แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - billcudror1122

หน้า: [1] 2 3
1

มะนาว
ชื่อสมุนไพร มะนาว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น ส้มมะนาว (ภาคกึ่งกลาง),ส้มท้องนาว (ภาคใต้) ,สีมานีปีห์ (มลายู) ,หมากฟ้า (ไทยใหญ่) , โกรยชะม้า (เขมร) , มะเน้าเลย์ , มะนอเกละ , ปะนอเกล (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน) , ปะโหน่ขี้ตระหนี่ลยาน (กะเหรี่ยง กาญจนบุรี)
ชื่อสามัญ  Common lime, Lime , Sour lime
ชื่อวิทยาศาสตร์  Citrus aurantifolia (Christm. et Panz.) Swing.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Limonia aurantifolia Christm. & Panzer.
สกุล  Rutaceae
ถิ่นเกิด เชื่อกันว่ามะนาวเป็นพืชพื้นเมืองในภูมิภาคเอเซียอาคเนย์เพราะว่าผู้ที่อยู่ในภูมิภาคนี้ รู้จักการใช้ประโยชน์จากมะนาวกันอย่างดีเยี่ยมมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเมืองไทย แต่มีการศึกษาค้นพบอีกชิ้นหนึ่งที่เชื่อว่ามะนาวมีต้นกำเนิดในอินเดียภาคเหนือ และก็เขตเชื่อมต่อกับประเทศพม่า รวมถึงทางตอนเหนือของมาเลเซีย (แต่น่าแปลกที่ไม่เจอมะนาวในป่าของไทย) ปัจจุบันมีการปลูกมะนาวทั่วไปในเขตร้อน และเขตอบอุ่นครึ่งร้อนทั่วโลกเนื่องจากว่ามะนาวสามารถขึ้นได้ในที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำ และทนต่อดินเนื้อละเอียดได้ดีกว่าส้ม
ลักษณะทั่วไป มะนาวเป็นไม้ผลยืนต้นขนาดเล็กมีลักษณะเป็นพุ่มไม้มีความสูงเฉลี่ย 2-5 เมตร ลำต้นมีลักษณะโค้งงอไม่ค่อยแข็งแรง เปลือกของลำต้นมีสีน้ำตาลผสมเทา กิ่งอ่อนของมะนาวมีสีเขียวอ่อน เมื่อแก่ สีจะเข้มขึ้นกระทั่งเป็นสีน้ำตาลส่วนกิ่งที่แก่มากจะเป็นสีเทา การออกของแขนงไม่ค่อยเป็นระเบียบเรียบร้อย บนลำต้นและก็กิ่งจะมีหนาม หนามมีลักษณะแหลมมีทั้งหนามสั้นแล้วก็หนามยาวมีสีเขียวเข้มรวมทั้งสีเขียวอมเหลือง ส่วนรอบๆปลายหนามีสีน้ำตาล เมื่อแก่ขึ้นหนามจะแห้งตามไป
                ใบของมะนาวมีลักษณะเป็นใบผู้เดียว คือมีแผ่นใบอันเดียว ใบมีขนาดเล็กกว้างประมาณ 3-6 เซนติเมตร ยาวราวๆ 6-12 ซม.รูปร่างเป็นแบบรีหรือทรงไข่ ฐานใบมีลักษณะกลม ปลายใบมีรูปแหลม ป้าน ขอบใบเป็นคลื่น หรือเป็นหยักละเอียด ก้านใบสั้นและมีปีกใบแคบหรืออาจไม่มีปีกใบก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นกับจำพวกมะนาว ใบอ่อนมีสีเขียวจางแทบเป็นสีขาว ใบแก่มีสีเขียวเข้ม ผิวใบข้างบนละเอียดวาวส่วนผิวใบด้านล่างออกจะหยาบคายและมีสีจางกว่า เมื่อกระทำขยี้ใบจะมีกลิ่นฉุน
                ดอกมะนาวบางทีอาจเกิดเป็นดอกเดี่ยวหรือช่อก็ได้ มีทั้งที่เป็นดอกสมบูรณ์และไม่สมบูรณ์ ดอกจะออกบริเวณซอกใบและก็ปลายกิ่ง ดอกมะนาวมีขนาดเล็ก ดอกที่ตูมจะมีขนาดความยาว 1-2 ซม. กลีบเลี้ยงมีสีเขียวเป็นรูปถ้วยมี 4-6 หยัก ส่วนกลีบมีสีขาว แล้วก็ด้านท้องกลีบดอกไม้อาจมีสีม่วงอมแดงเจืออยู่ด้วย กลีบดอกไม้มีลักษณะเป็นรูปถ้วย มีจำนวน 4-5 อัน จำนวนกลีบในและก็กลีบนอกมีปริมาณเท่าๆกัน แต่ละกลีบมีขนาด 0.8-1.2 ซม. ดอกมะนาวมีเกสรตัวผู้จำนวนมากถึง 20-40 อัน เชื่อมชิดกันเป็นกรุ๊ป กลุ่มละ 4-8 อัน เกสรตัวเมียมีรังไข่รูปร่างเป็นทรงกระบอก ใน 1 ดอก จะมีรังไข่โดยประมาณ 9-12 อัน
                ผลมะนาวมีรูปร่างนาๆประการตามจำพวกของจำพวก มีอีกทั้งรูปร่างยาวรี รูปไข่ รวมทั้งรูปร่างกลม ที่ตูดผลมีลักษณะเป็นจุกหรือปุ่มเล็กๆผลโดยธรรมดามีขนาดความยาว 3-12 ซม. เปลือกมักษณะตะปุ่มตะป่ำ รวมทั้งมีต่อมน้ำมันเปลือกผิว ผิวเปลือกเมื่อแหลม บรรจุอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว เนื้อมะนาวมีสีเหลืองอ่อน มีรสเปรี้ยวและก็มีกลิ่นหอมสดชื่นเม็ด ขนาดเล็กเหมือนรูปไข่ ด้านปลายหัวจะแหลม ด้านในเมล็ดมีเยื่อสีขาว
การขยายพันธุ์  มะนาวเป็นพืชที่สามารถปลูกก้าวหน้าในดินดูเหมือนจะทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น ดินเหนียว ดินปนทราย แต่ว่าถ้าต้องการจะปลูกมะนาว ให้เติบโตดี มี ผลดก แล้วก็คุณภาพดี ก็ควรจะปลูกไว้ในพื้นที่ที่เป็นดินซึ่งร่วนซุย มีการระบาย น้ำดี มีสารอินทรีย์ผสม อยู่มากมาย และก็ควรจะเลือกพื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ
ส่วนการขยายพันธุ์มะนาวนั้นสามารถทำได้หลายวิธี อย่างเช่น การตอนกิ่ง การทาบกิ่ง รวมทั้งการต่อว่าดตา แต่ว่าวิธีที่เป็นที่ชื่นชอบในการขยายพันธุ์มะนาวเยอะที่สุดเป็น การทำหมันกิ่ง โดยมีวิธีดังต่อไปนี้

  • เลือกกิ่งที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินไปและไม่เป็นโรคหรือมีแมลงกัดกิน ยาวราวๆ 30-50 ซม. และก็มีเส้นผ่านศูนย์กลางโดยประมาณ 0.5 เซนติเมตรขึ้นไป
  • ตัดหนามรวมทั้งใบในรอบๆที่จะควั่นกิ่งออกราวๆ 5 เซนติเมตร
  • ควั่นกิ่งออกเป็น 2 รอยให้ลึกถึงแก่นไม้ห่างกัน 1-2 เซนติเมตร
  • ขูดเยื่อเจริญรุ่งเรืองออกให้หมด
  • ห่อด้วยขุยมะพร้าวที่มีความชุ่มชื้นหรือใช้ตุ้มตอนเสร็จ มัดเปาะหัวท้ายให้แน่น แล้วทิ้งเอาไว้ประมาณ 30-45 วัน เมื่อรากออกมาแล้วก็ใช้กรรไกรตัดกิ่งตัดเพื่อนำไปแช่น้ำจนกระทั่งอิ่มตัว
  • นำไปชำต่อในถุงสีดำขนาด 5x8 นิ้ว ที่ผสมดิน 1 ส่วน แกลบ 1 ส่วน แล้วก็เมื่อกิ่งที่ชำเดินรากเจริญในถุงดำและแข็งแรงแล้วจากนั้นจึงค่อยนำไปปลูกต่อไป
การเตรียมพื้นที่ปลูก

  • พื้นที่ลุ่ม จัดแจงพื้นที่โดยทำคันนาให้มีความกว้างโดยประมาณ 6-8 เมตร ความสูงให้สังเกตจากจำนวนน้ำที่เคยท่วมสูงโดยให้อยู่สูงกว่า แนวระดับน้ำท่วม 50 เซนติเมตร แทงร่องหรือซอยร่องทำแต้มน้ำเพื่อ ระบายน้ำเข้าออก ขนาดร่องน้ำกว้าง 1.5 เมตร ลึก 1 เมตร พื้นที่ร่องกว้าง 0.5-0.7 เมตร ใช้ระยะปลูก 5X5 เมตร
  • พื้นที่ดอน ควรจะไถลูกพรวนเพื่อกำจัดวัชพืช แล้วก็ทำให้ดินร่วนซุย ใช้ระยะปลูก 4 x 4 – 6 x 6 เมตร ทั้งนี้ขึ้นกับความอุดมสมบูรณ์ของดิน
กรรมวิธีปลูก
ควรจะปลูกเอาไว้ภายในตอนต้นหน้าฝน ควรขุดหลุมปลูก ให้มีขนาดกว้างแล้วก็ลึกราว 50 เซนติเมตร ผสมดิน ปุ๋ยธรรมชาติ และปุ๋ยร็อคฟอสเฟตเข้าด้วยกัน ในหลุมให้ สูงราวๆ 2 ใน 3 ของหลุม ชูถุงกล้า ต้นไม้วางในหลุม โดยให้ระดับของดินในถุงสูงขึ้นยิ่งกว่า ระดับดินปากหลุมน้อย ใช้มีดที่คม กรีดถุง จากก้นถุงขึ้นมาถึงปากถุง 2 ด้าน (ช้ายและขวา) ดึงถุงก๊อบแก๊บออก โดยระวังไม่ให้ดินแตก กลบดินที่เหลือลงในหลุม กดดินรอบๆโคนต้นให้แน่น ปักไม้หลักรวมทั้งผูกเชือกยึด เพื่อปกป้องลมพัดโยก หาวัสดุคลุมดินรอบๆโคนต้น อาทิเช่น ฟางข้าว หญ้าแห้ง รดน้ำให้โชก ทำร่มเงา เพื่อช่วยบดบังแสงแดด
การกระทำรักษา การให้น้ำ ควรจะมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยยิ่งไปกว่านั้น ในช่วง ที่ปลูกใหม่ๆควรจะให้น้ำวันละครั้งเป็นอย่างต่ำ (กรณีฝนไม่ตก) หลังจากปลูกโดยประมาณ 15 วัน มะนาวสามารถตั้งตัวได้แล้ว ให้น้ำเดือนละ 2-3 ครั้ง แล้วก็ควรหา อุปกรณ์มาหุ้มดินบริเวณโคนต้น เพื่อช่วยรักษาความชื้น                ควรจะเริ่มงดเว้นให้น้ำ ตั้งแต่ตอนมี.ค. เป็นต้นไป จนถึงช่วงมีดอก เพื่อให้มะนาวสะสม ของกินให้สูงถึงระดับที่สามารถสร้างตาดอกได้ ธรรมดามะนาวจะออกดอก เมษายน-เดือนพฤษภาคม ภายหลังจากมะนาวออกดอก แล้วก็กำลังติดผลอ่อน เป็นช่วงที่มะนาวอยากน้ำมาก เพื่อใช้ในการเจริญวัย ของผล

     ส่วนจำพวกมะนาวที่มีการปลูกกันมากในไทย เป็นต้นว่า

  • มะนาวไข่ ผลกลม หัวท้ายยาวคล้ายมะนาวหนัง เมื่อโตเต็มกำลังผลมีลักษณะกลมมน เปลือกบางผลโต กว่ามะนาวหนัง
  • มะนาวแป้น ผลใหญ่ ค่อนข้างกลมแป้น เปลือกบาง มีน้ำมาก นิยมใช้บริโภคมากยิ่งกว่าพันธุ์อื่นๆเชิงพาณิชย์จะปลูกมะนาวชนิดแป้นดกพิเศษ สามารถบังคับให้ออกหน้าแล้งได้ง่าย
  • มะนาวหนัง ผลอ่อนกลมยาวหัวด้านหลังแหลม เมื่อโตสุดกำลังผลจะมีลักษณะกลมออกจะยาว มีเปลือกหนา ทำให้รักษาผลประโยชน์นาน


องค์ประกอบทางเคมี น้ำจากผลมีกรด citric acid, malic acid, ascorbic acid,  ผิวมะนาวมีน้ำมันหอมระเหยที่มาจากผู้กระทำลั่นผิวผล จำนวนร้อยละ 0.3-0.4 มีสารต่างๆยกตัวอย่างเช่น  d-limonene (42-64%), alpha-berpineol (6.81%), bergamotene ผสมกับ terpinen-4-ol (3%),  alpha-pinene          citric acid       
(1.69%), geraniol (0.31%), linalool,  terpineol, camphene, bergapten (furanocoumarin)    ใบมะนาวเมื่อนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยโดยการ    camphene
ต้มกลั่น (hydrodistillation) ได้น้ำมันหอมระเหยร้อยละ 0.27  องค์ประกอบทางเคมีของน้ำมันมีสารต่างๆเช่น  6-methyl-5-hepten-2-one (3.19), limonene (44.82), neral (4.95), geranial (7.66) , geranyl acetate (8.98), caryophyllene oxide (2.31) ส่วนข้อมูลทางโภชนาการของมะนาวมีดังนี้

