนติเมตร ยาว ๑๐-๒๕ ซม. ปลายแหลมหรือเป็นติ่งแหลม โคนกลมมนหรือแหลม ดอกเป็นดอกคนเดียว ออกตามซอกใบ สีเหลืองอมส้ม มีกลิ่นหอมแรง กลีบ
จำปาดอกขาว
เนื่องจากต้นจำปามีเขตการกระจายพันธุ์กว้าง คือตั้งแต่อินเดีย พม่า ไทย ไปถึงจนถึงเวียดนาม จึงอาจมีการคลายภายในโดยธรรมชาติกลายพันธุ์โดยธรรมชาติจนขนาดและสีของดอกแตกต่างกันออกไปบ้าง ที่วัดกลาง ตำบลนครไทย อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก มีต้นจำปาอายุมากต้นหนึ่ง ดอกเมื่อแรกแย้มมีสีนวล (ไม่ขาวเหมือนดอกจำปีทั่วไป) แต่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้มเมื่อใกล้โรย (เหมือนดอกจำปาทั่วไป) ชาวบ้านเรียกต้นจำปานี้ว่า ต้นจำปาขาว เมื่อผ่านไปทางอำเภอนครชัยจะเห็นป้าย ต้นจำปาขาว ๗๐๐ ปี ต้นจำปาขาวที่ว่านี้ก็คือต้นจำปาอายุมากต้นนี้เอง ส่วนวลี ประวัติศาสตร์ ๗๐๐ปี ต้องการจะสื่อว่าบริเวณตำบลนครไทยนั้นเดิมเป็นเมืองโบราณชื่อเมืองบางยาง เป็นเมืองที่พ่อขุนบางกลางหาว ผู้เสพผู้สืบเชื้อสายจากพระชัยศิริ ราชวงศ์เชียงราย อพยพมาตั้งถิ่นฐานต้องสูงพระไพร่พลอยู่ในราว พ. ศ. ๑๗๗๘ ก่อนร่วมกับพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด ยกพลตีสุโขทัยอันเป็นเมืองหน้าด่านของขอมและรับชัยชนะในราวพ. ศ. ๑๘๐๐ สถาปนาพระองค์เป็นปฐมกษัตริย์ทรงพระนามว่าพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ แห่งกรุงสุโขทัย
จำปาของลาว
จำปา เป็นชื่อที่ชาวไทยอีสานและชาวลาวเรียกพืชอีกชนิดหนึ่งอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Plumeria obtusa L.ในวงศ์ Apocynaceae คนไทยภาคกลางเรียก ลั่นทม ลางถิ่นอาจเรียก จำปาขาว จำปาขอม จำปาลาว หรือลั่นทมดอกขาว มีชื่อสามัญว่า pagoda tree หรือ temple tree หรือ graveyard flower (เรียกดอก) พืชชนิดนี้เป็นไม้พุ่มสูง ๓-๖ เมตร แตกกิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มกว้าง ทุกส่วนมียางสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับที่บริเวณปลายกิ่ง รูปใบพายแกมรูปขอบขนาน กว้าง ๕-๘ เซนติเมตร ยาว ๒๐-๓๒ เซนติเมตร ปลายและโคนมน ด้านบนสีเขียวเข้ม เป็นมัน ด้านล่างมีขนนุ่ม ดอกสีขาว กลางดอกสีเหลือง มีกลิ่นหอมโคนเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๕ กลีบ ซ้อนเหลื่อมกัน กลีบรูปไข่กลับปลายมน งอลงเล็กน้อย เมื่อบานมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๘-๑๐ เซนติเมตรเกสรเพศผู้มี ๕ อัน ก้านเกสรสั้นมาก ผลเป็นฝักคู่ รูปยาวรี เมื่อแก่แตกเป็น ๒ ซีก เมล็ดมีจำนวนมาก แบน มีปีก ดวงจําปานี้เป็นดอกไม้ประจำชาติของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นิยมปลูกตามวัดเพื่อเป็นพุทธบูชา จัดเป็นไม้มงคลผู้ไม่รู้ลางท่านเห็นว่าชื่อ ลั่นทม ออกเสียงคล้ายกับ ระทม อันหมายความว่าไม่เป็นมงคลจึงเปลี่ยนชื่อให้พืชชนิดนี้ใหม่ว่า “ลีลาวดี” ซึ่งเป็นการไม่สมควรต้นจำปาชนิดนี้เป็นพืชสมุนไพรที่เกิดทุกส่วนของต้นใช้เป็นยาได้ ตำราสรรพคุณยาโบราณว่า กลีบดอกจำปามีกลิ่นหอม มีรสขม ช่วยทำให้เลือดเย็น กระจายโลหิต อันร้อน ขับปัสสาวะ ขับลม แก้อ่อนเพลีย วิงเวียน หน้ามืด ตาลาย บำรุงหัวใจ แก้เส้นกระตุก บำรุงน้ำดี บำรุงโลหิต ดอกจำปาเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดเกสร ทั้ง ๗ และเกสรทั้ง ๙ ลางตำราว่าดอกใช้ผสมกับใบพลูกินแก้หอบหืด และเมล็ดรสขมเป็นยาขับน้ำเหลือง นอกจากนั้นเปลือกต้นจำปามีรสเฝื่อนขม แก้คอแห้ง แก้ไข้ บำรุงหัวใจ ขับเสมหะ ใช้เป็นยาถ่ายอย่างแรง ต้มน้ำดื่มแก้โรคหนองใน ขับระดู ใบมีรสเฝื่อนขม แก้ไข้อภิญญาณ แก้โรคประสาท แก้เส้นประสาทพิการ แก้ป่วง ใช้ลนไฟพอกแก้ปวดบวม ชงน้ำร้อนดื่มแก้หืด กระพี้มีรสเฝื่อนขม ใช้ถอนพิษผิดสำแดง แก่นมีรสเฝื่อนขม เมา แก้กุฏฐัง รากมีรสเฝื่อนขม ใช้ขับเลือดเน่า เป็นยาถ่าย
ต้นจำปา ที่ซับจำปา
บริเวณที่ปัจจุบันเป็นบ้านซับจำปาตำบลซับจำปาอำเภอท่าหลวงจังหวัดลพบุรีนั้นเดิมเป็นป่าพรุน้ำจืดที่กว้างใหญ่ไพศาลอุดมด้วยพันธุ์ไม้และสัตว์ป่านานาชนิดซึ่งยังมีผู้เฒ่าผู้แก่เล่าขานถึงแต่ในปัจจุบันถูกชาวบ้านแผ้วถางเป็นพื้นที่ทำกินโดยเฉพาะเป็นไร่มันสำปะหลังสุดลูกหูลูกตา คงเหลือแต่ป่าต้นน้ำราว ๙๖ ไร่ ที่ชาวบ้านเรียกกันสืบมาว่าประจําปลาในป่านี้มีไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งขึ้นอยู่มากชาวบ้านเรียกพืชนั้นว่าต้องจับปลาและเรียกพื้นที่ป่าซับน้ำบริเวณนั้นว่าซับจําปาอันเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านชื่อวัดและชื่อตำบลตามลำดับเมื่อเร็วๆนี้นักศึกษาที่จะศึกษาจำปาต้นนี้ ในเชิงอนุกรมวิธานพบว่าเป็นพืชในวงศ์ Magnoliaceae ชนิดใหม่ของโลกซึ่งไม่เคยมีรายงานว่าพบที่ใดมาก่อน จึงได้กำหนดชื่อพฤกษศาสตร์โดยได้รับพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธย สิรินธร ตั้งเป็นชื่อบกชนิดว่า Magnolia sirindhorniar Noot.& Chalermgrin เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และเพื่ออนุรักษ์พืชชนิดนี้ไว้ให้แหล่งพันธุกรรมและระบบนิเวศของพืชชนิดนี้ถูกทำลายไป โดย ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานชื่อไทยให้พืชชนิดนี้ให้พืชนี้ใหม่ว่า จำปีสิรินธร
ดอกกระดัง
ดอกกระดังงา เป็นดอกของพืชอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Cananga odorata Hook.f. &Th.ในวงศ์ Annonaceae ลางถิ่นเรียกกระดังงาไทย (ภาคกลาง) กระดังงาใหญ่ กระดังงาใบใหญ่ สบันงาต้น สบันงา (ภาคเหนือ) มีชื่อสามัญว่า ylang-ylang (เป็นภาษาตากาล็อก อ่านว่า อิลาง – อิลาง) ต้นกระดังงาเป็นไม้ยืนต้นสูง ๑๕-๒๐ เมตร ลำต้นตั้งตรง เปลือกสีเทาเกลี้ยงหรือสีเงิน กิ่งก้านแผ่ออกจากต้น มักลู่ลง ส่วนที่ยังอ่อนอยู่มีขนปกคลุม ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับกัน ห้อยลง รูปขอบขนาน กว้าง ๔ – ๙ เซนติเมตร ยาว ๗-๑๒ เซนติเมตร ปลายใบแหลม หรือเป็นติ่งแหลม โคนใบค่อนข้างกลมมน หรือเบี้ยว ขอบใบเป็นคลื่น ใบบาง ค่อนข้างนิ่ม สีเขียวอ่อน ดอกสีเหลืองอมเขียว มีกลิ่นหอม ออกรวมกันเป็นกลุ่ม ๔-๖ ดอก ก้านดอกยาว ๒-๔ เซนติเมตร กลีบเลี้ยงมี ๓ กลีบ รูปสามเหลี่ยม ยาวราว ๐.๕ เซนติเมตร มีขนปกคลุม กลีบดอกห้อยลง มี ๖ กลีบ แบ่งเป็น ๒ ชั้น ชั้นละ ๓ กลีบ ชั้นนอกรูปแคบยาว ปลายเรียวแหลม ขอบกลีบมักจะม้วนหรืออยากเป็นคลื่น ยาว ๕-๘.๕ เซนติเมตร กลีบชั้นในสั้นกว่าเล็กน้อย เกสรเพศผู้และรังไข่มีจำนวนมาก ผลเป็นผลกลุ่มมี ๔-๑๒ ผลย่อย ผลย่อยรูปยาวรี กว้างราว ๑ เซนติเมตร ยาว ๒.๕ เซนติเมตร มีก้านยาว ๑.๓-๒ เซนติเมตร มีสีเขียวเข้มเมื่อแก่เป็นสีดำ เมื่อกลั่นกลีบดอกแรกแย้มด้วยไอน้ำจะได้น้ำมันระเหยระเหยง่าย เรียก น้ำมันดอกกระดังงา (ylang-ylang oil) กลีบดอกลนไฟใช้อบน้ำให้หอม (น้ำดอกไม้) สำหรับใช้เป็นน้ำกระสายยา ดอกแห้งผสมกับดอกไม้หอมอื่นๆสำหรับทำบุหงา ดอกกระดังงามีกลิ่นหอมเย็น ใช้ปรุงยาแก้ลมวิงเวียน ชูกำลัง ทำให้หัวใจชุ่มชื่น แก้อ่อนเพลีย กระหายน้ำ แพทย์แผนไทยจัดเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดเกสรทั้ง๗ และเกสรทั้ง ๙ ตำราสรรพคุณยาโบราณว่า เปลือกต้นมีรสฝาด เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ แก้ท้องเสีย นอกจากนั้นเนื้อไม้มีรสขมฝาด ใช้เป็นยาขับปัสสาวะและแก้ปัสสาวะพิการเช่นกัน
กระดังงาสงขลา
กระดังงาสงขลา หรือ กระดังงาเบา มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Canaaga odorata Hook.f.&Th var. fruticosa (Craib) J.Sincl. ในวงศ์ Annonaceae
 เป็นไม้พุ่มสูง ๑-๓ เมตร แตกกิ่งเป็นพุ่มกลม ใบและดอกคล้ายต้นกระดังงามาก ต่างกันที่กระดังงาสงขลาเป็นไม้พุ่ม ใบสั้นกว่า ดอกออกเดี่ยวๆ บนกิ่งด้านตรงข้ามกับใบ กลีบเลี้ยงรูปไข่ ปลายแหลม กลีบดอกมี ๑๕-๒๔ กลีบ ยาว เรียว บิด และเป็นคลื่นมากกว่าดอกกระดังงา กลีบชั้นนอกยาวและใหญ่กว่ากลีบชั้นใน พืชชนิดนี้เป็นพืชถิ่นเดียวและพืชหายาก (ในธรรมชาติ) ของประเทศไทย พบครั้งแรกที่บ้านจะโหนง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นพืชที่ขยายพันธุ์ง่ายออกดอกได้เกือบตลอดปี นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ
ดอกลำเจียก
ดอกลำเจียกเป็นช่อของดอกลำเจียก (Screw pine) อันมีชื่อพฤษศาสตร์ว่า Pandanus odoratissimus L.f. ในวงศ์ Pandanaceae พืชชนิดพืชนี้ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน ต้นที่มีดอกเพศผู้เรียก ลำเจียก ส่วนต้นที่มีดอกเพศเมีย เรียก เตย หรือเตยทะเล มีผู้ตั้งชื่อต้นที่มีดอกตัวเมียเป็นพืชชนิดหนึ่งโดยให้ชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Pandanus tectorius Sol. ex Parkinson พืชชนิดนี้เป็นไม้พุ่ม สูง ๕-๖ เมตร ลำต้นสีนวลหรือ

12
อื่นๆ / สัตววัตถุ กุย
« เมื่อ: 21-11-2017 , 08:07:23 »

กุย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Saiga tatarica Linnaeus
ในวงศ์ Bovidae
มีชื่อสามัญว่า saiga antelope
มีชื่อยาในภาษาละตินว่า Cornu  saigae  Tataricae
พบในที่ราบท้องทุ่งรวมทั้งในที่สูงที่มีลมเย็นจัด แล้วก็มักมีฝุ่นละอองทรายขจัดขจายอยู่ ตั้งแต่ประเทศโปรแลนด์ไปถึงที่ราบสูงตอนใต้ของรัสเซียถึงท้องทุ่งที่ราบสูงในประเทศมองโกเลีย
ชีววิทยาของกุย
กุย เป็นสัตว์กินนม กีบคู่ ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงก้นยาว ๑.๑0-๑.๔0 เมตร หางยาว 0.๘0-๑.๓0 เมตร  สูง  ๖0-๘0   ซม.   น้ำหนักตัว  ๒๓-๔0   กิโล   หัวใหญ่รวมทั้งอ้วน   ตัวเมียไม่มีเขา   ตัวผู้มีเขารูปเหมือนพิณฝรั่ง   ยาว  ๒0-๒๖  ซม.   มีวงเป็นข้อนูนต่อเนื่องกันขึ้นไปจากโคนเขา   ถึงเกือบจะปลายเขา  ๑0-๑๖  วง   ระยะระหว่างวงนูนราว  ๒  เซนติเมตร   ปลายแหลม   ดั้งครึ้มและโค้งโก่ง   จมูกเหมือนกระเปาะพอง   มีสันตามยาว   รูจมูกเปิดออกทางด้านล่างภายในรูจมูกมีโครงสร้างพิเศษหลายสิ่งหลายอย่าง   กระดูกเจริญดีมากรวมทั้งเรียงช้อนล้ำกัน   ภายในมีขนครึ้ม   ต่อมและก็ร่องเมือก   สำหรับกรองฝุ่นผงแล้วก็ทำให้อากาศที่หายใจเข้าไปอุ่นและเปียกชื้นขึ้น   มีประสาทดมกลิ่นดีมาก   นอกจากนั้นในรูจมูกยังมีถุงที่พองได้   ข้างในบุด้วยเยื่อเมือก   มีขนที่ใต้คอดกเพื่อกันความหนาว   ในฤดูขนบนตัวจะเกรียนสีน้ำตาลออกแดง   จมูกแล้วก็หน้าผากสีน้ำตาลคล้ำกว่า   บนกระหม่อมมีลายสีออกเทา   รอบก้น   ใต้ท้อง   รวมทั้งหางสีขาว   ในช่วงฤดูหนาวขนจะยาวและก็ดกกว่า   มีขนรองหนา   มีสีขาวเทาตลอดลำตัว   กุยมีขาเรียวยาว   ด้นหลังกีบกางออกนิดหน่อย   หางสั้นมากมาย   ใต้หางไม่มีขน สัตว์ชนิดนี้ถูกใจอยู่เป็นฝูงเล็ก   ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง   มักรวมฝูงแล้วก็ย้ายถิ่นที่อยู่ลงไป   ด้านทิศใต้ที่อบอุ่นกว่า   ในฤดูใบไม้ผลิ   (ราวเมษายน)   เพศผู้ย้ายถิ่นขึ้นไปทางเหนือก่อน   แล้วฝูงตัวเมียก็ย้ายที่อยู่ขึ้นไปสมทบ   เวลาวิ่งมักก้มหัวต่ำ   แม้กระนั้นวิ่งได้เร็วถึงชั่วโมงละ   ๖0   กม.   ถูกใจรับประทานใบไม้ตามพุ่มไม้รวมทั้งใบต้นหญ้า อดน้ำได้นาน