  • พลังงาน 30 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 10.5 กรัม
  • น้ำตาล 1.7 กรัม
  • เส้นใย 2.8 กรัม terpineol
  • ไขมัน 0.2 กรัม
  • โปรตีน 0.7 กรัม
  • วิตามินบี 1 0.03 มก.
  • วิตามินบี 2 0.02 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 3 0.2 มก.
  • วิตามินบี 5 0.217 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 6 0.046 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 9 8 ไมโครกรัม
  • วิตามินซี 29.1 มิลลิกรัม
  • แคลเซียม 33 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 0.6 มิลลิกรัม
  • แมกนีเซียม 6 มิลลิกรัม
  • ธาตุฟอสฟอรัส 18 มก.
  • โพแทสเซียม 102 มก.
  • โซเดียม 2 มิลลิกรัม ที่มา : Wikipedia
ประโยชน์/คุณประโยชน์
น้ำมะนาวมีคุณค่าสำหรับการเป็นสารให้ความเปรี้ยว ผิวมะนาวมีกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหย มะนาวเป็นเครื่องปรุงรสของกินไทยที่ขาดเสียไม่ได้ เป็นองค์ประกอบรสเปรี้ยวหลักของน้ำพริก ส้มตำ ยำทุกชนิด ลาบแล้วก็ของกินไทยอีกอีกเพียบเลย ต่างถิ่นใช้มะนาวในของคาวหวาน ได้แก่ ในพายมะนาวของรัฐฟลอริด้า ประเทศสหรัฐอเมริกา
น้ำมะนาวเว้นเสียแต่ใช้ปรุงรสเปรี้ยวในของกินหลาย จำพวกแล้ว ยังนำมาใช้เป็นเครื่องดื่ม ผสมเกลือ รวมทั้งน้ำตาล เป็นน้ำมะนาว ซึ่งมีชื่อเสียงกันดีทั้งในประเทศไทย และก็ต่างถิ่นทั้งโลก ยิ่งกว่านั้นเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์บางประเภทยังนิยมฝานมะนาวเป็นชิ้นบางๆทิ่มไว้กับขอบแก้ว เพื่อใช้แต่งรส
โดยภายในผลมะนาวมีน้ำมันหอมระเหยถึงจำนวนร้อยละ 7 น้ำมะนาวก็เลยมีสาระสำหรับใช้เป็นส่วนประกอบน้ำยาที่ใช้สำหรับเพื่อการนำมาทำความสะอาด เครื่องหอม การบำบัดด้วยกลิ่น (aromatherapy) หรือน้ำยาที่เอาไว้สำหรับล้างจาน
ยิ่งไปกว่านี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากมะนาวด้านอื่นๆอีกตัวอย่างเช่น หุงข้าวให้ขาวรวมทั้งอร่อยขึ้น ด้วยการใช้น้ำมะนาวประมาณ 2-3 ช้อนนำไปซาวข้าว  ทอดไข่ให้ฟูแล้วก็นุ่ม มะนาว 4-5 หยดจะช่วยได้  มะนาวช่วยลดกลิ่นคาวจากปลาเมื่อปรุงอาหารและก็ทำให้ปลาอาจจะรูปไม่เหลว เมื่อใช้มีดผ่าหัวปลี มีดจะมีสีม่วงหมู่ ล้างออกลำบาก เอามาท้องนาวที่ผ่าแล้วมาถูตามใบมีด จะช่วยทำให้มีดสะอาดดังเดิม  การเชื่อมกล้วยหักมุกให้น่ากิน เมื่อน้ำตาลเดือดเป็นยางมะตูมแล้ว ให้บีบมะนาวครึ่งซีกลงไป จะช่วยให้กล้วยใส น่าอร่อยมากขึ้น  มะนาว 2-3 ลูกใส่ด้านในถังข้าวสารช่วยคุ้มครองมอดได้  ส่วนการเปลี่ยนแปลงรูปมะนาว มะนาวดัดแปลงได้ ตัวอย่างเช่น น้ำมะนาวปรุงอาหาร มะนาวแช่อิ่มตากแห้ง น้ำมะนาวเข้มข้น มะนาว ผง เครื่องดื่มผสมน้ำมะนาว แยมมะนาว เยลลีมะนาว แยมเปลือกมะนาว แยมนะทุ่งนาวดอง มะนาวดองเค็ม มะนาวหวาน กิมจ้อมะนาว เปลือกมะนาวสามรส เปลือกของมะนาวเส้นปรุงรส เปลือกมะนาวเชื่อม เปลือกของมะนาวแช่อิ่ม มาร์มาเลดมะนาว ฯลฯ
ส่วนคุณประโยชน์ทางยานั้นระบุว่า ตำรายาไทยผิวมะนาวจัดอยู่ใน “เปลือกส้ม 8 ประการ” มี ผิวส้มเขียวหวาน ผิวส้มจีน ผิวส้มซ่า ผิวส้มโอ ผิวส้มจังหวัดตรังกานู ผิวมะงั่ว ผิวมะกรูด แล้วก็ผิวมะนาว (หรือผิวส้มโอมือ) มีสรรพคุณแก้ลมกองละเอียด กองหยาบ แก้เสลดโลหะ ใช้ปรุงยาหอม แก้ทางลม
           นอกเหนือจากนี้บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์วิชาความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ปรากฏการใช้ผิวมะนาว ในยารักษาอาการทางระบบไหลเวียนเลือด (แก้ลม) ปรากฏตำรับ”ยาหอมเทพจิตร” มีส่วนประกอบของผิวมะนาว อยู่ใน ”เปลือกส้ม 8 ประการ” ร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์สำหรับในการแก้ลมเวียนหัว แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียนอาเจียน อ้วก แก้ลมจุกแน่นในท้อง
                ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันระบุถึงสรรพคุณของมะนาวว่า สารดี-ลิโมนิน (d-limonin) เป็นสารที่ทำให้มีการเกิดความขมในน้ำมะนาว น้ำมันผิวมะนาว (lime oil) พบได้มากบริเวณผิวเปลือกของมะนาวมีสารดี-ลิโมนิน เป็นส่วนประกอบหลักเกินกว่าปริมาณร้อยละ 90 พบว่าน้ำมันผิวมะนาว มีคุณลักษณะป้องกันรวมทั้งรักษาโรคมะเร็งหลายอย่าง
คนตะวันตกทั่วไปมักดื่มน้ำส้ม หรือน้ำจากผลพืชเครือญาติส้ม ยกตัวอย่างเช่น ส้มโอ หรือมะนาว ประกอบกับอาหารมื้อเช้า น้ำผลไม้กลุ่มนี้มีวิตามินซี และก็มีสารกรุ๊ปฟลาโวนอยด์ (flavonoid) ประกอบด้วยสารเฮสเพอริดิน (hesperidin) รูทิน (rutin) แล้วก็ที่นาริงจิน (naringin) และก็ลิโมนิน เป็นฟลาโวนอยด์หลักของพืชเชื้อสายส้ม จากนี้จะเรียกสารกลุ่มนี้ว่าฟลาโวนอยด์ส้ม (citrus bioflavonoid)
สารกรุ๊ปฟลาโม้นอย์ส้มนี้มีรายงานทางด้านการแพทย์ตะวันตกว่าใช้ในการรักษามาลาเรีย โรครูมาติสม์เรื้อรังและโรคเกาต์ ใช้ในการปกป้องโรคเลือดออกตามไรฟัน คุ้มครองการตกเลือดข้างหลังคลอด และก็ช่วยทุเลาอาการระคายคอจากการติดเชื้อรวมทั้งโรคลักปิดลักเปิด ซึ่งโรคที่มีสาเหตุมาจากการได้รับวิตามินซีในอาหารน้อยเกินไป ซึ่งอาจจะเป็นผลให้มีลักษณะอาการของโรคเกิดขึ้นข้างใน 8-12 สัปดาห์ คนไข้มักมีลักษณะเหมือนป่วยไข้ อ่อนเพลีย ง่วงซึม โลหิตจาง ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บกระดูก มีแผลบวมช้ำหรือบวมง่าย มีจุดเลือดออกแดงๆตามผิวหนัง กำเนิดโรคทางปริทันต์ เป็นแผลแล้วหายยาก อารมณ์แปรปรวน หรือมีสภาวะซึมเซา สำหรับประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากน้ำมะนาวต่อโรคนี้ มีงานศึกษาเรียนรู้วิจัยเมื่อก่อนที่ให้คนป่วยโรคนี้รับประทานส้มกับมะนาวเหลือง พบว่าคนไข้สามารถฟื้นตัวได้อย่างสมบูรณ์และก็เร็ว เมื่อเทียบกับผู้เจ็บป่วยอีกกลุ่มที่รับประทานอาหารประเภทอื่น นอกเหนือจากนี้ในน้ำมะนาวยังมีกรด citric ซึ่งมีรสเปรี้ยว จะกระตุ้นให้มีการขับน้ำลายออกมาทำให้ชุ่มคอ ก็เลยช่วยทุเลาลักษณะการเจ็บคอได้
ต้นแบบ/ขนาดวิธีการใช้
อาการไอ  ระคายคอจากเสลดใช้น้ำจากผลที่โตเต็มที่  เติมเกลือน้อย  จิบบ่อยๆหรือ จะทำน้ำมะนาวเติมเกลือและน้ำตาลน้อย           อาการท้องอืดท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด   ใช้เปลือกผลสด 1/2-1 ผล ฝานเป็นชิ้นเล็กๆบางๆชงด้วยน้ำเดือด ปิดฝาทิ้งไว้ 5-10 นาที ดื่มแต่น้ำขณะมีอาการ หรือหลังอาหาร 3 เวลาใช้มะนาว 1 ผล บีบเอาน้ำมะนาวมาชงกับน้ำร้อนดื่มหรือใช้มะนาวฝานบางๆจิ้มเกลือกินจะช่วยขับเสลดได้เช้าหลังตื่นนอน กินน้ำอุ่น 1 แก้ว บีบมะนาว 1/4 ผล (หรือใส่เกลือเล็กน้อย) จะช่วยบรรเทาท้องผูก แล้วก็ช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกายน้ำมะนาวผสมผงกำมะถันใช้ทาก่อนนอน แก้อาการกลาก เกลื้อน หิดใช้น้ำมะนาวทาที่ตุ่มคัน ทิ้งไว้ให้แห้ง ล้างน้ำสบู่แล้วถูให้แห้ง แล้วใช้แป้งทาตุ่มคัน แก้น้ำกัดเท้าในด้านความสวย ผลัดเซลล์ผิว ลดรอยด่างดำ ใช้น้ำมะนาว 1 ช้อนชา ผสมน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ คนจะกว่าจะเข้ากัน ทาให้ทั่วบริเวณใบหน้า ทิ้งไว้ชั่วประเดี๋ยว ล้างออกโดยการใช้นำที่สะอาดแล้วดูดซึมให้แห้ง ทำสัปดาห์ละครั้ง ผิวหน้าจะมองผ่องใส หรือใช้น้ำมะนาวผสมน้ำแช่อาบใช้สำหรับการแก้ไข้ทับประจำเดือน ด้วยการเอาใบมะนาวประมาณ 100 ใบมาต้มกินช่วยแก้ลิ้นเป็นฝ้า ด้วยการใช้สำลีชุบน้ำมะนาวถูที่ลิ้นวันละ 2-3 ครั้ง
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา การเล่าเรียนสัตว์ทดสอบในหนู พบว่าเมื่อให้สารเฮสเพอริดินซึ่งเป็นฟลาโวนอยด์หลักจากเปลือกในพืชเชื้อสายส้มกับหนูไขมันสูง ส่งผลเพิ่มไขมันที่ดี (เอชดีแอล-คอเลสเตอรอล) ลดไขมันไม่ดี (แอลดีแอล-คอเลสเตอรอล) ลดปริมาณไขมันรวมและไตรกลีเซอไรด์ ในหนูดังที่กล่าวถึงแล้ว และมีผลลดระดับความดันเลือดและก็ขับปัสสาวะในหนูความดันสูง การทดสอบในห้องปฏิบัติในแคนทุ่งนาดาการพบว่า ฤทธิ์ดังที่กล่าวถึงมาแล้วของฟลาโวนอยด์ส้มมีต้นเหตุที่เกิดจากผลการกระตุ้นหลักการทำงานของยีนรีเซปเตอร์ไขมันไม่ดี (แอลดีแอล) ในตับ ณ ตำแหน่งที่ควบคุมโดยสเตอรอคอยล (sterol regulatory element, SRE)
ในสหรัฐอเมริกา งานศึกษาเรียนรู้ในสัตว์ทดลองพบว่า ฟลาโวนอยด์ส้มสองกลุ่ม อย่างเช่นกรุ๊ปเฮสเพอริดิน รวมทั้งกลุ่มโพลีมันข้นทอกซิเลตฟลาโม้น (PMFs) มีฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอลในพลาสม่าของสัตว์ทดสอบ ซึ่งสนับสนุนผลของงานวิจัยในหนูถีบจักรของแคนาดา
เมืองจีน งานค้นคว้าวิจัยพบว่า ท้องนาริงจิน และก็เฮสเพอริดินซึ่งเป็นฟลาโวนอยด์ส้มมีฤทธิ์กระตุ้นแนวทางการทำงานของยีนอะดีโพเนกทิน (adiponectin) ซึ่งเป็นยีนสำคัญในเมตาบอลิซึมของกลูโคสและไขมันที่เกี่ยวพันกับการสร้างพลัคอุดตันของเส้นโลหิตแล้วก็ขั้นตอนการอักเสบ ผลการค้นคว้าบอกว่าฟลาโวนอยด์ส้ม 2 ประเภทแสดงผลลัพธ์ต้านการเกิดพลัคโดยกระตุ้น perovisome proliferator-activated receptor (PPAR) รวมทั้งยีนอะดีโพเนกทินในเซลล์ไขมันอะดีโพไซต์
ยิ่งกว่านั้น สารทั้งสองยังมีฤทธิ์เอสโทรเจนอย่างอ่อน ส่งผลต่อการผลิตไนตริกออกไซด์ในเซลล์ผนังเส้นเลือดผ่านการกระตุ้นรีเซปเตอร์ของเอสโทรเจน จึงมีฤทธิ์คุ้มครองปกป้องการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ส่งผลให้สนับสนุนการกินมะนาว แล้วก็ฟลาโวนอยด์ส้มเพื่อลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือด ป้องกันโรคเส้นเลือดหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหญิงวัยทอง
งานศึกษาเรียนรู้วิจัยหนึ่งพบว่า น้ำมะนาวเข้มข้น (concentrated lime juice, CLJ) มีฤทธิ์กระตุ้นเซลล์โมโนนิวเคลียร์ในระบบภูมิต้านทาน และโปรตีนในน้ำมะนาวเข้มข้นมีฤทธิ์ต่อต้านการแบ่งตัวของเซลล์ของโรคมะเร็ง การเรียนในห้องทดลองในรัฐเท็กซัสและแคลิฟอเนีย อเมริกาพบว่า สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ส้มมีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นพอสมควร แต่ว่าต่ำกว่าฟลาโวนอยด์ในพืชตระกูลขิง มีบทความทางด้านการแพทย์กล่าวว่า ฟลาโวนอยด์ส้มยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ ปอด โพรงปาก กระเพาะอาหาร และโรคมะเร็งเต้านมจากการทดลองในห้องปฏิบัติการแล้วก็ในสัตว์ทดสอบหลายอย่าง แม้กระนั้นยังไม่พบผลการศึกษาทางสถานพยาบาล
ส่วนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของมะนาวที่เกี่ยวกับแก้เจ็บคอมีดังต่อไปนี้  ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย มีการทำการค้นคว้าผลของทั้งน้ำมันหอมระเหยและสารสกัด พบว่า น้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ยั้งเชื้อ Bacillus cereus และ E. coli สารสกัด 80% เอทานอลจากเปลือกผิว มีฤทธิ์ยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus และ Bacillus cereus สารสกัดจากเมล็ดมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Bacillus subtilis, E. coli. Pseudomanas cichorii รวมทั้ง Salmonella typhimurium สารสกัดเอทานอลจากส่วนกิ่ง (branches) ความเข้มข้น 20 มิลลิกรัม/มล. ไม่มีฤทธิ์ยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus, Bacillus subtilis และ Streptococcus faecalis
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา การทดลองความเป็นพิษ  เมื่อให้น้ำสกัดจากใบมะนาวทางปาก หรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนูเม้าส์ ด้วยขนาด 10 กรัม/กิโลน้ำหนักตัว (เสมอกันกับ 1,852 เท่าของขนาดที่ใช้ในคน) ไม่พบความไม่ปกติอะไรก็แล้วแต่เมื่อป้อนสารสกัดรากมะนาวด้วยน้ำครั้งเดียวทางปาก ในขนาด 5 กรัม/กก.น้ำหนักตัว ให้หนูแรทไม่พบว่าเป็นพิษทั้งยังแบบกระทันหันแล้วก็กึ่งเรื้อรัง แต่พบว่าในหนูที่ได้รับสารสกัด 1.2 กรัม/กก.น้ำหนักตัว/วัน  มีเอ็นไซม์ในตับเพิ่มขึ้นแต่ว่ายังอยู่ในตอนธรรมดา และไม่เจอความไม่ปกติของอวัยวะภายใน  ส่วนสารสกัดจากเปลือกผิวมะนาวมีผลยั้งฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์  และก็การทดลองฤทธิ์ระคายโดยกรรมวิธี Patch test พบว่าสารสกัดจากมะนาวให้ผล positive
ข้อเสนอแนะ/ข้อควรคำนึง