ผลดีทางยา
เขากุยมีที่ใช้อีกทั้งในยาไทยและยาจีน ส่วนใหญ่ที่มีขายในร้านค้ายาจีนมาจากทางภาคเหนือของเขตปกครองตนเองสินเจียงอุยกูร์ ประเทศสหรัฐพลเมืองจีน มีสีขาวๆถึงสีขาวอมเหลือง ราว ๑  ใน  ๓  ถึงกึ่งหนึ่งจากโคนเขามีเนื้อกระดูกที่แข็งแล้วก็แน่นเมื่อคัดออกจะทำให้เขากลวง โปร่งใส เมื่อส่องกับแสงจะเห็นด้านในช่วงหลังเขากุยมีช่องเล็กๆ  ทอดเป็นเส้นตรงยาวไปจนกระทั่งปลายเขา เรียก รูทะลุปลายเขา ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของเขากุย
การเตรียมเขากุยสำหรับใช้เป็นยาทำเป็น  ๒  แนวทาง  เป็น
๑.ทำเป็นแผ่นบางๆ ซึ่งทำโดยเอาเขาที่เอาเนื้อกระดูกออกแล้ว แช่น้ำอุ่นไว้เป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอควร คัดออกจากน้ำแล้วตัดตามขวางเป็นชิ้นบางๆแล้วทำให้แห้ง
๒.ทำเป็นผงละเอียด โดยใช้เขาที่เอาเนื้อกระดูกออกแล้ว นำไปบดเป็นผงละเอียด
หนังสือเรียนยาคุณประโยชน์โบราณว่า
เขากุยเป็นยาเย็น มีรสเค็ม ใช้แก้ไข้สูง รวมทั้งอาการอื่นๆ ที่เกี่ยวโยงกับอาการไข้สูง ยกตัวอย่างเช่น หมดสติ ชัก เพ้อ คลั่ง ฯลฯ แก้โรคลมชัก
จีนว่ายานี้เป็นยาแก้ตับทำงานมากเหลือเกิน มีสรรพคุณกำจัดความร้อนและก็พิษต่างๆในร่างกาย เมื่อกินเขากุยแล้วจะมีผลให้ตัวเย็น รวมทั้งสรรพคุณนี้แรงกว่า เขากระบือราว  ๑๕  เท่า (อาจใช้เขาควายแทนได้)

Tags : สัตววัตถุ

13
อื่นๆ / สัตววัตถุ ชะมดเช็ค
« เมื่อ: 14-11-2017 , 08:32:44 »

ชะมดเช็ด
ชะมดเช็ด (civet  cat) เป็นสัตว์ที่มีลักษณะเหมือนมูสัง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า viverricula malaccensis  (Gmelin)
จัดอยู่ในวงศ์  viverridae
มีชื่อสามัญว่า small indian civet
ชีววิทยาของชะมดเช็ด
ชะมดเช็ดเป็นชะมดที่มีขนาดเล็ก ความยาวลำตัว ๕๔-๖๓ ซม. หางยาวราว ๓๐-๔๓ ซม. น้ำหนักตัว ๑-๔  กิโล ขนสีน้ำตาลจาง  มีลายสีดำบนหลัง  ๕  ลาย เริ่มจากคอถึงโคนหาง ข้างลำตัวมีลายเป็นจุดสีดำเรียงเป็นแถวไปตามควายยาวของลำตัว หางเป็นปล้องดำสลับขาว  ๕-๙  ข้อ ปลายหางเป็นสีขาว หน้าผากแคบ ขาค่อนข้างจะสั้น มักอาศัยอยู่ตามป่าเกลื่อนกลาดทั่วๆไป หากินบนพื้นดิน  วิ่งเร็วมากหาเลี้ยงชีพในตอนกลางคืน  ส่วนในช่วงเวลากลางวันนอนตามพุ่มเตี้ยๆ
รอบๆตูดมีต่อมกลิ่น ขับของเหลวที่มีกลิ่นฉุน โดยธรรมชาติจะเช็ดของเหลวนี้ตามตอไม้หรือก้านไม้ จึงเรียกชื่อสัตว์จำพวกนี้ว่า “ชะมดเช็ด”  ต่อมกลิ่นนี้มีอยู่ในเพศผู้และก็ตัวเมีย แต่ว่าในตัวเมียมีขนาดเล็กกว่า

ชะมดเช็ดสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุ ๒ ปี ไม่มีฤดูสืบพันธุ์ ตั้งท้องนาน ๒ เดือน ออกลูกทีละ  ๒-๔  ตัว ออกลูกในโพรงดินตามใกล้ต้นไม้หรือตอไม้ ตัวเมียจะเลี้ยงลูกส่วนตัวผู้จะอยู่กับเมียเฉพาะตอนสืบพันธุ์ อายุยืนได้ถึง ๑๐ ปี  กินสัตว์เล็กๆดังเช่นว่า  ไก่  นก หนู  งู  หรือผลไม้ลางชนิดเป็นอาหาร   มักพบในทวีปเอเชียตอนใต้   ตั้งแต่  ประเทศอินเดีย ศรีลังกา เมียนมาร์ จีน เวียดนาม ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซียแล้วก็ อินโดนีเซีย

14

สรรพคุณกวาวเครือขาวอันวิเศษสำหรับสตรีที่ต้องการรับประทานเพื่อสุขภาพ

  • ขายส่งกวาวเครือขาว ประโยชน์ของกวาวเครือขาวช่วยบำรุงผิวพรรณให้เต่งตึง เปล่งปลั่งสดใส นุ่มนวลเรียบเนียน
  • เป็นสมุนไพรอายุวัฒนะ มีส่วนช่วยในการชะลอวัย
  • ประโยชน์กวาวเครือขาวช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย และลดเลือนริ้วรอยบริเวณผิวหน้าและผิวกาย
  • รับผลิตกวาวเครือขาวช่วยเพิ่มปริมาณเส้นผมและช่วยให้เส้นผมดกดำ
  • ช่วยให้ผมขาวกลับคืนสภาพปกติ ลดการหลุดร่วงของเส้นผม
  • ขายกวาวเครือขาว ฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นมีส่วนช่วยลดความมันบนใบหน้า
  • มีส่วนในการช่วยลดสิว ฝ้า กระ
  • ช่วยสมานริ้วรอยบนใบหน้าจากความหยาบกร้าน
  • ช่วยเพิ่มความกระชุ่มกระชวยให้กับร่างกาย
  • ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย
  • ช่วยแก้อาการอ่อนเพลีย เมื่อยล้าของร่างกาย
  • ขายกวาวเครือขาว ช่วยให้นอนหลับสบาย
  • บำรุงสมอง ช่วยให้ความจำดีขึ้น
  • สำหรับผู้ที่ผอมแห้ง จะช่วยทำให้ดูอ้วนท้วมสมบูรณ์ขึ้น
  • ช่วยให้รับประทานอาหารได้รสชาติอร่อยขึ้น
  • ช่วยบำรุงโลหิต ทำให้มีพลัง
  • ช่วยป้องกันโรคตาฟาง และต้อกระจก
  • ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้
  • ขายกวาวเครือขาวใช้เป็นฮอร์โมนทดแทนในเพศหญิงได้ ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน
  • ช่วยรักษาอาการหมดประจำเดือนในวัยก่อนและหลังหมดประจำเดือนที่มีอาการบกพร่องของฮอร์โมนเอสโตรเจน
  • ช่วยทำให้ช่องคลอดของหญิงวัยทองไม่แห้งด้วย
  • ขายกวาวเครือขาว แก้อาการปวดประจำเดือน ปัญหาประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ
  • ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย
  • ช่วยให้การเคลื่อนไหว การเดินเหินคล่องแคล่วขึ้น
  • ขายกวาวเครือขาว มีส่วนช่วยลดและรักษาอาการ vasomotor (อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกกลางคืน)
  • สำหรับผู้ที่มีบุตรยาก เชื่อว่าจะทำให้มีบุตรง่ายขึ้น
รับผลิตกวาวเครือขาว แคปซูลและกวาวเครือขาวแบบครีมเพื่อช่วยขยายหน้าอก เพราะ กวาวเครือขาว มีสาร Oestrogenic substance ชื่อ miroestrol,3,14,17,18-B-tetrahydroxy miroestrol ซึ่งมีฤทธิ์ เหมือนฮอร์โมนเพศหญิงเพศหญิงนั้น จะมีตัวรับ ( Receptor) แคปซูลกวาวเครือขาว ที่สมควรให้สาร Oestrogenic substance ไปจับอยู่เพราะฉะนั้นเมื่อกินกวาวเครือขาวที่มีสารที่มีฤทธิ์นี้เข้าไป ก็จะไปจับกับบริเวณที่มีตัวรับพอดิบพอดี โดยยิ่งไปกว่านั้น สตรี ขายกวาวเครือขาวส่งผลให้เกิดการสะสมไขมัน แล้วก็น้ำเพิ่มขึ้น ในบริเวณนั้น และก็ขายส่งกวาวเครือขาว ทำให้กระชับได้รูป แล้วก็พบว่า การรับประทานต่อเนื่องขั้นต่ำ 5 เดือนขึ้นไป เซลล์ไขมันรวมทั้งกล้ามเนื้อ กินทรวงอกจะน้อยลงน้อยมาก ทั้งๆที่ผู้หญิงจะมีแตกต่างกันในแม้กระนั้นละบุคคล ทำให้ผลที่ได้ เร็ว ช้า มากมาย น้อย แตกต่างกัน รวมทั้ง จะเท่าที่ธรรมชาติของแต่ละคนที่สร้างได้เพียงแค่นั้นซึ่งในขณะนี้
ขายกวาวเครือขาว ต้นแบบรับประทาน เพียงแค่นั้นเเคปซูลกวาวเครือขาวและก็ควรจะเป็นของแท้ แล้วก็ใหม่สดจริง {เท่านั้น|แค่นั้น|เพียงแค่นั้น
ขายกวาวเครือขาว ขายส่งกวาวเครือขาว
รับผลิตกวาวเครือขาว เเคปซูลกวาวเครือขาว
สมุนไพรอื่นๆ
คุณประโยชน์ว่านชักมดลูก
ว่านชักมดลูก ยาสมุนไพรท้องถิ่นจังหวัดอุบลราชธานี ใช้ เหง้า ฝนทาแผล แก้พิษหมากัด หนังสือเรียนไทย เหง้า รักษาเลือดออกมาจากมดลูกข้างหลังคลอด รักษามดลูกอักเสบ แก้ตับอักเสบ แก้เจ็บท้อง ขับน้ำดี รักษาอาการประจำเดือนมาแตกต่างจากปกติ , เจ็บท้องระหว่างมีระดู ตกขาว ขับน้ำคร่ำ แก้ธาตุทุพพลภาพของกินไม่ย่อย แก้ริดสีดวงทวาร หัวตำดองดัวยสุรา รับประทานครั้งละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ สำหรับคนคลอดลูกใหม่ๆแก้เจ็บปวดมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่หรือเข้าที่ ไม่อักเสบ นิยมนำหัวของว่านชักมดลูกที่เป็นหัวกลมสั้นมาฝานต้มน้ำสำหรับอาบ รวมทั้งดื่ม เพื่อสภาพร่างกาย รวมทั้งมดลูกฟื้นได้เร็วขึ้น ส่วนหญิงบางคนในยุคใหม่ไม่ค่อยพบการอยู่ไฟแล้ว แม้กระนั้นก็ยังนิยมใช้ว่านชักมดลูก/ว่านทรหดมาต้มน้ำอาบ รวมทั้งดื่มเสมอๆตลอดเวลา 3 เดือน หรือมากยิ่งกว่า ว่านชักมดลูกยังช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร แก้ริดสีดวง แก้โรคไส้เลื่อน รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ปกป้องโรคมะเร็งชนิดต่างๆลดอาการปวดบวมของแผล แล้วก็ต้านทานการอักเสบของแผล ถ้าเป็นแผลข้างในจะใช้การต้มน้ำดื่ม หากเป็นแผลภายนอกอาจใช้ทั้งการต้มน้ำดื่ม ใช้บดทาแผล หรือน้ำต้มล้างทาแผล ช่วยกระตุ้นกรรมวิธีสร้างเซลล์ใหม่ รวมทั้งการซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอหรือเซลล์รอยแผล ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวแลดูสดใส ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยสำหรับการควบคุมน้ำหนัก กระตุ้นการหลั่งน้ำถุง รวมทั้งช่วยกระตุ้นกระบวนแขนย่อยของกิน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
สรรพคุณเห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือ มีสารที่มีผลต่อการบำบัดรักษาโรคหลายแบบ แบ่งได้เป็น 3 จำพวกใหญ่ๆคือ สารจำพวกที่ละลายน้ำ 30% สารละลายอินทร์ 65% แล้วก็สาระเหย 5% มีสาระสำคัญอย่างเช่น polysaccharide, triterpenoids, Germanium, Ganoderic, Essence รวมถึงวิตามินและก็แร่ธาตุ ซึ่งช่วยสร้างภูมิต่อต้านทางโรค ต้านโรคมะเร็ง บำรุงตับ บำรุงสมองรวมทั้งระบบประสาท ปรับสมดุลให้แก่ร่างกาย เหมาะสำหรับบำรุงร่างกายเพราะเหตุว่ามีความปลอดภัยสูง โพลีแซคคาไรค์ (polysaccharide) เป็นสาระสำคัญในเห็ดหลินจือที่จะช่วยสร้างเสริมแนวทางการทำงานของร่างกาย เป็นกระตุ้นระบบภูมิต้านทานของร่างกายให้แข็งแรง ต่อต้านมะเร็ง คุ้มครองป้องกันการยืนขึ้นลามของเซลล์ของมะเร็ง ช่วยปรับปรุงรูปแบบการทำงานของตับอ่อน ปรับระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยขจัดสารพิษ แต่ว่าเนื่องจาก polysaccharide มีโครงสร้างที่ซับซ้อนอาจส่งผลให้ย่อยยากจึงควรรับประทานวิตามินซีหรืออาหารที่มีวิตามินซีสูง เพื่อช่วยสำหรับเพื่อการดูดซึมสาร polysaccharide ไปสู่ร่างกายเยอร์มาเนียม (Germaniuum) ในดอกเห็ดหลินจือมีเยอร์มาเนียมสูงถึง 800 – 2000 ppm สารเยอร์มา – เนียมมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายดังนี้

  • ออกสิเจนในเลือด 4. รักษามะเร็ง
  • กระตุ้นภูมิต้านทานของร่างกาย 5. ทำให้การไหลเวียนของโลหิต
  • สมอง บำรุงประสาท 6. กำจัดพิษ บำรุงตับ รักษาตับ


ไตรเทอร์ตะกายอยด์ (Tritepenoids) มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายดังต่อไปนี้