  • การทาน้ำมันมะนาวลงบนผิวหนังโดยตรงบางทีอาจไม่ปลอดภัยในผู้ที่มีผิวหนังแพ้ง่าย ซึ่งสามารถทำให้ผิวหนังไวต่อแสงอาทิตย์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะคนที่มีผิวค่อนข้างขาว ภายหลังการใช้น้ำมันมะนาวทาลงผิวหนังจะต้องทาโลชั่นที่มีไว้กันแดดและก็ใส่เสื้อผ้ามิดชิดเพื่อคุ้มครองป้องกันก่อนออกไปเผชิญกับแสงแดด
  • รสเปรี้ยวของมะนาวอาจจะส่งผลให้กำเนิดท้องร่วงหรือท้องร่วงได้ถ้ากินมากเกินความจำเป็น
  • ภายหลังจากกินน้ำมะนาวแล้วไม่สมควรแปรงฟันในทันทีเนื่องจากว่าอาจจะส่งผลให้สารเคลือบฟันตามธรรมชาติหลุดได้
  • แม้ดื่มหรือกินมะนาวเป็นประจำแล้วก็เป็นเวลานานต่อเนื่องกันอาจส่งผลให้ฟันผุร่อนได้
  • ผู้ที่มีภาวะโลหิตจางไม่สมควรรับประทานมะนาว เพราะรสเปรี้ยวจะไปกัดฟอกโลหิตกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดอันตรายได้
  • ยาบางประเภทที่จะถูกเปลี่ยนแปลงภายในตับ โดยมะนาวอาจส่งให้ช่วงเวลาในการเปลี่ยนรูปของยากลุ่มนี้ลดลง การกินน้ำมะนาวขณะรับประทานยาบางชนิดที่เปลี่ยนรูปในตับก็เลยอาจทำให้มีผลข้างเคียงมากเพิ่มขึ้น เป็นต้นว่า ยาคีโตโคนาโซล (Ketoconazole) ไอทราโคนาโซล (Itraconazole) เฟกโซเฟนาดีน (Fexofenadine) ไตรอาโซแลม (Triazolam) ด้วยเหตุดังกล่าว ก่อนกินมะนาวควรจะหารือหมอเกี่ยวกับยาที่ใช้อยู่ด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม. 2536. พจนานุกรมสมุนไพรไทย. กรุงเทพ ฯ : พิมพ์ครั้งที่ 2, สำนักพิมพ์สุริยบรรณ.
  • รวี เสรฐภักดี.2553.คู่มือประกอบการฝึกอบรมโครงการปลูกมะนาวและการผลิตมะนาวนอกฤดู:การสร้างสวนไม้ผลยุคใหม่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน.นครปฐม
  • Sethpakdee, R. 1992. Citrus aurantifolia (Christm. & Panzer) Swingle . In: L.P.A. Oyen and Nguyen Xuan Dung (Editors): Plant Resourses of South-East Asia No 2. Edible fruits and nuts. Prosea Foundation, Bogor, Indonesia. pp. 126-128.
  • รศ.สุธาทิพ ภมรประวัติ.มะนาว ลดคลอเรสเตอรอลป้องกันโรคหลอดเลือด.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่354.คอลัมน์บทความพิเศษ.ตุลาคม.2551.
  • มะนาว.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีธิราภา แสนเสนา นพดล กิตติวราฤทธิ์ มาลิน จุลศิริ รุ่งระวี เติมศิริฤกษ์กุล. ฤทธิ์ต้านเชื้อและฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ของสารสกัดจากผิวผลพืชตระกูลส้ม. โครงการพิเศษ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, 2536.
  • มะนาว.สมุนไพรที่ใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.disthai.com/
  • อรรถศิษฐ์  วงศ์มณีโรจน์.2553.คู่มือประกอบการฝึกอบรมโครงการปลูกมะนาวและการผลิตมะนาวนอกฤดู ดินและปุ๋ยสำหรับการปลูกมะนาวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน.นครปฐม.ไม้ผลเศรษฐกิจ.ฉบับที่102(251)/2552.วารสารเมืองไม้ผล.เทคนิคการปลูกมะนาวพันธุ์แป้นเกษตรดกพิเศษให้ออกในช่วงฤดูแล้ง.88-93 น.
  • Prabuseenivasan, S. et al. 2006. Invitro antibacterial activity of some plant essential oils. BMC Complement Altern Med 30(6):39
  • ประโยชน์ของมะนาวต่อการรักษาโรคได้ผลชัวร์หรือไม่.พบแพทย์ดอทคอม
  • อาจินต์ ปัญจพรรค์. ขุดทองในบ้าน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์อนงค์ศิลป์การพิมพ์, 2524.
  • Ross SA, El-Keltawi NE, Megalla SE. Antimicrobial acti