  • ต่อต้านโรคมะเร็ง 4. ลดโคเลสเตอรอคอยล ปรับไขมันในร่างกายให้ปกติ
  • ควบคุมระดับความดันเลือดให้ปกติ 5. สร้างเสริมระบบย่อยอาหารให้ดีขึ้น
  • ควบคุมภูมิแพ้ 6. กระตุ้นรูปแบบการทำงานของเม็ดเลือดขาว


สารกาโนเดอริก (Ganoderic Essence) ช่วยลดความดันเลือด ลดไขมันในเส้นโลหิตรวมทั้งป้องกันการ
ตันของไขมันภายในเส้นโลหิต
สรรพคุณ ดอกดาวเรือง
ดอกดาวเรือง [/b]รสขม ฉุนน้อย ใช้ละลายเสมหะ, แก้วิงเวียน, ตาแดง, ลดไข้, บำรุงตับ, แก้ร้อนใน,ไอหวัด,โรคไอกรน, เต้านมอักเสบ, เป็นแผลมีหนอง, บำรุงสายตาใบ รสเปียกเย็นมีกลิ่นแรง ใช้แก้ฝีหนอง อาการบวมโดยไม่รู้เรื่องต้นเหตุ,ลดการต่อว่าเชื้อ น้ำมันหอมระเหย มีสรรพคุณแก้วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลมเป็นแล้ง สามารถป้องกันผิวแห้ง ผิวแตกลาย บำรุงผิว บำรุงเส้นผม
ราก มีรสขมเผ็ดบางส่วน มีฤทธิ์เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อปอดและก็ตับ ใช้เป็นยาระบายน้ำคั้นจากใบใช้แก้อาการหูเจ็บ ปวดหู ช่วยแก้ลักษณะของการปวดฟัน ช่วยรักษาปากเปื่อยยุ่ย แผลเน่า ช่วยแก้อาการปวดท้อง ใช้เป็นยาขับพยาธิเภสัชตำรับของเม็กซิโก เคยใช้ดอกและใบต้มน้ำดื่มใช้ขับลมแล้วก็ขับปัสสาวะ  ในอินเดีย น้ำคั้นจากดอกใช้ฟอกโลหิตและแก้ริดสีดวงทวาร ในบราซิล ใช้ดอกชงน้ำหรือต้นน้ำรับประทาน แก้อาการปวดตามข้อ
สรรพคุณถั่งเช่า
ถั่งเช่า สรรพคุณถั่งเช่าช่วยเสริมสมรรถนะทางเพศ มีฤทธิ์ชูกำลังทางเพศ ช่วยให้น้ำเชื้อแข็งแรก ด้วยเหตุว่าการกินถั่งเช่าจะทำให้มีเลือดไปเลี้ยงของลับมากเพิ่มขึ้น ถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มปริมาณของสเปิร์มในสเปิร์มได้ โดยจากการเล่าเรียนในเพศชาย 22 คนพบว่าเมื่อใช้ถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมแล้ว จำนวนของสเปิร์มในอสุจิมากขึ้น 33% ทั้งยังลดจำนวนสเปิร์มที่มีความผิดธรรมดาลงได้ถึง 29% และก็เมื่อเรียนเพิ่มเติมอีกก็พบว่าถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มความปรารถนาทางเพศได้ 66 – 86% ทั้งยังมีคุณลักษณะสำหรับเพื่อการคุ้มครองปกป้องและเสริมสร้างการทำงานของต่อมหมวกไต แล้วก็เพิ่มช่องทางที่สเปิร์มจะปฏิสนธิได้ช่วยปรับการทำงานของหัวใจ  ถั่งเช่า มีคุณประโยชน์ช่วยทำให้อัตราการเต้นของหัวใจให้ปกติได้ ทั้งยังช่วยบรรเทาอาการหัวใจขาดออกสิเจน แล้วก็เพิ่มออกสิเจนให้หัวใจได้เสริมสร้างหลักการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ถั่งเช่ามีคุณประโยชน์ช่วยปรับปรุงลักษณะการทำงานของระบบภูมิต้านทานให้ปกติ  ช่วยทำให้ร่างกายสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆต่อต้านมะเร็ง ถั่งเช่าก็ยังมีฤทธิ์ในการต้านทานโรคมะเร็ง โดยสารคอร์ไดเซปิน (Codycepin) ที่อยู่ในถั่งเช่าถือเป็นสารที่มีความจำเป็นสำหรับการต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง ปกป้องการเกิดและก็การแพร่ระบาดของเนื้อร้ายลดไขมันในเลือด ถั่งเช่ามีสรรพคุณควบคุมระดับไขมันในเลือด ลดคอเลสเตอรอล และตรีกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคภัยอื่นๆฟื้นฟูลักษณะการทำงานของไต สำหรับผู้เจ็บป่วยโรคไตเรื้อรัง การกินถั่งเช่าจะช่วยบรรเทาอาการลง และก็ทำให้สุขภาพไตดีขึ้น อีกทั้งยังลดความทรุดโทรมของไตที่เกิดขึ้นมาจากสารพิษตกค้างได้เสริมสร้างหลักการทำงานของตับ การกินถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมจะช่วยลดผลกระทบจากพิษ รวมทั้งคุ้มครองการเกิดพังพืดในตับ สารต้านอนุมูลอิสระก็ยังเข้าไปทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ลดความหลีกเลี่ยงในการกำเนิดโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบได้ด้วยบำรุงเลือด สารที่อยู่ในถั่งเช่าก็ยังช่วยสร้างเสริมลักษณะการทำงานของระบบเลือด ทำให้ร่างกายสร้างไขกระดูกมากขึ้นซึ่งทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงรวมทั้งเซลล์เม็ดเลือดขาวถูกสร้างในปริมาณที่พอเพียงต่อร่างกายลดระดับน้ำตาลในเลือด ถั่งเช่านับว่าเป็นสมุนไพรอีกจำพวกที่ช่วยลดน้ำตาลได้ โดยมีการเล่าเรียนพบว่าการรับประทานถั่งเช่าวันละ 3 กรัม จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ถึง 95%
สรรพคุณตรีผลา
ตรีผลา หนังสือเรียนยาไทย  ผลอ่อน แก้ไข้เพื่อขับเสมหะ รวมทั้งไข้เจือลม เป็นยาระบาย ยาถ่าย ผลแก้ แก้เสลดจุกคอ ทำให้เปียกแฉะคอ แก้โรคตา แก้ธาตุกำเริบ บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้ริดสีดวง แก้ท้องเสียท้องร่วง รักษาโรคโรคท้องมาน เมล็ดในแก้บิดแก้บิดมูกเลือด ประเทศพม่า ใช้ผลแห้งรักษาอาการไอ และโรคตา ในอินโดจีน ใช้เป็นยาฝาดสมาน รวมทั้งยาบำรุง ผลสดเป็นยาถ่ายตำรายาไทย ผลระบายอ่อนๆแก้ลมป่วง แก้พิษร้อนใน คุมธาตุ แก้ลมจุกเสียด รู้ผายธาตุ ทราบระบายทราบขี้ ถ่ายพิษไข้ คุมธาตุในตัวเสร็จ แก้ไข้เพื่อเสลด ผลอ่อน มีฤทธิ์เป็นยาระบาย ถ่ายอุจจาระ รู้ถ่ายรู้ปิดเอง แก้ลมจุดเสียด อ้วก แก้สะอึก แก้โรคหืดไอ แก้ท้องร่วงเรื้อรัง ทำเป็นยาชงใช้อมล้างคอแก้เจ็บคอ เมล็ด รสขม ทำให้เจริญอาหาร