2

เพกา
ชื่อสมุนไพร เพกา
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน ลิ้นฟ้า , หมากลิ้นฟ้า (โคราช,เลย,ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) , มะลิดไม้ , มะลิ้นไม้ , ลิดไม้ (ภาคเหนือ) ,เบโก (นราธิวาส,ภาคใต้) ,หมากลิ้นช้าง , หมากลิ้นก้าง (ไทยใหญ่) ,กาโดโด้ง(กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) , ดอก๊ะ ,ดุมึง ,ด๊อกก๊ะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ,โชยเตี้ยจั้ง (จีน)
ชื่อสามัญ   Broken bone, Damocles tree, Indian trumpet flower, Indian trumpet tree
ชื่อวิทยาศาสตร์  Oroxylum indicum (L.) Vent.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Oroxylum indicum (L.) Kurz
สกุล             Bignoniaceae
ถิ่นกำเนิด เพกาเป็นพืชท้องถิ่นที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิมของทวีปเอเชีย ซึ่งพบในประเทศอินเดียรวมทั้งเอเซียอาคเนย์ เป็นครั้งแรก ในตอนนี้สามารพบได้หลายประเทศ ดังเช่น ประเทศอินเดีย เมียนมาร์ ไทย ลาว เขมร มาเลเซีย รวมถึง จีนตอนใต้ด้วย ซึ่งมักจะเจอเพกาตามป่าเบญจพรรณ และป่าชื้นทั่วๆไป ส่วนในประเทศไทยนั้นสามารถเจอเพกาได้ทุกภาคของประเทศ อย่างไรก็ตามสำหรับในการนำเพกามาทำเป็นอาหานั้น ดูเหมือนจะมีแต่ว่าคนไทยแค่นั้นที่นำมาบริโภค ส่วนประเทศอื่นๆนั้นไม่พบข้อมูลสำหรับในการนำมาบริโภคเป็นของกินอะไร
ลักษณะทั่วไป   เพกาเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกึ่งกลางรวมทั้งเป็นไม้ ครึ่งหนึ่งผลัดใบไหมผลัดใบ สูง 5-12 เมตร ขนาดลำต้นโดยประมาณ 10-30 ซม. เรือนยอดเล็ก กิ่งเปราะหักง่าย แตกกิ่งก้านน้อย ต้นที่มีอายุน้อยมีกิ่งใหญ่กึ่งกลางกิ่งเดียว เปลือกเรียบ มีใบเป็นกรุ๊ปตรงกลาง คล้ายกับต้นปาล์ม หลังจากมีดอก ลำต้นจะแยกเป็นกิ่งเกะกะ เปลือกต้น สีน้ำตาลครีมอ่อน หรือเทาอ่อน แตกเป็นสะเก็ดสี่เหลี่ยม รวมทั้งแผลของใบยาวถึง 150 ซม. เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากใบที่ร่วงไปแล้ว ลำต้นและกิ่งมีรูระบายอากาศ กระจายอยู่ทั่วๆไป เปลือกลำต้นเรียบสีเทา มีรอยแผลเป็น จากการหลุดตกของใบ ใบประกอบแบบขนนก 3 ชั้น ปลายคี่ ใบขนาดใหญ่ ยาว 60-200 ซม. เรียงตรงกันข้ามกันอยู่บริเวณปลายกิ่ง ใบย่อยรูปไข่ หรือรูปไข่แกมวงรี กว้าง 4-8 เซนติเมตร ยาว 6-12 เซนติเมตร ปลายยาว ขอบของใบเรียบ ฐานใบสอบแคบ ใบเกลี้ยง หรือมีขนสีขาวสั้นๆข้างล่าง ท้องใบนวล ก้านใบข้างบนสุดแยกออก 1 ครั้ง ก้านใบกลางแยก 2 ครั้ง และก็ก้านใบข้างล่างแยก 3 ครั้ง ทำให้มองเห็นใบทั้งสิ้นเป็นรูปสามเหลี่ยม  ก้านใบย่อยยาว 5-8 มิลลิเมตร ก้านใบข้าง รวมทั้งก้านใบร่วมโค้งพองออกที่ฐานแล้วก็ที่ข้อ ก้านใบยาว 0.5-2 เมตร ดอกช่อขนาดใหญ่แบบกระจะ ออกที่ปลายยอดเป็นกลุ่ม มีดอกย่อย 20-35 ดอก จะบานพร้อมกันคราวละ 2-3 ดอก ก้านช่อดอกยาว 60-180 เซนติเมตร ยื่นออกมานอกทรงพุ่มไม้ของยอด ดอกย่อยขนาดใหญ่ 8-12 ซม. กลีบสีนวลปนเขียวโคนกลีบเป็นหลอดสีม่วงแดง หรือม่วงข้างนอก หลอดกลีบยาว 2-4 เซนติเมตร รูปแตร กลีบดอกไม้หนา ขอบย่นย่อ ไม่มีพู หรือพูไม่เท่ากัน มีต่อมกระจัดกระจายอยู่ด้านนอก ภายในมีขนหนาแน่น ดอกบานตอนกลางคืน มีกลิ่นสาบฉุน และร่วงรุ่งอรุณ มักจะมีดอกและผลในกิ่งเดียวกัน เกสรตัวผู้ 5 อัน ชิดกับหลอดดอก โคนก้านมีขน เกสรตัวเมียมี 1 อัน กลีบเลี้ยงยาว 2-4 เซนติเมตร มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นรูปทรงกระบอก ปลายไม่แยกเป็นกลีบอย่างชัดเจน เมื่อเป็นผล กลีบเลี้ยงนี้จะเจริญรุ่งเรืองเป็นเนื้อแข็งมาก ผลเป็นฝัก แบน โค้งน้อยที่ฐาน มีสันเล็กๆที่ด้านข้าง คล้ายรูปลิ้น แขวนอยู่เหนือเรือนยอด กว้าง 6-10 เซนติเมตร ยาว 30-120 ซม. สีน้ำตาลเข้ม สีแดง ติดฝักยาก ฝักเป็นรูปกระบี่ เมื่อแก่จะแตกเป็น 2 ซีก เม็ดแบนสีขาว  ขนาด 4-8 ซม. มีปีกบางโปร่งแสง เยื่อนี้ช่วยทำให้เม็ดปลิวตามแรงลมให้ตกห่างต้นเพื่อขยายพันธุ์ได้ไกลขึ้น
การขยายพันธุ์ เพกาสามารถแพร่พันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด  โดยเลือกเม็ดจากฝักแก่ เปลือกฝักแห้ง มีสีดำ โดยให้เก็บฝักไว้สัก 2-3 เดือน ก่อนนำมาเพาะเม็ด เพราะว่าภายหลังจากฝักแก่ เม็ดเพกาจะเข้าสู่ระยะพักตัวอยู่ตอนหนึ่ง ถ้าหากนำเมล็ดมาเพาะในระยะหลังฝักแก่มักมีอัตราการงอกต่ำ โดยเหตุนี้ จึงทิ้งฝักไว้สักระยะหนึ่งก่อน
การเพาะเม็ด ควรจะเพาะในถุงเพาะชำ เพื่อย้ายต้นลงปลูกเอาไว้ในแปลงได้สบาย โดยนำเม็ดออกจากฝัก รวมทั้งตากแดดสัก 2-3 วันก่อน จากนั้นค่อยเอามาเพาะ  สำหรับอุปกรณ์เพาะ ควรจะใช้ดินผสมกับวัสดุอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก แล้วก็แกลบดำ แม้กระนั้นแม้ไม่สะดวกให้ใช้เพียงปุ๋ยหมักอย่างเดียวก็ได้ โดยใช้อัตราส่วนดิน:ปุ๋ยหมัก:แกลบดำ ที่ 1:3:1 ก่อนใส่ลงถุงเพาะชำ หลังจากนั้น นำเมล็ดลงกลบ รวมทั้งรดน้ำให้เปียกแฉะ กับดูแลด้วยการรดน้ำเป็นประจำทุกวี่ทุกวัน ขั้นต่ำวันละ 1 ครั้ง จนกระทั่งต้นจะงอก และก็แตกใบได้ 2 ข้อ ก่อนย้ายลงปลูกลงในแปลง  การปลูกเพกานิยมนำมาปลูกในต้นหน้าฝน เมื่อต้นกล้าแตกยอดได้ 2 ข้อแล้ว ให้นำกล้าเพกาลงปลูกได้ สำหรับระยะปลูกให้มีระยะห่างที่ 4×4 เมตร โดยการขุดหลุมขนาดโดยประมาณ 30 เซนติเมตร ลึกโดยประมาณ 30 ซม. ก่อนที่จะรองตูดหลุมด้วยปุ๋ยมูลสัตว์ราวๆ 3-5 กำ และปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 โดยประมาณ 1 จับมือ พร้อมคลุกหน้าดินผสม ก่อนที่จะนำกล้าเพกาลงปลูก
ส่วนประกอบทางเคมี
ในฝักเจอสาร Oroxylin A , Chrysin     ,Baicalein , Triterpene  , Carboxyliv acid , Ursolic acid
ในเมล็ดพบสาร Flavonoids , Chrysin , Oroxylin A ,Terpene , Baicalein , Saponins , Benzoic acid  , 6-Glucoside , Tetuin
สำหรับองค์ประกอบของน้ำมันของเมล็ดเจอสาร
Caprylic, Lauric  , Myristic ,Palmitic ,Palmotoleic ,Stearic ,Oleic , Linoleic acid
ในใบพบสาร Flavones  ,Baicalein ,Glycosides ,6,7-Glucuronides,7-Glucuronides , Chrysin , Scutellarein , Anthraquinone , Aloe emodin
ส่วนของลำต้นเจอสาร Oroxylin A  ,Baicalein  ,Chrysin ,7-Glucuronides, Biochanin A ,Ellagic acid , Puunetin ,B-sitosterols ,b-Methylbailein  ,Lapachol
ส่วนรากพบสาร  Oroxylin A  ,  Baicalein , Chrysin, Pterocarpan , Rhodioside  ,D-Galatose ,Sitosterol
ที่มา : wikipedia
ส่วนค่าทางโภชนาการของเพราะนั้นมีดังนี้
คุณค่าทางโภชนาการในยอดอ่อนเพกา (100 กรัม) พลังงาน 101 กิโลแคลอรี โปรตีน 6.4 กรัม ไขมัน 2.6 กรัม คาร์โบไฮเดรต 13.0 กรัม วิตามินบี1 0.18 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.69 มิลลิกรัมรวมทั้งวิตามินบี3 2.4 มิลลิกรัม  ฝักอ่อนของเพกา (ต่อน้ำหนัก 100 กรัม) วิตามินซี 484 มก. วิตามินเอ 8,200 มิลลิกรัม แคลเซียม 13 มก., ฟอสฟอรัส 4 มก., โปรตีน 0.2 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 14 กรัม, ไขมัน 0.5 กรัม, เส้นใย 4 กรัม
ผลดี/คุณประโยชน์  คุณประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากเพกานั้นโดยมากนิยมเอามารับประทานเป็นอาหาร เป็นต้นว่า ฝักอ่อน อายุฝักราวๆ 1 เดือน (ที่ขนาดไม่ใหญ่มากนัก สามารถใช้เล็บมือจิกลงไปได้) จัดเป็นผักท้องถิ่นที่นิยมเอามารับประทานด้วยการลวกหรือปิ้งไฟ คู่กับน้ำพริก รายการอาหารลาบต่างๆรวมทั้งซุปหน่อไม้ ซึ่งฝักอ่อนนี้ เมื่อรับประทานจะมีรสขมอ่อนๆทั้งนี้ การย่างไฟ นิยมปิ้งไฟจากเตาถ่าน แต่บางทีอาจปิ้งจากไฟลุกไหม้ก็ได้ โดยย่างให้เปลือกฝักอ่อนร้อน แล้วก็อ่อนตัวกระทั่งไหม้เกรียมเป็นสะเก็ดดำ หลังจากนั้นค่อยขูดสะเก็ดดำออก ก่อนนำมาหั่นรับประทาน    ใบ แล้วก็ยอดอ่อน ราษฎรนิยมนำมากินดิบหรือลวกหรือปิ้งไฟ คู่กับน้ำพริก ซุปหน่อไม้ และเมนูลาบต่างๆรวมถึงนำมาผัดใส่กุ้ง หรือยำใส่กระเทียมเจียว ทั้งนี้ ใบอ่อน และก็ยอดอ่อน มักไม่นิยมเด็ดมารับประทานมากสักเท่าไรนัก เนื่องจากจำเป็นต้องให้ยอดเติบโต และก็ติด ดอกบานนิยมนำมาลวกเท่านั้น เนื้อดอกเมื่อลวกแล้วจะมีความนิ่ม และให้รสขมน้อยกว่าฝักอ่อน แล้วก็ยอดอ่อน ถือได้ว่าเป็นส่วนที่อร่อยมากที่สุด และมักจะใช้สำหรับกินคู่กับน้ำพริก ส่วนการใช้ผลดีอื่นๆนั้น ยกตัวอย่างเช่น แก่นไม้เพกา ในบางพื้นของภาคอีสาน นิยมใช้เผาถ่านสำหรับทำผงถ่านผสมทำดินปืนหรือดินบั้งไฟ ทั้งนี้ สามารถเผาเป็นถ่านได้ในรูปไม้สด เพราะเหตุว่าเนื้อไม้สดค่อนข้างจะแห้งอยู่แล้ว และก็เผาในรูปท่อนไม้แห้ง ซึ่งเผาได้ง่ายกว่า แต่ตอนนี้ ไม่ค่อยนิยมแล้ว เนื่องจาก ต้นเพกาในอีสานหายากขึ้น และหันมาใช้ไม้ยูคาลิปตัสแทน ส่วนฝักเพกาแก่ นิยมนำมาตากแห้ง แล้วก็ส่งออกเมืองนอกเพื่อใช้ทำยาสมุนไพร สามารถทำรายได้ให้แก่เกษตรกรได้ นอกนั้นชาวเขายังใช้เปลือกต้นเพกาย้อมผ้าให้ได้สีเขียวอีกด้วย
ยิ่งกว่านั้นเพกายังมีสรรพคุณทางยาอีกด้วย ดังนี้  ตำราเรียนยาไทย  ใช้  เมล็ด ต้มน้ำกิน แก้ไอและก็ขับเสลด ใช้เป็นยาระบาย เมล็ดแก่ มีรสขม เป็นยาระบาย แก้ไอ ขับเสมหะ เมล็ดแห้ง ทำน้ำจับเลี้ยงแก้ร้อนใน อยากดื่มน้ำ ฝักแก่ มีรสขมรับประทานได้ แก้ร้อนในอยากดื่มน้ำ ช่วยเจริญอาหาร หยุดไอ ฝักอ่อน มีรสขมร้อน ใช้เป็นยาขับลม
ใบ มีรสฝาดขม ต้มน้ำดื่มแก้ปวดท้อง เจริญอาหาร แก้ปวดข้อต่างๆ
เปลือกต้น -รสฝาดเย็น รวมทั้งขมนิดหน่อย เป็นยารักษาแผล ทำน้ำเหลืองให้ปกติ ขับน้ำเหลืองเสีย ขับเลือดดับพิษเลือด บำรุงโลหิต แก้เสมหะจุกคอ ขับเสมหะ แก้บิด แก้อาการจุกเสียด
ราก   มีรสฝาดเย็น ขมบางส่วน ใช้บำรุงธาตุ ทำให้เกอดน้ำย่อยอาหาร เจริญอาหาร   แก้ท้องร่วง แก้บิด แก้ไข้สันนิบาต
เพกาอีกทั้ง 5    ได้แก่การใช้ส่วนราก ใบ ดอก ผล ต้น รวมกันจะมีรสฝาดเย็น มีคุณประโยชน์รักษาแผล แก้อักเสบบวม แก้ท้องร่วง บำรุงธาตุ แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ไข้เพื่อลม เพื่อเลือด