Tags : ขายกวาวเครือขาว,ขายส่งกวาวเครือขาว,รับผลิตกวาวเครือขาว

15

สรรพคุณวิเศษของตรีผลาที่สามารถรักษาคุณเกี่ยวกับโรคต่างๆ
ขายตรีผลา DETOX ล้างพิษตับ ล้างพิษ เมือกมัน ตะกรันในลำไส้ ล้างไขมันเกาะตับ ไขมันพอกตับ ล้างน้ำเหลืองเสีย
ผิวผ่องเด้งเต่งตึง มีออร่า ลดรอยเหี่ยวย่น ลดรอยหลุมสิว ลดสิว สร้างคอลลาเจนให้ผิวเรียบเนียน รอยแผลเป็น รอยดำ จางเร็วขึ้น ชลอแก่ ทำให้ดูอ่อนกว่าวัย
ขายตรีผลา ลดไขมันในเลือด ลดไตรกลีเซอรไรด์ ลด LDL และโคเลสเตอรอล
ควบคุมน้ำหนัก ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน ช่วยลดน้ำหนัก ลดบวมน้ำ ช่วยให้ผมดกดำ
ปรับสมดุลขับถ่าย (โดยไม่ทำให้ท้องเสีย) เป็นยาอายุวัฒนะ
ล้างน้ำเหลืองเสีย ไหลเวียนเลือด ทำให้ระบบเลือดสมบูรณ์ขึ้น บำรุงเลือด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูสภาพร่างกายจากภายใน
ขายตรีผลา เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นภูมิแพ้ ทางเดินหายใจ และ ภูมิแพ้ผิวหนัง
ปกป้องเซลล์ดีในร่างกาย ต้านอนุมูลอิสระสูงมาก มากกว่าอาหารเสริมทั่วไปถึง 10 เท่า ทำให้เซลล์ต่างๆในร่างกายไม่เสื่อมโทรม ไม่ป่วยง่าย ดูอ่อนกว่าวัย ปลอดภัยจากสารไม่ดีในอาหาร หรือ มลภาวะภายนอก
ควรทานต่อเนื่อง 2-3 เดือนขึ้นไป จึงจะเห็นผล ดังนี้
(ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงไปแล้วแต่บุคคล)
* ระดับน้ำตาลในเลือด ไขมัน ไขมันเกาะตับ ไขมันพอกตับ โคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอร์ไรด์ LDL และ ความดัน เข้าสู่ระดับปกติจากผลตรวจในห้องปฎิบัติการอย่างมีนัยสำคัญ
* ขายตรีผลา การเผาผลาญและการไหลเวียนน้ำเหลืองและโลหิตดีขึ้น
* รักษาสิว แผล สิว และ แผลเป็น หายและจางเร็วขึ้น ผิวผ่องเนียนใสขึ้น ริ้วรอยเหี่ยวย่นลดลง
* ขจัดสารพิษจากตับ ลำไส้ ล้างน้ำเหลืองเสีย ไหลเวียนเลือด ทำให้ร่างกายสมดุลหลับลึก และ หลับสบาย และตื่นมาอย่างมีชีวิตชีวา (ไม่ทำให้ง่วงระหว่างวัน) ส่งผลให้ หน้าตาสดชื่น รอยคล้ำใต้ตาลดลง
* รับผลิตตรีผลา การขับถ่ายสมดุลขึ้น (สูตรของหมออรรถวุฒิ ไม่ทำให้ท้องเสีย เพราะ ไม่มีส่วนผสมของยาระบาย)
* อาการของผู้ที่เป็นภูมิแพ้ผิวหนัง ทางเดินหายใจ ไซนัสอักเสบ ลดลง
* มีส่วนประกอบของสมุนไพรที่ช่วยให้ผมดกดำ
* เหมาะสำหรับเนื้องอก เนื้อร้าย ใช้ได้
* สมานรักษาแผลในกระเพาะและลำไส้ ทำลำไส้ให้สะอาด ล้างเมือกมันตะกรันของเสียต่างๆ
* มีส่วนประกอบของสารสกัด ขมิ้นชัน เพิ่มประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น
 ขายตรีผลา สกัดแคปซูล ล้างพิษตับ ลำไส้ ไขมันเกาะตับโคเลสเตอรอล ล้างน้ำเหลืองเสีย ผิวผ่องเด้ง
ตรีผลา (Triphala Extract)แคปซูล สมุนไพรตรีผลา สกัดเข้มข้นพิเศษ สูตรเฉพาะ ประสิทธิภาพสูง โดยแพทย์แผนไทย และ เภสัชกร วัตถุดิบจากธรรมชาติ 100% เป็นสารสกัดเข้มข้น โดยวิธี Spray dry และ HPLC วิเคราะห์สารสำคัญก่อนผลิต ทำให้ตัวยาสำคัญมากกว่า และ ประสิทธิภาพ การรักษา ชัดเจนกว่า ตรีผลา ทั่วๆไป
DETOX ล้างพิษตับ ล้างพิษ เมือกมัน ตะกรันในลำไส้ ล้างไขมันเกาะตับ ไขมันพอกตับ ล้างน้ำเหลืองเสีย
ขายส่งตรีผลา ผิวผ่องเด้งเต่งตึง มีออร่า ลดรอยเหี่ยวย่น ลดรอยหลุมสิว ลดสิว สร้างคอลลาเจนให้ผิวเรียบเนียน รอยแผลเป็น รอยดำ จางเร็วขึ้น ชลอแก่ ทำให้ดูอ่อนกว่าวัย
ลดไขมันในเลือด ลดไตรกลีเซอรไรด์ ลด LDL และโคเลสเตอรอล
ควบคุมน้ำหนัก ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน ช่วยลดน้ำหนัก ลดบวมน้ำ ช่วยให้ผมดกดำ
ขายตรีผลา ปรับสมดุลขับถ่าย (โดยไม่ทำให้ท้องเสีย) เป็นยาอายุวัฒนะ
ล้างน้ำเหลืองเสีย ไหลเวียนเลือด ทำให้ระบบเลือดสมบูรณ์ขึ้น บำรุงเลือด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูสภาพร่างกายจากภายใน
เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นภูมิแพ้ ทางเดินหายใจ และ ภูมิแพ้ผิวหนัง
ปกป้องเซลล์ดีในร่างกาย ต้านอนุมูลอิสระสูงมาก มากกว่าอาหารเสริมทั่วไปถึง 10 เท่า ทำให้เซลล์ต่างๆในร่างกายไม่เสื่อมโทรม ไม่ป่วยง่าย ดูอ่อนกว่าวัย ปลอดภัยจากสารไม่ดีในอาหาร หรือ มลภาวะภายนอก
ควรทานต่อเนื่อง 2-3 เดือนขึ้นไป จึงจะเห็นผล ดังนี้
(ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงไปแล้วแต่บุคคล)
* ระดับน้ำตาลในเลือด ไขมัน ไขมันเกาะตับ ไขมันพอกตับ โคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอร์ไรด์ LDL และ ความดัน เข้าสู่ระดับปกติจากผลตรวจในห้องปฎิบัติการอย่างมีนัยสำคัญ
* การเผาผลาญและการไหลเวียนน้ำเหลืองและโลหิตดีขึ้น
* รักษาสิว แผล สิว และ แผลเป็น หายและจางเร็วขึ้น ผิวผ่องเนียนใสขึ้น ริ้วรอยเหี่ยวย่นลดลง
* แคปซูลตรีผลา ขจัดสารพิษจากตับ ลำไส้ ล้างน้ำเหลืองเสีย ไหลเวียนเลือด ทำให้ร่างกายสมดุลหลับลึก และ หลับสบาย และตื่นมาอย่างมีชีวิตชีวา (ไม่ทำให้ง่วงระหว่างวัน) ส่งผลให้ หน้าตาสดชื่น รอยคล้ำใต้ตาลดลง
* การขับถ่ายสมดุลขึ้น (สูตรของหมออรรถวุฒิ ไม่ทำให้ท้องเสีย เพราะ ไม่มีส่วนผสมของยาระบาย)
* ขายตรีผลา อาการของผู้ที่เป็นภูมิแพ้ผิวหนัง ทางเดินหายใจ ไซนัสอักเสบ ลดลง
* มีส่วนประกอบของสมุนไพรที่ช่วยให้ผมดกดำ
* เหมาะสำหรับเนื้องอก เนื้อร้าย ใช้ได้
* สมานรักษาแผลในกระเพาะและลำไส้ ทำลำไส้ให้สะอาด ล้างเมือกมันตะกรันของเสียต่างๆ
* แคปซูลตรีผลา มีส่วนประกอบของสารสกัด ขมิ้นชัน เพิ่มประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น