รูปแบบ/ขนาดการใช้
ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข      นำเปลือกต้นฝนกับน้ำปูนใสทาแก้อาการบวม บวมช้ำ แล้วก็ อักเสบ  หรือนำเปลือกเพกาฝนทารอบๆฝีแก้ปวดฝี        เปลือกต้นตำผสมกับสุรา     ใช้เป็นยากวาดประสะพิษซางเด็กรูปแบบเม็ดเหลือง      แก้ละอองขึ้นในปาก คอลิ้น แก้ละอองไข้     ใช้ฉีดพ่นเรียกตัวคนคลอดบุตรที่ทนการอยู่ไฟมิได้ ทำให้ผิวหนังชา     ทารอบๆฝี แก้ปวดฝีทาแก้อาการฟกบวมอักเสบ  เปลือกต้นสดตำผสมกับน้ำส้ม  (ซึ่งได้จากรังมดแดง) หรือเกลือบก    รับประทานขับลมในไส้ แก้จุกเสียด แก้บิด แก้อ้วกไม่หยุด    รับประทานแก้เสมหะจุกคอ (ขับเสลด) ขับเลือดเน่าในเรือนไฟ บำรุงเลือด
นอกนั้น ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ด้วยการใช้เปลือกเพกา เปลือกต้นไข่เน่า ใบไข่เน่า แก่นลั่นทม บอระเพ็ด ใบเลี่ยน รากต้นหญ้าค้าง รวม 7 อย่าง น้ำหนักอย่างละ 2 บาท นำมาต้มกับน้ำดื่มทีละ 1 แก้วเล็ก ก่อนรับประทานอาหาร ยามเช้ารวมทั้งเย็น  ช่วยแก้และก็บรรเทาอาการไอ และขับเสมหะโดยใช้เม็ดแก่เพกาโดยประมาณครึ่งกำมือถึงหนึ่งกำมือ (1.5 – 3 กรัม) ใส่เอาไว้ภายในหม้อที่เติมน้ำ 300 มล. แล้วต้มไฟอ่อนๆจนถึงเดือดราวๆ 1 ชั่วโมง แล้วนำมาดื่มทีละ 1 แก้ว รุ่งเช้า กลางวัน เย็น จวบจนกระทั่งอาการจะดียิ่งขึ้น  แก้โรคไส้เลื่อน ด้วยการใช้เปลือกต้นเพกา รากเขยตาย ต้นหญ้าตีนนก นำมาตำรวมกันอย่างละเอียด แล้วนำไปละลายกับน้ำข้าวเช็ด ใช้ขนไก่ชุบพิง เอามาทาลูกอัณฑะ
การเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ     ฟลาโวนอยด์ที่สกัดจากเพกาสามารถลดการอักเสบในเท้าของหนูเม้าส์ที่ถูกรั้งนำให้บวมด้วย dextran และก็จะส่งผลลดบวมมากยิ่งขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับ a-chymotrypsin  สารสกัดจากเปลือกต้นเพกามีฤทธิ์ลดการอักเสบในหนูที่ถูกกระตุ้นให้เกิดการอักเสบด้วยอัลบูมินจากไข่  ฟอร์มาลิน รวมทั้งฮีสตามีน แม้กระนั้นไม่มีผลในหนูที่ถูกกระตุ้นด้วยซีรัมจากม้า หรือไซลีน (xylene)  นอกนั้นยังพบว่าสารสกัดจากเปลือกมีฤทธิ์ลดการแพ้ในหนูที่กระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ได้มากกว่าหนูปกติ
           จากการศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์ต้านการอักเสบในหลอดทดลอง พบว่าสารสกัดจากเปลือกต้นเพกามีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบโดยยั้งสารภายในร่างกายที่ก่อให้เกิดการอักเสบหมายถึงPGE2 รวมทั้ง NF-kB รวมทั้งยังออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเมื่อทดลองด้วยการยับยั้งขั้นตอนออกซิเดชันของไขมัน (lipid-peroxidation)  นอกจากนั้นยังพบว่าสารสกัดด้วยไดคลอโรมีเทนจากเปลือกต้น รวมทั้งรากมีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยยั้งเอนไซม์ 5-lipoxygenase และก็พบว่าสาร lapachol ที่สกัดได้จากเปลือกต้นรวมทั้งรากของเพกาก็มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ 5-lipoxygenase ได้เหมือนกัน โดยมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับ fisetin ซึ่งใช้เป็นสารมาตรฐานสำหรับการทดลองฤทธิ์ต้านการอักเสบ  ยิ่งไปกว่านี้ยังพบว่าสารสกัดด้วยน้ำจากเปลือกยังสามารถลดการอักเสบได้โดยลดการหลั่งเอนไซม์ myeloperoxidase
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรียแล้วก็แก้ท้องเสียสารสกัดไดคลอโรมีเทนของเปลือกต้น แล้วก็รากของเพกา มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียได้หลายสายพันธุ์เช่น Bacillus subtilis, Staphylococcus aureus, Escherichia coli แล้วก็ Pseudomonas aeruginosa และก็ยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อราCandida albicans แล้วก็เจอสาร lapachol ที่สกัดได้จากเปลือกต้นและก็รากของเพกา มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อ B. subtilis แล้วก็ S. aureus ได้เท่ากันกับยา streptomycin  สารสกัดเพกาทั้งต้นด้วยการต้ม ไม่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย Salmonella typi type 2 (ค่า MIC พอๆกับ 125 มิลลิกรัม/มล.) แต่มีฤทธิ์อย่างอ่อนต่อเชื้อ Staphylococcus aureus (ค่า MIC เท่ากับ 15.13 มก./มิลลิลิตร) (2) สารสกัดจากฝักด้วยเอทานอล (80%) ขนาด 12.5 มิลลิกรัม/มล. มีฤทธิ์ไม่แน่นอนต่อเชื้อ S. aureus แล้วก็ Escherichia coli
สำหรับสารสกัดจากตำรับยาเหลืองปิดสมุทรซึ่งมีเปลือกเพกาเป็นส่วนประกอบ รวมทั้งใช้ทุเลาอาการท้องเสียที่มิได้เป็นผลมาจากการต่อว่าดเชื้อ พบว่ามีฤทธิ์ลดอาการท้องร่วงในหนูเม้าส์ที่ทำให้ท้องเสียด้วยน้ำมันละหุ่ง และก็มีฤทธิ์ยั้งการเคลื่อนไหวของกล้ามเรียบในลำไส้เล็กขิงหนูตะเภา  นอกเหนือจากนั้นยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ส่งผลให้เกิดอุจจาระร่วง 6 สายพันธุ์ในหลอดทดสอบ คือ Bacillus cereus ATCC 14579, Escherichia coli ATCC 25922, Salmonella typhimurium ATCC 11331, Shigella flexneri  DMSC 1130, Staphylococcus aureus ATCC 25923, Vibrio parahaemolyticus DMST 5665 แล้วก็ แบคทีเรียที่แยกได้จากอาหาร ขึ้นรถสกัดด้วยน้ำจะออกฤทธิ์ดีมากยิ่งกว่าสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์แล้วก็สารสกัดของสมุนไพรโดดเดี่ยวแต่ละจำพวกที่เป็นองค์ประกอบในตำรับยานี้
ฤทธิ์ต้านการหดเกร็งกล้าม  สารสกัดฝักเพกาด้วยเอทานอลและก็น้ำ (1:1) มีฤทธิ์ต้านการหดเกร็งของกล้ามเนื้อลำไส้เล็ก เมื่อทำทดลองในหนูตะเภาที่ถูกทำให้มีการเกิดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อส่วนลำไส้เล็กด้วย acetylcholine และ histamine
ฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ การศึกษาใช้สารสกัดจากใบเพกาสำหรับเพื่อการต้านสารอนุมูลอิสระ DDPH แล้วก็ยับยั้งสารอนุมูลอิสระ Nitric Oxide พบว่า สารสกัดสามารถออกฤทธิ์ยับยั้งในค่า IC50 = 24.22 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร รวมทั้ง ค่า IC10 = 129.81 ไมโครกรัม/มล. ของสารทั้ง 2 เป็นลำดับ
ฤทธิ์ต้านมะเร็ง การเล่าเรียนทดลองสารสกัดจากเพกาชื่อ Baicalein สำหรับเพื่อการต้านทานเซลล์ของมะเร็ง HL-60 พบว่า สาร Baicalein สามารถยับยั้งเซลล์ของมะเร็ง HL-60 ได้มากกว่าปริมาณร้อยละ 50 ด้านใน 36-48 ชั่วโมง
การเรียนรู้ทางพิษวิทยา
การทดลองความเป็นพิษ มีการทดลองกรอกสารสกัดรากเพกาด้วยน้ำร้อนแก่หนูเพศผู้ในขนาด 1 โมล/กิโลกรัม มีกล่าวว่านำมาซึ่งพิษ Dhar แล้วก็คณะ ทำการทดสอบฉีดสารสกัดฝักเพกาด้วยเอทานอลและก็น้ำ (1:1) และก็สารสกัดรากเพกาด้วยเอทานอลและน้ำ (1:1) เข้าช่องท้องหนู พบว่าสารสกัดในขนาดสูงสุดที่หนูสามารถทนได้ (maximum tolerated dose)หมายถึง100 มก./กิโลกรัม แล้วก็ 1 กรัม/กิโลกรัม เป็นลำดับ (4) ธีระยุทธ ได้กระทำการทดลองความเป็นพิษรุนแรงของสารสกัดเปลือกเพกาด้วยเอทานอล (70%) โดยการฉีดเข้าท้องแล้วก็กรอกลงกระเพาะหนูถีบจักรในขนาด 100 มิลลิกรัม/กก.น้ำหนักตัว พบว่าสารสกัดไม่ก่อให้เกิดพิษกระทันหันในหนู แล้วก็เมื่อทดลองความเป็นพิษรุนแรงโดยใช้สารสกัดในขนาดสูงขึ้นหมายถึง400 รวมทั้ง 800 มก./กิโลกรัมน้ำหนักตัว พบว่าสารสกัดไม่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดพิษฉับพลันเมื่อให้โดยการกรอกลงกระเพาะหนู แต่ส่งผลให้เกิดพิษรุนแรงได้เมื่อฉีดเข้าท้องในขนาด 800 มิลลิกรัม/โล สำหรับความเป็นพิษกึ่งรุนแรงของสารสกัด พบว่าเมื่อกรอกสารสกัดลงกระเพาะหนูถีบจักรในขนาด 400 แล้วก็ 800 มก./กก.น้ำหนักตัว แต่ละวันเป็นเวลา 30 วัน  พบว่าไม่ก่อให้เกิดพิษฉับพลันในหนู
แล้วก็เมื่อป้อนสารสกัดจากตำรับยาเหลืองปิดสมุทรขนาด 5 กรัม/กิโล ครั้งเดียวให้หนูแรท ดูการกระทำภายใน 14 วัน ไม่พบพิษแบบฉับพลันแล้วก็ความแปลกของอวัยวะภายใน แล้วก็เมื่อให้สารสกัดขนาด 1, 2 และก็ 4 กรัม/กก./วัน แก่สัตว์ทดลองต่อเนื่องกันเป็นเวลา 90 วันไม่พบพิษแบบครึ่งหนึ่งเรื้อรัง ไม่เจอความแตกต่างจากปกติของน้ำหนักตัว ค่าตรวจทางโลหิตวิทยา และทางชีวเคมี แล้วก็การเปลี่ยนแปลงในพยาธิวิทยาของอวัยวะภายใน  สำหรับตำรับยารักษาโรคมะเร็งที่มีเพกา ชุมเห็ดเทศ (Senna alata (L.) Roxb.) และก็ยาเขียว (Thunbergia laurifolia Lindl.) ซึ่งออกฤทธิ์ต้านทานโรคมะเร็งในหลอดทดสอบ ก็พบว่ามีความปลอดภัยสำหรับการทดสอบความเป็นพิษแบบทันควันในสัตว์ทดสอบ
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ จากการทดลองฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ โดยวิธี Ames’ test จากผลของการทดสอบพบว่าสารสกัดในขนาดสูงสุดที่ทำงานทดลอง (2 มิลลิกรัม/จานเพาะเชื้อ) กับ Salmonella typhimurium สายพันธุ์ TA98 และก็ TA100 พบว่าไม่มีคุณสมบัติสำหรับเพื่อการส่งผลให้เกิดการ กลายพันธุ์ อมรศรี รวมทั้งแผนก พบว่าสารสกัดเพกาที่ได้จากการต้มมีฤทธิ์ต่อต้านการกลายพันธุ์ เมื่อทดสอบโดยวิธี Ames’ test
การคาดคะเนความเป็นพิษของสารสกัดจากเพกาโดยแนวทาง somatic mutation and recom bination test ในแมลงหวี่ พบว่าสารสกัดเพกาในขนาด 120 มก./มล. สามารถนำไปสู่ somatic mutation ได้  โดยพบว่าแมลงหวี่ที่ได้รับสารสกัดมีปริมาณจุดบนปีกลดน้อยลง เมื่อเปรียบเทียบกับแมลงหวี่กรุ๊ปควบคุม แล้วก็มีรายงานว่าส่วนสกัดอัลกอฮอล์ของเพกาเมื่อเอามาทำปฏิกิริยากับเกลือไนไตรท์ในสถานการณ์โอบล้อมที่เป็นกรดแล้วเอามาทดสอบการกลายพันธุ์ พบว่าผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นมีฤทธิ์ก่อการกลายพันธุ์
ข้อเสนอ/ข้อควรระวัง

  • หญิงตั้งท้องไม่ควรกินฝักอ่อนของเพกา เพราะเหตุว่ามีฤทธิ์ร้อน โดยอาจทำให้แท้งลูกได้
  • ควรระวังสำหรับเพื่อการใช้เพการ่วมกับยากลุ่มต้านการแข็งตัวของเกร็ดเลือด ดังเช่นว่า แอสไพริน (aspirin) ,วาฟาริน (warfarin) , สารสกัดแปะก๊วย (Ginko biloba)
  • เพกาเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนอาจจะก่อให้เกิดผลใกล้กันได้ เช่น มีการเคืองกระเพาะได้
เอกสารอ้างอิง

  • ธีระยุทธ กลิ่นสุคนธ์.  รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน (ครั้งที่ 1): โครงการย่อย “การวิจัยด้านพิษวิทยา”.  การสัมมนาเรื่อง “การพัฒนาการใช้สมุนไพรทางคลินิก และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสมุนไพร ที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน” 26-27 ก.พ. 2530, มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • เพกา.สมุนไพรทีใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • จีรเดช มโนสร้อย วรพงษ์ กิจดำรงธรรม ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ อรัญญา มโนสร้อย. การทดสอบความเป็นพิษแบบเฉียบพลันของสารสกัดตำรับยารักษาโรคมะเร็งที่คัดเลือกจากฐานข้อมูลตำรายาสมุนไพรไทย มโนสร้อย 2. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 2553;8(2):54.
  • อมรศรี ช่างปรีชากุล อริศรา เวชกัลยามิตร มาลิน จุลศิริ ปัญญา เต็มเจริญ.  การต้านสารก่อกลายพันธุ์ของสารสกัดน้ำจากพืช สมุนไพรชนิดที่สามารถนำมาปรุงเป็นเครื่องดื่ม. Special project, Faculty of pharmacy, Mahidol university,1991.
  • เพกา.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหิทยาลัยอุบลราชธานี
  • Ali RM, Houghton PJ, Raman A, Hoult JRS.  Antimicrobial and antiinflammatory activities of extracts and  constituents of Oroxylum indicum (l.) Vent.  Phytomedicine 1988;5(5):375-81.
  • เพกา.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ป่วยติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • อุดมการณ์ อินทุใส และปาริชาติ ทะนานแก้ว . สมุนไพรไทย ตำรับยา บำบัดโรค บำรุงร่างกาย.2549.
  • ธีระยุทธ กลิ่นสุคนธ์.  รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน (ครั้งที่ 2): โครงการย่อย “การวิจัยด้านพิษวิทยา”.  การสัมมนาเรื่อง “การพัฒนาการใช้สมุนไพรทางคลินิกและการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน” 26-27 ก.พ. 2530, มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • เพกา/ลิ้นฟ้า สรรพคุณและการปลูกเพกา.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อพิชเกษตรไทย http://www.disthai.com/
  • นพมาศ สุนทรเจริญนนท์. การพัฒนาตำรับยาแผนโบราณเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน. การสัมมนาเรื่อง “การเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านสมุนไพรสู่ระดับอุตสาหกรรม ครั้งที่ 2”, 19-20 มีนาคม ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ, 2552.
  • ขวัญฤทัย คำฝาเชื้อ.2551.พฤกษศาสตร์พื้นบ้านของชาวกะเหรี่ยง ที่ตำบลบ้านจันทร์และแจ่มหลวง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ .วิทยานิพนธ์(วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.271 หน้า
  • Glinsukon T. Toxicological report. Symposium on Development of Medicinal Plants for Tropical Diseases, 26-27 February, Bangkok, Thailand, 1987. p.110-4.
  • เพกา.กลุ่มยาแก้โรคบิด ท้องเดิน ท้องร่วง โรคกระเพาะ.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด .โครงการอนุรักษ์พันธุกรมมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพฯรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี.
  •   Siriwatanametanon N, Fiebich BL, Efferth T, Prieto JM, Heinrich M. Traditional Used Thai Medicinal Plants: In Vitro Anti-inflammatory, anticancer and Antioxidant Activities. J Ethnopharmacol 2010; 130:196-207.
  • Golikov PP, Brekhman II. Pharmacological study of a liquid extract from the bark of Oroxylum indicum.  Rastit, Resur 1967; 3(3): 446.
  • พัฒน์ สุจำนงค์.  ตำรายาไทย-จีนยากลางบ้าน ยาสมุนไพร และยาแผนโบราณ.  ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แพร่วิทยา, 2524. หน้า 363.
  •   Chen CP, Lin CC, Namba T.  Development of natural crude drug resources from Taiwan. (VI). In vitro studies of the inhibitory effect on 12 microorganisms.  Shoyakugaku Zasshi 1987; 41(3):215-25.
  • แก้ว กังสดาลอำไพ วรรณี โรจนโพธิ์. การประเมินฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของสมุนไพรไทยในรูปของยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข และสมุนไพรบางชนิด โดยวิธีเอมส์เทสต์. รายงานผลการวิจัยเอกสารด้านการแพทย์แผนไทยโดยศูนย์ประสานงาน การพัฒนาการแพท