ตรีผลา Triphala  เป็นตำรับยาสมุนไพรโบราณที่ได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ทางเลือกระดับสากล และมีงานวิจัยอย่างเป็นทางการยืนยันถึงประสิทธิภาพในด้านต่างๆมากมายทั้งในและต่างประเทศ
ท่านสามารถสืบค้นข้อมูลในการใช้อย่างแพร่หลายในต่างประเทศโดย ค้นหาใน google ด้วยคำว่าตรีผลา สกัด เข้มข้น ชนิดแคปซูล  www.charmingfresh.com เป็นสารสกัดเฉพาะตัวยาสำคัญล้วนๆ แยกกาก และ สารอื่นๆที่ไม่จำเป็นตามธรรมชาติออก ปราศจากสาร แทนนิน ที่มีมากตามธรรมชาติ สูตรนี้จึงเป็นสูตรปราศจาก สารแทนนิน
ประกอบด้วยตัวยา 3 ชนิด ได้แก่
สมอไทย สมอภิเภก และ มะขามป้อม
สรรพคุณตรีผลา
• DETOX ล้างพิษในตับ ล้างน้ำเหลืองเสีย (Sandhyaa et al.,2006)
 • ขายส่งตรีผลา ผิวพรรณผ่องใส กระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต เพิ่มคอลลาเจน (Mukherjee et al.,2005)
 • เสริมภูมิคุ้มกัน เป็นยาอายุวัฒนะ (Kumar, et al.,2008)
 • ต้านอนุมูลอิสระสูงมาก ทำให้อ่อนกว่าวัย (Bhattacharya et al.,1999)
 • ควบคุมความดัน ต้านเบาหวาน ลดโคเลสเตอรอล (Kaur,et al,2008)
 • ต้านเนื้องอก ยับยั้งเซลล์มะเร็ง ปกป้องตับไต (Prabhakar, et al.2010)
 • ต้านไขข้ออักเสบอย่างมีประสิทธิภาพสูง (Sabina, and Rasool 2008)
 • มีฤทธิ์สูงในการทำลายมะเร็งเต้านม (Sandhy,et al.2006;Kaur,et al.2006;Sandhya,and Mishra)
รับผลิตตรีผลา มะเร็งต่อมลูกหมาก (Kaur, et al.2006)มะเร็งตับ และ มะเร็งปอด (Pinmai, etal.2008) และไม่มีพิษต่อเซลล์
 ปกติและในหนูทดลอง (Sandhy, et al.2006;Pinmai,et al.2008;Jagetia,  et al.2002)
ขายตรีผลา ขายส่งตรีผลา รับผลิตตรีผลา แคปซูลตรีผลา
สมุนไพรอื่นๆ
คุณประโยชน์กวาวเครือขาว
หัวกวาวเครือขาว รสเย็นเบื่อเมา บำรุงเนื้อหนังให้เต่งตึง บำรุงสุขภาพ บำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะสำหรับคนวัยแก่ แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตามร่างกาย แก้หมดแรง ผอมแห้ง นอนไม่หลับ มีฮอร์โมนผู้หญิงสูง ทาหรือกินทำให้เต้านพขยายตัว เส้นผมดกดำ เพิ่มเส้นผม เป็นยาปรับรอบเดือนอาจจะเป็นผลให้แท้งบุตรได้ บำรุงความกำหนัด ทำให้อวัยวะสืบพันธุ์แล้วก็มดลูกมีเลือดมาคั่งมากขึ้นเรื่อยๆ บำรุงอวัยวะสืบพันธุ์ให้เจริญก้าวหน้า แก้โรคจาฟาง ต้อกระจก ทำให้ความจำดี ทำให้มีพลัง เคลื่อนไหวแคล่วคล่อง บำรุงเลือด กินได้นอนหลับ ผิวหนัง
คุณประโยชน์ถั่งเช่า
ถั่งเช่า คุณประโยชน์ถั่งเช่าช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศ มีฤทธิ์ชูกำลังทางเพศ ช่วยให้สเปิร์มแข็งแรก เพราะว่าการกินถั่งเช่าจะทำให้มีเลือดไปเลี้ยงของลับมากยิ่งขึ้น ถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มปริมาณของสเปิร์มในอสุจิได้ โดยจากการศึกษาเล่าเรียนในผู้ชาย 22 คนพบว่าเมื่อใช้ถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมแล้ว ปริมาณของสเปิร์มในอสุจิมากขึ้น 33% ทั้งยังยังลดปริมาณสเปิร์มที่มีความผิดธรรมดาลงได้ถึง 29% รวมทั้งเมื่อเรียนรู้เพิ่มก็พบว่าถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มความจำเป็นทางเพศได้ 66 – 86% อีกทั้งยังมีคุณลักษณะสำหรับในการคุ้มครองและเสริมสร้างหลักการทำงานของต่อมหมวกไต และเพิ่มโอกาสที่สเปิร์มจะถือกำเนิดได้ช่วยทำให้การทำงานของหัวใจ  ถั่งเช่า มีสรรพคุณช่วยทำให้อัตราการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติได้ ทั้งยังช่วยทุเลาอาการหัวใจขาดออกซิเจน รวมทั้งเพิ่มออกสิเจนให้หัวใจได้เสริมสร้างลักษณะการทำงานของระบบภูมิต้านทาน ถั่งเช่ามีสรรพคุณช่วยทำให้ปรับปรุงแนวทางการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้ปกติ  ช่วยทำให้ร่างกายสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกันมากขึ้นต้านมะเร็ง ถั่งเช่าก็ยังมีฤทธิ์สำหรับในการต้านโรคมะเร็ง ขึ้นรถคอร์ไดเซปิน (Codycepin) ที่อยู่ในถั่งเช่านับว่าเป็นสารที่มีความหมายสำหรับเพื่อการต่อต้านการเกิดมะเร็ง ป้องกันการเกิดและก็การแพร่ของเนื้อร้ายลดไขมันในเลือด ถั่งเช่ามีสรรพคุณควบคุมระดับไขมันในเลือด ลดคอเลสเตอรอล รวมทั้งตรีกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคภัยอื่นๆฟื้นฟูหลักการทำงานของไต สำหรับคนป่วยโรคไตเรื้อรัง การกินถั่งเช่าจะช่วยทุเลาอาการลง และทำให้สุขภาพไตดีขึ้น ทั้งยังยังลดความเสียหายของไตที่เกิดขึ้นจากสารพิษตกค้างได้เสริมสร้างรูปแบบการทำงานของตับ การกินถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมจะช่วยลดผลกระทบจากสารพิษ และป้องกันการเกิดพังทลายพืดในตับ สารต้านอนุมูลอิสระก็ยังเข้าไปทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นแนวทางการทำงานของระบบภูมิต้านทาน ลดความเลี่ยงสำหรับการเกิดโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบได้ด้วยบำรุงโลหิต สารที่อยู่ในถั่งเช่าก็ยังช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบเลือด ทำให้ร่างกายสร้างไขกระดูกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆซึ่งทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงและก็เซลล์เม็ดเลือดขาวถูกทำในปริมาณที่พอเพียงต่อสถาพทางร่างกายลดระดับน้ำตาลในเลือด ถั่งเช่าถือเป็นสมุนไพรอีกจำพวกที่ช่วยลดน้ำตาลได้ โดยมีการเล่าเรียนพบว่าการกินถั่งเช่าวันละ 3 กรัม จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ถึง 95%
สรรพคุณว่านชักมดลูก