3

เห็ดหลินจือ
รู้เรื่องมะเร็งโรคมะเร็งเป็นอย่างไรมีเหตุต้นสายปลายเหตุ กลไกลการกำเนิดลักษณะของการมีอาการโรคมะเร็ง โรคมะเร็งที่พบย่อยไม่ว่าจะเป็น ปากมดลูกโรคมะเร็งตับ ปอด แล้วจะคุ้มครองปกป้องได้ไหม รักษายังไง
สมุนไพร-เห็ดหลินจือ[/b] โรคมะเร็ง ( Cancer1 ) พบได้ในทุกเพศทุกวัยตั้งแต่ตอนแรกกำเนิดไปจนถึงผู้สูงวัย โดยมากจะเจอในอายุตั้งแต่ 50 ขึ้นไปส่วนในเด็กพบน้อยกว่าผู้ใหญ่ราว 10 เท่า เดี๋ยวนี้ว่าผู้คนจำนวนมากจะเริ่มหันมาใสใจในสุขภาพเกี่ยวกับร่างกายเห็ดหลินจือของตนเองกันเยอะขึ้นเรื่อยๆ แต่ว่าเหล่าเชื้อโรคต่างๆก็พัฒนาตัวเองขึ้นมาอย่างไม่หยุดยั้งเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่เรียกว่าเป็นโรคยอดฮิตที่ผู้คนเป็นกันเยอะๆมากกว่าโรคติดต่อ
โรคมะเร็งเป็น โรคของเซลล์ ที่มีการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติเปลี่ยนเป็นก้อนโรคมะเร็งซึ่งสามารถบุกรุง ทำลายเนื้อเยื่อใกล้เคียงแล้วก็กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆได้โรคซึ่ง (เห็ดหลินจือ)โรคซึ่งกำเนิดมีเซลล์เกิดมีเซลล์เปลี่ยนไปจากปกติภายในร่างกาย แล้วก็เซลล์เหล่านี้มีการเจริญเติบโตรวดเร็วเกินปกติ ร่างกายควบคุมมิได้ ด้วยเหตุนี้เซลล์กลุ่มนี้ก็เลยเจริญลุกลามรวมทั้งแพร่ได้ทั่วร้างกายทำให้เซลล์ปกติของสมอง ไต กระดูก และไขกระดูก
ต้นเหตุแล้วก็ปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็ง
เห็ดหลินจือ-สำหรับต้นเหตุที่ทำให้ผู้คนต่างป่วยด้วยโรคมะเร็งกันมากขึ้นเกิดขึ้นจากทั้งปัจจัยภายใน คือ
1.ปัจจัยภายนอก
-ผู้ที่ติดเชื้อเชื้อไวรัสตับอักเสบบี  มักกำเนิดในคนที่ไม่นิยมที่ไม่นิยมกินร้อนช้อนกลาง โดยอาจติดจากทางเรือลายสำหรับการทานอาหารร่วมกัน
-การต่อว่าดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ ในกรณีที่ถูกใจรับประทานอาหารแบบดิบๆหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ
-คนที่ชอบดื่มเครื่องดือแอลกอฮอล์เป็นความรู้สึกนึกคิด รวมทั้งคนที่สูบบุรีบ่อยๆ
-คนที่เคยผ่านการฉายรักสีเอกซเรย์
สารอะฟลาทอกซินที่แปดเปื้อนอยู่ในของกินและเครื่องดื่มที่เรารับประทานกันทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพวกพริกแห้ง ถั่ว
-สารก่อมะเร็งในของกินชนิดปิ้ง ย่าง ทอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ปิ้งหรือปิ้งจนกระทั่งไหม้เกรียม หรือเนื้อที่ทอดโดยใช้น้ำมันบ่อยๆวันแล้ววันเล่า
-สารไฮโดรคาร์บอน เป็นสารเคมีที่นำมาใช้ในการถนอมอาหารอย่างไนโตซามิน ซึ่งเป็นสีย้อมผ้าที่นำมาผสมอาร
2.ปัจจัยภายใน
-เห็ดหลินจือมีสาเหตุมาจากความคิดแตกต่างจากปกติภายในร่างกาย อาทิเช่น เด็กไม่สมประกอบแต่กำเนิด ซึ้งเป็นความไม่ปกติทางพันธุกรรม
-ร่างกายมีภูมิต้านทานขาดตกบกพร่องหรือขาดสารอาหารบางสิ่งบางอย่าง ยกตัวอย่างเช่น พวกวิตามินเอ หรือ ซี
ซึ่งจะเห็นได้ว่าโรคมะเร็งโดยมากนั้นเกิดขึ้นจากปัจจัยภายใน นั้นมีความหมายว่าพวกเราสามารถป้องกันการก่อมะเร็งได้มากพอสมควร ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับความประพฤติรวมทั้งระเบียบวินัยการเลือกปฎิบัติของพวกเราเป็นหลัก และก็ความรู้ในเรื่องของสารก่อมะเร็งด้วย
เห็ดหลินจือ-ไม่มีอาการเฉพาะโรคมะเร็ง แม้กระนั้นเป็นอาการเหมือนกับการอักเสบเยื่อ/อวัยวะที่เป็นมะเร็ง โดยที่ต่างกันเป็นมักเป็นอาการที่ห่วยแตกลงเรื่อยและเรื้อรัก เพราะฉะนั้นเมื่อมีลักษณะอาการต่างๆนานเกิน 1 – 2 สัปดาห์ จะต้องรีบเจอหมอ อย่างไร ก็ตาม อาการที่น่าสงสัยว่าเนมะเร็ง ได้
-มีก้อนเนื้อโตเร็ว หรือ มีแผลเรื้อรังไม่หายภายใน 1-2 อาทิตย์ ภายหลังจากการดูแลตัวเองในพื้นฐาน
-มีต่อมน้ำเหลืองโต คลำเ ชอบแข็งไม่เจ็บ แล้วก็โตขึ้นเรื่อยๆ
-ไฝ ปาน หูด ที่โตเร็วกว่าปกติ หรือเป็นแผลแตก
-หายใจ กรือ มีกลิ่นปากร้ายแรงจากที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
-เลือดกำเดาออกเรื้อรัง มักออกเพียงแต่ฝ่ายเดียว (อาจออกทั้งสองข้างได้)
-ไอเรื้อรัง เรือ ไอเป็นเลือด
-มีเสมหะ น้ำลาย หรือเสลดผสมเลือดหลายครั้ง
-อาเจียนเป็นเลือด
-ฉี่เป็นเลือด
-เยี่ยวบ่อยมาก ขัดลำ ปัสสาวะเล็ด โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
-อุจจาระเป็นเลือด  มูก หรือเป็นมูกเลือด
-ท้องผูก สลับท้อง โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
สมุนไพร เห็ดหลินจือ-มีเลือดออกทางช่องคลอดไม่ดีเหมือนปกติ หรือ มีรอบเดือนไม่ดีเหมือนปกติ หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดในวัยหมดประจำเลือดหรือข้างหลังมีเซ็กส์ทั้งๆที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
-ท้องเฟ้อ ท้องเฟ้อ แน่ อึดอัดท้อง โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
-เป็นไข้ต่ำๆหามูลเหตุไม่ได้
-มีไข้สูงบ่อยมาก หามูลเหตุมิได้
-มีไข้สูงบ่อยมาก หาปัจจัยไม่ได้
-ผอมลงมากใน 6 เดือน น้ำหนักลดจากเดิมเป็น 10%
-มีจ้ำช้ำเลือดง่าย หรือ มีจุดแดงเหมือนไข้เลือดออกตามผิวหนังบ่อย
-ปวดหัวรุนแรงเรื้อรัง หรือ แขน/ขาอ่อนแรง หรือ ชัก โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
-ปวดหลังเรื้อรัง และปวดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอาร่วมกับ แขน/ขาอ่อนแรง

สัญญาณอันตราย 7 ประการ ที่ควรจะรีบมาพบหมอ
เห็ดหลินจือ-มีเลือดหรือเรื่องผิดปกติออกจากร่างกาย ยกตัวอย่างเช่น มีตกขาวมากเหลือเกิน
-มีก้อนเลือดหรือตุ่ม เกิดขึ้นที่แห่งใดอันดับแรกของร่างกายและก็ก้อนนั้นโตเร็วเปลี่ยนไปจากปกติ
-มีแผลเรื้อรัง
-มีการถ่ายอุจจาระ เยี่ยว ไม่ปกติหรือแปรไปจากเดิม
-เสียงแหบ ไอเรื้อรัง
-กลืนของกินตรากตรำ ไม่อยากอาหาร น้ำหนักลด
สมุนไพร-มีการเปลี่ยนแปลงของหูด ไฝ ปาน เช่น โตเปลี่ยนไปจากปกติ ควรรีบมาเจอหมอ
รายชื่อโรคมะเร็งที่มักพบ
1.มะเร็งตับ
2.โรคมะเร็งปอด
3.มะเล็งเม็ดเลือดขาว
4.มะเร็งสมอง
5.มะเร็งปากมดลูก
6.โรคมะเร็งลำไส้
7.มะเร็งกล่องเสียง
8.มะเร็งผิวหนัง
9.มะเร็งรังไข่
10.โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
11.มะเร็งต่อมลูกหมาก
12.โรคมะเร็งเต้านม
13.โรคมะเร็งกระเพาะ
14.มะเร็งกระดูก
15.มะเร็งหลอดของกิน
16.มะเล็งลิ้น
17.มะเร็งช่องปากและลำคอ
18.โรคมะเร็งท่อน้ำดีและถุงน้ำดี
19.โรคมะเร็งหลอดลม
20.มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
21.มะเร็งตับอ่อน
22.มะเร็งไต
23.โรคมะเร็งไทรอย์
24.โรคมะเร็งโรงจมูก
สมุนไพร-เห็ดหลินจือ[/b] จะมองเห็นได้ว่าโรคมะเร็งนั้นเป็นโรคอันตรายซึ่งสามารถป้องกันให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งได้ ดังนี้ข้นอยู่กับการกระทำระเบียบวินัยของทุกคนเป็นหลักว่าจะสามารถใคร่ครวญในอ่อนของกินกินได้มากน้อยเพียงใด เพราะว่าสาเหตุของโรคมะเร็งจำนวนมากนั้นมีต้นเหตุจากการรับประทานอาหาร เราจึงควรเลือกรับประทานอาหารซึ่งมีก็เพียงแต่คุณค่าแล้วก็คุณประโยชน์ทางโภชนาการและก็ความสะอาดโดยไม่มีการแปดเปื้อนของสารเคมีต่างๆเพื่อห่างไหลกลจากโรคร้ายอย่างโรคมะเร็ง

Tags : เห็ดหลินจือแดง,สารสกัดเห็ดหลินจือ

4

เห็ดหลินจือ
สมุนไพร เพื่อนๆบางคนอาจสงสัยว่าโรคตับที่เห็ดหลินจือรักษาได้นี่หมายถึงโรคอะไรกันแน่ใช่ไหม โรคตับเป็นทองคำกว้างๆที่รวมโรคหลายอย่างเกี่ยวกับตับ เช่นตับแข็ง มะเร็งในตับ และไวรัสตับเป็นทองคำกวางๆที่รวมหลายอย่างเกี่ยวกับตับ เช่น ตับแข็ง มะเร็งในตับ และไวรัสตับอักเสบบี ก็ล้วนโรคตับทั้งสิ้น
ผลการวิจัยพบว่า เห็ดหลินจือ มีสารสามารถยับยั้งมะเร็งไดและโดยไม่กระทบต่อเซลล์ปกติ สารดังกล่าวมีอยู่มากที่สปอร์ที่กะเทาะผนังหุ้มสปอร์แล้วนอกนี้ผลงานวิจัยจากกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยพบว่าเห็ดหลินจือมีสารกลุ่ม Polysaccharide ซึ่งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้ม และสารกลุ่ม Triterpenes (พบที่สปอร์ของเห็ดหลินจือ มากที่สุด ) ซึ่งกลุ่มหลังสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ โดยสปอร์กะเทาะผนังหุ้มจะให้ผลดีกว่าแบบไม่กะเทาะมาก
อย่างไรก็ตามฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งของมะเร็งของสารสกัดเห็ดหลินจือที่กล่าวไปนั้น ยังคงเป็นเพียงผลการทดลองในหลอดทดลองเท่านั้น ขณะนี้คณะแพทย์ศาสตร์ของมหาลัยเชียงใหม่กำลังวิจัยผลที่มีต่อผู้ป่วยโรคมะเร็วจริงๆและคาดว่าผลการศึกษานี้คงจะตีแผ่ให้เพื่อนๆได้ทราบกันในเร็วๆนี้ค่ะ แต่ตอนนี้มีรายงานการศึกษาจากประเทศจีนพบว่า เห็ดหลินจือสามารถเสริมภูมิคุ้มกันได้จริงในผู้ป่วยมะเล็กลำไส้ใหญ่ ปอด และผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งขั้นลุกลาม โดยไม่มีผลข้างเคียงและสามารถใช้ได้ติดต่อกันเป็นเวลานานได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามในประเทศไทย การใช้สมุนไพร เห็ดหลินจือในการรักษาโรคมะเร็งนั้นยังไม่ใช่ช่องทางหลักในการรักษา เน้นเรื่องเสริมภูมิต้านทานมากกว่า
ตอนนี้มีผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือขายมากมายตามท้องตลาด มีทั้งที่ผลิตในไทยและนำเข้าจากต่างประเทศ ถ้าเพื่อนๆอยากเลือกซื้อ ต้องดูให้ดี ว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นมีที่มาและแหล่งผลิตน่าเชื่อถือหรือเปล่า มีการรับรองจาก อย. หรือไม่ และผลิตภัณฑ์ที่สามารถกันความชื้นได้ดีหรือป่าว
เห็ดหลินจือเป็นสมุนไพรที่มีสาระสำคัญหลายกลุ่มที่มีฤทธิ์รักษาหรือบรรเทาโรคตับได้ครอบคลุมหลายตับ กลุ่ม Triterpenoid สารกลุ่มนี้มีสารออกฤทธิ์หลักๆคือ Ganoderic acid ซึ่งช่วยเสริมการทำงานของเม็ดเลือดขาว ต้านสารพิษ และช่วยหยุดการเติบโตของมะเร็งตับ โปรตีน Lz-8 ช่วยรักษาโรคไวรัสตับอักเสบบีและกลุ่ม Germanium ซึ่งเป็นอีกตัวที่ช่วยรักษามะเร็งตับ
มีงานวิจัยหลายชิ้นที่รายงานว่าเห็ดหลินจือสามารถรักษาโรคตับได้ และยังมีการจดสิทธิบัตรยาบำรุงตับตัวหนึ่งที่เกาหลีใต้ ซึ่งยาดังกล่าวมีส่วนประกอบของสารกาโนโดสเทอโรนในเห็ดหลินจืออีกด้วย
ถ้าไม่ได้เป็นโรคอะไรเกี่ยวกับตับแล้วจะยังทานเห็ดหลินจือได้หรือป่าว
คำตอบคือได้ เห็ดหลินไม่ได้รักษาโรคตับได้อย่างเดียว แต่ยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันลดน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคหัวใจ ได้อีกมามายตามที่เขียนไว้ในบทความเห็ดหลินจือรักษาโรคในเว็บไซต์นี้ หรือจะทานแบบถือคติ กันไว้ดีกว่าแก้ ก็ไม่ผิด
สมุนไพร โรคภูมิแพ้คือโรคที่ร่างกายแพ้สารบางอย่างที่คนทั่วไปไม่แสดงอาการแพ้ เป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดสนิทได้ ภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่ถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรมในเด็กอายุ 5-15 จะพบโรคนี้ได้มากที่สุดเมื่อร่างกายแสดงอาการแพ้ เช่น การเกิดผื่นคันหรือตุ่มตามตัว เพราะฉะนั้นถ้าเรายับยั้งการกล