ว่านชักมดลูก ยาสมุนไพรพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี ใช้ เหง้า ฝนทาแผล แก้พิษหมากัด แบบเรียนไทย เหง้า รักษาเลือดออกจากมดลูกหลังคลอด รักษามดลูกอักเสบ แก้ตับอักเสบ แก้เจ็บท้อง ขับน้ำดี รักษาอาการรอบเดือนมาไม่ปกติ , ปวดท้องระหว่างมีรอบเดือน ตกขาว ขับน้ำคาวปลา แก้ธาตุทุพพลภาพของกินไม่ย่อย แก้ริดสีดวงทวาร หัวตำดองดัวยเหล้า กินครั้งละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ สำหรับคนคลอดลูกใหม่ๆแก้เจ็บมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่หรือเข้าที่ ไม่อักเสบ นิยมนำหัวของว่านชักมดลูกที่เป็นหัวกลมสั้นมาฝานต้มน้ำสำหรับอาบ รวมทั้งดื่ม เพื่อสภาพร่างกาย และก็มดลูกฟื้นได้เร็วขึ้น ส่วนหญิงบางคนในยุคใหม่ไม่ค่อยเจอการอยู่ไฟแล้ว แต่ก็ยังนิยมใช้ว่านชักมดลูก/ว่านทรหดมาต้มน้ำอาบ และก็ดื่มเป็นประจำตลอดเวลา 3 เดือน หรือมากยิ่งกว่า ว่านชักมดลูกยังช่วยกระตุ้นการย่อยของอาหาร แก้ริดสีดวง แก้โรคไส้เลื่อน รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ป้องกันมะเร็งชนิดต่างๆลดอาการปวดบวมของแผล แล้วก็ต่อต้านการอักเสบของแผล แม้เป็นแผลภายในจะใช้การต้มน้ำดื่ม ถ้าหากเป็นแผลข้างนอกอาจใช้ทั้งการต้มน้ำกิน ใช้บดทาแผล หรือน้ำสุกล้างทาแผล ช่วยกระตุ้นขั้นตอนการสร้างเซลล์ใหม่ รวมทั้งการซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอหรือเซลล์รอยแผล ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวมองดูสดใส ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยสำหรับการควบคุมน้ำหนัก กระตุ้นการหลั่งน้ำถุง รวมทั้งช่วยกระตุ้นกระบวนแขนย่อยอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
คุณประโยชน์พลูคาว
พลูคาว เป็นสมุนไพรที่ให้ รสเผ็ด มีกลิ่นเหมือนคาวปลา เป็นยาเย็น แก้กามโรค เข้าข้อ แก้น้ำเหลืองเสีย ทำให้แผลแห้ง ออกฤทธิ์ต่อปอดและก็ตับ ใช้เป็นยาดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้พิษ ขับเยี่ยว แก้บวมน้ำ รักษาปอดอักเสบเป็นหนอง หลอดลมอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ แก้ไอ รักษาติดเชื้อโรคทางเท้าปัสสาวะ ไตอักเสบบวมน้ำ ลำไส้อักเสบ เต้านมอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ แก้บิด แก้ริดสีดวงทวาร ภายนอกใช้แก้พิษงู แมลงกัดต่อย แก้โรคผิวหนังขี้กลากโรคเกลื้อน ฝีอักเสบ ทาภายนอกให้เลือดมาเลี้ยงผิวหนังในบริเวณนั้นมาก ปอดอักเสบ มาลาเรีย แก้โรคผิวหนังผื่นคัน  ฝีฝักบัว  ฝีแผลยุ่ย และก็พอกในรายกระดูกหัก และโรคหนองใน มีฤทธิ์สำหรับเพื่อการช่วยต้านทานโรคมะเร็ง ยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ของมะเร็ง  มีฤทธิ์สำหรับเพื่อการช่วยบำบัดรักษาฟื้นฟูโรคความดันโลหิตสูง  ช่วยสร้างเสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ต้านทานโรค ช่วยต่ออายุคนป่วยให้อยู่สู้โรคได้เป็นเวลานานมากขึ้น  ช่วยยั้งโรคเบาหวาน รักษาความสมดุลของร่างกาย   ใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาที่เป็นน้ำยาข้น ใช้ทารักษาแล้วก็ช่วยต่อต้านเชื้อโรคหวัด ไข้หวัดใหญ่   ใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยา ช่วยรักษาอาการติดเชื้อโรคทันควัน ติดเชื้อโรคทางเดินหายใจ   ใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาที่เป็นน้ำยาข้น ใช้ทารักษาคางทูม ต่อมทอนซิลอักเสบ รวมทั้งปอดอักเสบในเด็ก   กระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์เม็ดเลือดขาวช่วยรักษาภาวการณ์ภูมิแพ้ หอบหืด ใช้เป็นยาระบาย ของกินไม่ย่อย  ช่วยขับพยาธิ  รักษาโรคตับอักเสบจำพวกโรคตับเหลือง  รักษาแผลอักเสบรอบๆคอมดลูก รักษาการอักเสบบริเวณกระดูกเชิงกราน   มีฤทธิ์ช่วยต้านทานเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส ช่วยยั้งการเติบโตของไวรัสชนิดต่างๆยกตัวอย่างเช่น ฝีดาษ ฝึก งูสวัด เริม โรคภูมิคุมกันบกพร่อง (HIV)  เหมาะสมกับคนไข้แล้วก็ผู้ที่ต้องการบำรุงร่างกาย ผู้ป่วยในระยะพักฟื้นช่วยทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น ทำให้โรคต่างๆมีลักษณะอาการ  ใช้ควบคู่กับการดูแลรักษาด้วยเคมีบรรเทาหรือการฉายรังสี จะช่วยให้คนไข้มีลักษณะอาการแพ้ลดน้อยลง เมืองจีน เกาหลี ประเทศญี่ปุ่น ใช้ต้นเป็นยาลดไข้ กำจัดสารพิษ รักษาแผลในกระเพาะแล้วก็ลดการอักเสบ ประเทศเกาหลีใช้พลูคาวเป็นยาลดระดับความดันเลือดสูง ภาวะเส้นโลหิตแข็งตัวเนื่องมาจากมีการสะสมของไขมัน (atherosclersis) รวมทั้งมะเร็ง ส่วนเนปาลใช้ลำต้นใต้ดินในตำรับยาที่เกี่ยวกับโรคของสตรี ขับประจำเดือน ใช้ทั้งต้นเป็นยาย่อยอาหาร ทุเลาอาการอักเสบ ใบใช้ในการรักษาโรคผิวหนัง แก้บิดและริดสีดวงทวาร
สรรพคุณ ดอกดาวเรือง
ดอกดาวเรือง [/b]รสขม ฉุนบางส่วน ใช้ละลายเสลด, แก้เวียนหัว, ตาแดง, ลดไข้, บำรุงตับ, แก้ร้อนใน,ไอหวัด,โรคไอกรน, เต้านมอักเสบ, เป็นแผลมีหนอง, บำรุงสายตาใบ รสชุ่มเย็นมีกลิ่นแรง ใช้แก้ฝีหนอง อาการบวมโดยไม่รู้จักมูลเหตุ,ลดการตำหนิเชื้อ น้ำมันหอมระเหย มีสรรพคุณแก้วิงเวียนหัว หน้ามืด เป็นลม สามารถคุ้มครองผิวแห้ง ผิวแตกลาย บำรุงผิว บำรุงเส้นผม
ราก มีรสขมเผ็ดนิดหน่อย มีฤทธิ์เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อปอดและตับ ใช้เป็นยาระบายน้ำคั้นจากใบใช้แก้อาการหูเจ็บ ปวดหู ช่วยแก้อาการปวดฟัน ช่วยรักษาปากเปื่อย แผลเปื่อยยุ่ย ช่วยแก้อาการปวดท้อง ใช้เป็นยาขับพยาธิเภสัชตำรับของประเทศเม็กซิโก เคยใช้ดอกรวมทั้งใบต้มน้ำกินใช้ขับลมและก็ขับฉี่  ในประเทศอินเดีย น้ำคั้นจากดอกใช้ฟอกเลือดรวมทั้งแก้ริดสีดวงทวาร ในบราซิล ใช้ดอกชงน้ำหรือต้นน้ำกิน แก้อาการปวดตามข้อ

Tags : ขายตรีผลา,ขายส่งตรีผลา

หน้า: [1] 2