เมื่อร่างกายได้รับสารที่ทำให้เกิดการแพ้สักอย่างหนึ่ง ร่างกายจะหลั่งสาร Histamine ออก ซึ้งสารตัวนี้จะไปทำให้ร่างกายแสดงอาการแพ้ เช่น การเกิดผื่นคันหรือตุ่มตามตัว เพราะฉะนั้นถ้าเรายับยั้งการหลั่งสาร Histamine นี้ ก็จะทำให้ร่างกายไม่แสดงอาการแพ้ออกมา
ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ เพื่อนๆที่กำลังอ่านอยู่คงเข้าใจและเห็นด้วยกันทุกคนใช่ไหม แต่เพื่อนอาจกำลังสงสัยกันอยู่ว่า แล้วจะต้องทำยังไงไม่ให้ป่วยละ
คำตอบคือ เห็ดหลินจือทำให้ตัวเพื่อนเองมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงไง ซึ่งก็จะเป็นผลพวงจาการดูแลสุขภาพ แล้วเห็ดหลินจือจะมีผลยังเดี๋ยววันนี้จะค่อยไขความกระจ่าง
สมุนไพร ระบบภูมิคุ้มกันคือกลไกการกำจัดเชื้อโรค สารเคมีแปลกปลอม เซลล์มะเร็ง และสิ่งแปลกปลอมอื่ๆที่จะเข้ามาทำอัตรายต่อร่างกายเรานั้นเอง ดังนั้นถ้าเพื่อนๆมีระบบภูมิคุ้มกันดีก็จะไม่ป่วยง่าย หรือถ้าป่วยก็จะฟื้นเร็ว แต่ถ้าระบบภูมิคุ้มกันไม่ดีก็จะป่วยบ่อยและเป็นหนักกว่าคนที่มีระบบูมิคุ้มกันแข็งแรง มาถึวตรงนี้แล้วเพื่อนๆคงเห็นความสำคัญของการมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงกันแล้ว
คนจีนโบราณใช้เห็ดหลินจือมานานกว่า 2000 ปีแล้ว แต่ในสมัยนั้นยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าทำไมคนที่ทานเห็ดหลินจือถึงมีอายุยืนและแข็งแรงไม่ค่อยเป็นโรค ตอนนี้เราสมารถพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าสารกลุ่ม Polysacchayide ในเห็ดหลินจือนั้นสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเราได้จริง สารกลุ่มดังกล่าวสามารถกระตุ้นการสร้าง Interleukin และ Immuoglodulin ซึ่งส่งผลให้ระบบภูมคุ้มกันดีและแข็งแรงขึ้น
ระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกเสริมด้วยสาร Polysaccharide ในเห็ดหลินจือจะสามารถต้านวรัส เซลล์มะเร็ง และจำกัดสารอนุมูลอิสระได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้คนที่ถูกผลข้างเคียงที่โดนยาต้านมะเร็งบางตัวและการทำคีโมกดภูมิคุ้มกันให้มีระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นอีก และเห็ดหลินจือยังมีสารออกฤทธิ์ต้านการแบ่งตัวของเชื้อ HIV อีกด้วย ซึ่ง กลุ่มดังกล่าวคือกลุ่ม Bitter Triterpenoids

5

ถั่งเช่า
การกินถั่งเช่าโดยสวัสดิภาพ
หากกินในระยะเวลาสั้นแล้วก็จำนวนที่พอดี ถั่งเช่าค่อนข้างจะมีความปลอดภัย แต่ว่ามีข้อควรไตร่ตรองบางประการ ดังนี้
การเลือกรับประทานสมุนไพรถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมควรที่จะทำการเลือกจากแหล่งผลิตเชื่อใจได้และผ่านวิธีที่ถูกต้อง เนื่องมาจากมีความน่าจะเป็นต่อการแปดเปื้อนสารพิษแล้วก็สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ถั่งเช่าอาจส่งผลให้เกิดอาการท้องเสีย อาเจียน หรือปากแห้งในบางราย
การกินถั่งเช่าพร้อมกันกับยาบางประเภท ดังเช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยายับยั้งหลักการทำงานของระบบภูมิต้านทาน ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ หรือคาเฟอีน อาจจะส่งผลให้ปฏิกิริยาระหว่างยา ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาบางตัวในเวลานั้นควรขอคำแนะนำหมอก่อนทุกครั้ง
ก่อนจะมีการกินถั่งเช่าในแบบธรรมดาหรืออาหารเสริม ควรขอคำแนะนำหมอหรือผู้ที่มีความชำนาญเกี่ยวกับจำนวนรวมทั้งระยะเวลาในการรับประทาน เพื่อลดความเสี่ยงสำหรับเพื่อการเกิดผลข้างเคียงหรือปฏิกิริยาระหว่างยาแล้วก็ร่างกาย
สตรีตั้งท้องหรืออยู่ในช่วงให้นมบุตรควรหลบหลีกที่จะกิน เนื่องด้วยยังไม่มีข้อมูลรับรองความปลอดภัยในการรับประทานมากมายเพียงพอ ถ้าต้องการกินควรจะหารือหมอทุกหน
ผู้ป่วยในกลุ่มโรคภูมิต้านตนเอง ได้แก่ โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งหรือโรคเอมเอส โรคลูปัส โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์  ไม่สมควรกิน เนื่องด้วยถั่งเช่าอาจส่งผลให้ระบบภูมิต้านทานร่างกายไวต่อการกระตุ้นมากเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้อาการของคนไข้ห่วยแตกลง
ถั่งเช่าอาจจะก่อให้เลือดแข็งช้า ผู้ป่วยสภาวะเลือดออกผิดปกติอาจมีความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกได้ง่ายขึ้น และก็ผู้เข้ารับการผ่าตัดควรจะหลีกเลี่ยงที่จะกินถั่งเช่าก่อนเข้ารับการผ่าตัดอย่างน้อย 2 อาทิตย์ เพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดเลือดออกมากในขณะผ่าตัด
การศึกษาทาวิทยา
จากการศึกษาเล่าเรียนข้างต้นนับว่ายังไม่มีหลักฐานพอเพียงต่อการสรุปข้อมูล เนื่องมาจากยังเป็นการตรวจสอบและลองใช้ถั่งเช่าในแบบอย่างการดูแลรักษาเสริมควบคู่กับยาหลักที่รักษาโรค ทั้งช่วงเวลาสำหรับเพื่อการทดสอบออกจะสั้น กรุ๊ปผู้ป่วยเป็นเด็ก และไม่มีการติดตามผลในระยะยาว ก็เลยต้องศึกษาเพิ่มในอนาคตด้านอื่นๆผู้ดูแลหรือคนเจ็บควรขอความเห็นแพทย์ก่อนการใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรอะไรก็แล้วแต่และถั่งเช่าสำหรับการรักษาโรค
ต่ออายุการเสียชีวิตของผู้ป่วย ถั่งเช่ายังคงใช้เป็นการรักษาทางเลือกจากธรรมชาติที่ช่วยต่ออายุคนเจ็บโรคไตให้ยาวนานขึ้น โดยให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับที่เกิดจากปัจจัยต่างๆจำนวน 101 คน ทดสอบกินถั่งเช่ารวมทั้งสารจากธรรมชาติอื่น 11 ชนิด ในปริมาณที่ไม่เหมือนกันเป็นระยะเวลาราว 13 เดือน หลังครบกำหนดก็เลยวัดผลด้วยการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ สารชี้มะเร็ง แล้วก็ตรวจการทำงานของตับ ผลพบว่า คนป่วยหวานใจษาด้วยการใช้ถั่งเช่าและสารจากธรรมชาติ 4 ประเภทหรือมากยิ่งกว่าขึ้นไป มีชีวิตรอดนานอย่างชัดเจนกว่าคนป่วยที่ได้รับสารจากธรรมชาติน้อยกว่า 3 จำพวก รวมทั้งยังไม่เจอผลกระทบ ดังนี้ เป็นการศึกษาค้นคว้าที่เก็บข้อมูลย้อนไป รวมทั้งเป็นการเรียนถั่งเช่าร่วมกับสารธรรมชาติตัวอื่น ก็เลยไม่อาจจะเอามาสรุปผลได้กระจ่าง แต่บางทีอาจรอคอยข้อสนับสนุนอื่นเพิ่มเติมอีก เพื่อช่วยรับรองประสิทธิภาพของถั่งเช่า
โรคไวรัสตับอักเสบ บี มีการใช้ถั่งเช่าในการรักษาโรคที่เกี่ยวพันกับโรคตับอยู่หลายโรค ซึ่งรวมทั้งโรคไวรัสตับอักเสบ บี โดยมีการเล่าเรียนประสิทธิภาพของการใช้ถั่งเช่าในคนป่วยโรคไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรังจำนวน 25 คน ในระยะเวลา 3 เดือน เพื่อเปรียบผลก่อนและก็ข้างหลังการทดสอบ จากการทดสอบพบว่าระดับเซลล์เม็ดเลือดขาวทีลิมโฟไซต์ที่บ่งบอกระดับภูมิต้านทานของร่างกายมากขึ้น บางทีอาจมีคุณประโยชน์ต่อการรักษาพังผืดในตับของคนเจ็บโรคไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรัง
นอกเหนือจากนั้น ยังมีการเรียนสมุนไพรผลจากการกินสารสกัดถั่งเช่าในผู้เจ็บป่วยโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรัง จำนวน 60 คน เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กรุ๊ปแรกได้รับประทานสารสกัดถั่งเช่า ทีละ 8 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง และก็อีกกลุ่มได้รับยาสมุนไพรชนิดอื่น ครั้งละ 5 เม็ด วันละ 3 ครั้งเช่นกัน ผลพบว่า ผู้เจ็บป่วยที่กินสารสกัดจากถั่งเช่ามีการอักเสบของตับลดน้อยลงประมาณ 81% และการเกิดพังผืดลดลง 52% แต่ว่ายังมีคนป่วยอีก 33% ที่ไม่พบความเคลื่อนไหวของการเกิดพังผืดในตับ จึงอาจเป็นหลักฐานที่มั่นใจว่าสมุนไพร ถั่งเช่าบางทีอาจช่วยเพิ่มแนวทางการทำงานของตับ ลดการอักเสบของตับลงและความเสี่ยงสำหรับการกำเนิดพังผืดที่ตับ

ดูยังไงอันไหนถั่งเช่าปลอม
สำหรับถั่งเช่าประเทศทิเบตซึ่งเป็นถั่งเช่าที่แพงแพง จึงมีการทำปลอมกันมากมาย เอาเข้าจริงเป็นเรื่องยากมากมายๆที่จะมองออกจำเป็นต้องดูหลายอย่าง อย่างไรก็ดีแนวทางคร่าวๆก็จะเป็นไปตามนี้
1.ท่อนหัวของ ถั่งเช่านั้นต้องเป็นแท่งทรงกลมขึ้นเงาคล้ายทรงกระบอก
2.เนื่องด้วย ถั่งเช่าเคยเป็นหนอนมาก่อน ของแท้ต้องเป็นหยักๆเรียงกันสวยสดงดงามเสมือนตัวหนอน
3.ราคาจะต้องผิดจนเหลือเกิน ถ้าเกิดมีผู้ใดเสนอขาย ถั่งเช่าให้เราราคาไม่แพงสันนิฐานไว้ก่อนเลยว่าเลียนแบบ
แม้กระนั้นถ้าหากว่าเป็นถั่งเช่าในแคปซูลพวกเราก็จะต้องมองว่าได้รับการยืนยันจากหน่วยราชการอย่างถูกต้องหรือไม่ เพราะว่าถ้าเป็นของแท้จะมี ถ้าหากไม่มีแสดงว่ามีโอการเป็นของเลียนแบบสูงมาก หรือไม่ไม่มีอันตราย
วิธีทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชน์สูงสุด
การที่จะทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชนสูงสุดนั้นเราก็จำเป็นต้องเลือกทานตามแบบของถั่งเช่าเป็นหลัก โดยที่มีสำคัญๆอยู่ 2 แบบก็คือ แบบธรรมชาติ รวมทั้งแบบ แคปซูล
1.ถั่งเช่าแบบธรรมชาติ-หลายๆคนนิยมถั่งเช่าแบบธรรมชาติด้วยการเคี้ยว ซึ้งถือว่าเป็นการเปลืองที่ไม่ค่อยถูกวิธีเยอะแค่ไหน เนื่องจากคุณสมบัติในตัวถั่งเช่านั้น จะปฏิบัติงานเจริญเมื่อถูกความร้อนโดยเหตุนี้ควรจะรับประทานแบบที่โนความร้อนดีมากยิ่งกว่าโดยวิธีที่ค่อนข้างได้ผลดีที่สุดก็คือการนำถั่งเช่าราวๆ 2-3 ตัว ไปแช่ลงไปในน้ำร้อน ทิ้งเอาไว้ซัก 5 นาทีแล้วหลังจากนั้นก็ให้นำน้ำมาดื่มจนกว่าน้ำหมด แล้วให้เพิ่มน้ำร้อน ได้อีก 2 ครั้ง ร่างกายก็จะได้สารคอร์ไดเซปินไปอย่างครบถ้วน
2.ถั่งเช่าแบบแคปซูล- ตัวถั่งเช่าแบบแคปซูลเวลาทานจะดูสิ่งที่จำเป็นเป็นหลักว่า ต้องการทานเพื่อสุขภาพ หรือกำหนดที่โรคอะไร และทานตามจำนวนที่สมควร อย่างถ้าหากเราอยากทารเพื่อสุขภาพ ให้ทาน เช้า-เย็น อย่างละ 1 แคปซูล ย้ำโรคภูมิแพ้และก็อื่นๆทาน เช้า เย็น อย่างละ 2 แคปซูลเวลาทานจะทานต่อมาอาหารหรือท้องว่างก็ได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้เป็นอันตรายหรือกัดกระเพาะ

6
งาดำ
ชื่อสมุนไพร งาดำ
ชื่อสามัญ  Black Sasame seeds Black
ชื่อวิทยาศาสตร์ Sesamum indicum Linn
วงศ์ Pedaliaceae
ถิ่นเกิด  งามีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา รอบๆประเทศเอธิโอเปีย แล้วแผ่กระจายไปยังอินเดีย จีน แล้วก็ประเทศต่างๆในแถบเอเชียรวมทั้งประเทศไทยด้วย ส่วนในประเทศอินเดียมีการบอกว่ามีการปลูกงามาแล้วหลายพันปี ก่อนที่พ่อค้าชาวอาหรับ แล้วก็เมดิเตอร์เรเนียลจะนำงาไปปลูกแถบอาหรับ และก็ ยุโรป
นอกเหนือจากนั้นยังมีผู้พบหลักฐานว่า ชาวบาบิโลนในประเทศโซมาเลียมีการปลูกงามาเป็นเวลายาวนานกว่า 2,500 ปี ก่อนคริสตกาล รวมทั้งใช้นํ้ามันงาสำหรับทำยา รวมทั้งอาหาร ซึ่งมีบันทึกใน Medical Papyrus of Thebes กล่าวว่า ทหารโรมันได้นำงาไปปลูกลงในประเทศอิตาลีในคริสศตวรรษที่ 1 แม้กระนั้นปรากฏว่าลักษณะภูมิอากาศไม่เหมาะสมกับการปลูก รวมทั้งในช่วงปลายศตวรรษที่17 และก็18 มีการนำงามาปลูกลงในประเทศอเมริกาโดยข้าทาสชาวแอฟริกัน
ด้านการใช้ประโยชน์จากงาดำนั้นประเทศอินเดีย จีน และก็ประเทศอื่นๆในแถบเอเซียจะใช้งาทำเป็นนํ้ามันเพื่อประกอบอาหาร ส่วนคนยุโรปจะนำงามาทำขนมเค้ก ไวน์ แล้วก็นํ้ามัน รวมทั้งใช้ในการประกอบอาหาร และเป็นเครื่องหอม ส่วนชาวแอฟริกันใช้ใบงาทำ พลุ แล้วก็พอกผิวหนัง แล้วก็ใช้เป็นสารไล่แมลงให้สัตว์เลี้ยงเป็นต้น
ลักษณะทั่วไป
งาดำ เป็นพืชล้มลุกที่แก่ฤดูเดียว มีลำต้นตั้งตรง อาจแตกกิ่งหรือเปล่าแตกกิ่งกิ้งก้าน ลำต้นสูงราว 50-150 ซม. ลำต้นมีลักษณะสีเหลี่ยม มีร่องตามทางยาว ไม่มีแก่น มีลักษณะอวบน้ำ และมีขนสั้นปกคลุม เปลือกลำต้นบาง มีสีเขียว  ใบงาดำ ออกเป็นใบโดดเดี่ยว เรียงตรงกันข้ามกันเป็นชั้นๆตามความสูง ประกอบด้วยก้านใบสั้น ยาวโดยประมาณ แผ่นใบมีรูปหอก สีเขียวสด กว้างโดยประมาณ 3-6 ซม. ยาวประมาณ 8-16 เซนติเมตร โคนใบมนกว้าง ปลายใบแหลม ขอบใบหยักบางส่วน มีเส้นกิ้งก้านใบตรงกันข้ามกันเป็นคู่ๆยาวจรดขอบของใบ ดอกงาดำเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นกลุ่มตรงซอกใบ จำนวน 1-3 ดอก ดอกย่อยมีก้านดอกสั้น มีกลีบรองดอก จำนวน 5 กลีบ ส่วนกลีบดอกไม้มีลักษณะเป็นกรวย ห้วยลงดิน กลีบดอกอ่อนมีสีเขียวอมเหลือง กลีบดอกไม้เมื่อบานมีสีขาว ยาวประมาณ 4-5 ซม. แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ กลีบข้างล่าง รวมทั้งกลีบบน โดยกลีบล่างจะยาวกว่ากลีบบน ด้านในดอกมีเกสรตัวผู้ 2 คู่ มี 1 คู่ยาว ส่วนอีกคู่สั้นกว่า ส่วนเกสรตัวเมียมี 1 อัน มีก้านเกสรยาว 1.5-2 เซนติเมตร ปลายก้านเกสรแหว่งเป็น 2-4 แฉก  ผลงาดำเรียกว่า ฝัก มีลักษณะทรงกระบอกยาว ผิวฝักเรียบ ปลายฝักแหลมเป็นติ่ง รวมทั้งแบ่งออกเป็นร่องพู 2-4 ร่อง กว้างประมาณ 1 ซม. ยาวราวๆ 2-3 เซนติเมตร ฝักอ่อนมีสีเขียว แล้วก็มีขนปกคลุม ฝักแก่กลายเป็นสีน้ำตาล และก็เบาๆเปลี่ยนเป็นสีดำอมเทา แล้วหลังจากนั้น ร่องพูจะปริแตก เพื่อให้เม็ดตกลงดิน  ภายในฝักมีเมล็ดขนาดเล็ก สีดำมากมาย เมล็ดเรียงซ้อนในร่องพู เมล็ดมีรูปรี และก็แบน ขนาดเมล็ดประมาณ 2-3 มม. เปลือกเม็ดบางมีสีดำ มีกลิ่นหอมสดชื่น แต่ละฝักมีเม็ดราวๆ 80-100 เมล็ด
การขยายพันธุ์ งาดำแพร่พันธุ์ด้วยการใช้เม็ด ซึ่งนิยมนำมาปลูกด้วยกัน 2 แบบเป็นการหว่านเมล็ด แล้วก็โรยเมล็ดเป็นแนว แบ่งช่วงปลูกออกเป็น 3 ช่วง คือ

  • ช่วงต้นหน้าฝน ราวพฤษภาคม-เดือนมิถุนายน และเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม
  • ช่วงปลายฤดูฝน ราวกรกฎาคม-ส.ค. แล้วก็เก็บเกี่ยวในช่วงกันยายน-ตุลาคม
  • พักหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ราวๆเดือนพฤศจิกายน-ธ.ค. แล้วก็เก็บเกี่ยวในตอนม.ค.-ก.พ.


การเตรียมแปลงปลูก ในพื้นที่ที่มีระบบระเบียบชลประทานเข้าถึง สามารถปลูกงาดำได้ทุกฤดู ส่วนพื้นที่ที่ไม่มีระบบชลประทานมักปลูกเอาไว้ในช่วงหลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ
พื้นที่แปลงปลูกต้องไถกลบดิน 1 รอบก่อน และก็ตากดินนาน 7-10 วัน แล้วต่อจากนั้น หว่านด้วยปุ๋ยหมัก ราว 1-2 ตัน/ไร่ ก่อนไถพรวนดินกลบอีกรอบ หรือหว่านปุ๋ยคอกตั้งแต่ตอนไถรอบแรก (ใช้สำหรับพื้นที่ไม่เกลื่อนกลาดมาก) เพราะรอบต่อมาจะเป็นการหว่านเมล็ดได้เลย ส่วนการปลูกแบบหยอดเมล็ด ให้ไถร่องตื้นหรือใช้คราดดึงทำแนวร่องก่อน
การปลูก

  • การปลูกแบบหว่านลงแปลง หลังไถกลบรอบแรกหรือไถพรวนดินในรอบ 2 แล้ว ให้หว่านเมล็ดงาดำ อัตรา 0.5-1 โล/ไร่ ควรหว่านเม็ดให้กระจายให้เยอะที่สุด ก่อนไถลูกพรวนหน้าดินตื้นๆกลบ
  • การปลูกแบบหยดเมล็ดเป็นแถว ข้างหลังไถชูร่องหรือดึงคราดทำแนวร่องเสร็จ ให้โรยเม็ดตามความยาวของร่อง ให้เมล็ดห่างกันอย่างสม่ำเสมอ ใช้เมล็ดในอัตราเดียวกับการโปรยเม็ด ก่อนคราดหรือเกลี่ยหน้าดินกลบ


การดูแลและรักษา หลังการหว่านเม็ด ถ้าหากปลูกไว้ในช่วงแล้ง เกษตรมักจัดตั้งระบบให้น้ำ ซึ่งควรจะให้เป็นประจำ 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ ส่วนการปลูกเอาไว้ภายในฤดูฝน เกษตรมักปลดปล่อยให้งาดำเติบโตโดยอาศัยน้ำฝนจากธรรมชาติ ดังนี้ แม้พบโรคหรือแมลงให้ฉีดพ่นด้วยสารเคมีกำจัด ส่วนการใส่ปุ๋ย ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ในระยะ 1-1.5 เดือน แรกหลังปลูก และก็อาจใส่ร่วมกับปุ๋ยคอก อัตรา 1-2 ตัน/ไร่ ส่วนการกำจัดวัชพืช ให้ลงแปลงถอนวัชพืชด้วยมือเสมอๆ ทุก 2 ครั้ง/ เดือน โดยยิ่งไปกว่านั้นใน 1-1.5 เดือนแรก
การเก็บเกี่ยวผลิตผล งาดำ สามารถเก็บเกี่ยวเมล็ดได้หลังการปลูกราว 70-120 วัน ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ โดยพินิจจากฝักที่เริ่มกลายเป็นสีเหลืองหรือน้ำตาลอมดำ ส่วนใบจะเริ่มสีเหลือง แล้วก็บางจำพวกมีการหล่นแล้ว ดังนี้ ต้องเก็บฝักก่อนที่เปลือกฝักจะปริแตก ส่วนจำพวกงาดำที่นิยมปลูกในตอนนี้นั้นมีด้วยกัน 4 จำพวกคือ

  • งาดำ บุรีรัมย์ จัดเป็นประเภทประจำถิ่น มีลักษณะเด่นเป็นฝักแบ่งได้เป็น 4 กลีบใหญ่ เม็ดมีขนาดใหญ่ สีเกือบจะดำสนิท แก่เก็บเกี่ยวปานกลาง ราวๆ 90-100 วัน ให้ผลผลิต ราว 60-130 โล/ไร่
  • งาดำ นครสวรรค์ จัดเป็นพันธุ์ประจำถิ่นที่นิยมมากมายในดูเหมือนจะทุกภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคกลาง เหนือ รวมทั้งอีสาน มีลักษณะเด่นหมายถึงลำต้นค่อนข้างจะสูง มีการทอดยอด และก็แตกกิ่งก้านมาก ใบมีขนาดใหญ่ มีลักษณะค่อนข้างจะกลม ส่วนเม็ดมีสีดำ อ้วน แล้วก็ขนาดใหญ่ แก่เก็บเกี่ยวปานกลาง ราวๆ 95-100 วัน ให้ผลผลิต 60-130 กิโล/ไร่
  • งาดำ มิลลิกรัม18 เป็นชนิดงาดำแท้ ที่ปรับปรุงขึ้นโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในช่วงปี 2528-2530 ที่ได้จากการผสมของงาประเภท col.34 กับงาดำ จังหวัดนครสวรรค์ มีลักษณะเด่นเป็นลำต้นออกจะสูง มีการเลื้อย แต่ไม่แตกกิ่ง ลำต้นมีข้อสั้น ทำให้จำนวนของฝักต่อต้นสูง เมล็ดมีสีดำสนิท 1,000 เม็ด มีน้ำหนักโดยประมาณ 3 กรัม ถ้าหากในฤดูฝนจะมีอายุการเก็บเกี่ยวราว 85 วัน ถ้าหากปลูกฤดูหนาวหรือหน้าแล้ง มีอายุการเก็บเกี่ยว ประมาณ 90 วัน ให้ผลผลิต แต่ว่าค่อนข้างจะสูง ในช่วง 60-148 กิโลกรัม/ไร่
  • งาดำ มข.2 เป็นจำพวกไม่ไวต่อช่วงแสงสว่างที่ปรับปรุงขึ้นโดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีชนิดเริ่มแรกเป็นงาดำ พันธุ์ ซีบี 80 ที่นำเข้ามาจากจีน มีลักษณะเด่น คือ ลำต้นสูงราว 105-115 ซม. ลำต้นมีการแตกกิ่ง แม้กระนั้นแตกน้อย โดยประมาณ 3-4 กิ่ง/ต้น เม็ดสีดำสนิท 1,000 เมล็ด หนักประมาณ 2.77 กรัม มีอายุเก็บเกี่ยวสั้นกว่าจำพวกอื่นๆประมาณ 70-75 วัน ให้ผลผลิตปานกลางถึงสูง ประมาณ 80-150 โล/ไร่ เป็นประเภทที่ทนแล้ง และก็ต้านต่อโรค เน่าดำก้าวหน้า
องค์ประกอบทางเคมี
ในเม็ดมีน้ำมันอยู่ราว 45-55% มีกรดไขมันยกตัวอย่างเช่น oleic acid, linoleic acid, palmitic acid, stearic acid, นอกจากนี้ยังมี สารกรุ๊ป lignan, ชื่อ Sesamin , sesamol, 
d-sesamin, sesamolin, สารอื่นๆอย่างเช่น sitosterol  (สารกันหืนคือ sesamol ทำให้น้ำมันงาไม่กลิ่นหืน)
                นอกนั้นงาดำยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้
ค่าทางโภชนาการของงาดำ (งาดำ 100 กรัม)
น้ำ                           4.2          กรัม
พลังงาน                 603         กิโลแคลอรี่
โปรตีน                    20.6        กรัม
ไขมัน                       48.2        กรัม
คาร์โบไฮเดรต                        21.8        กรัม
ใยอาหาร                                9.9          กรัม
เถ้า                           5.2          กรัม
แคลเซียม                               1228       มิลลิกรัม
เหล็ก                       8.8          มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส                              584         มก.
 
ไทอะมีน                 0.94        มก.
ไรโบฟลาวิน                           0.27        มิลลิกรัม
ไนอะซีน                  3.5          มิลลิกรัม
กรดกลูดามิก                         3.955     กรัม
กรดแอสพาร์ตำหนิก                     1.646     กรัม
เมไธโอนีน                              0.586     กรัม
ทรีโอนีน                  0.736     กรัม
ซีสหนอีน                   0.358     กรัม
ซีรีน                         0.967     กรัม
ฟีนิลอะลานีน                        0.940     กรัม
อะลานีน                 0.927     กรัม
อาร์จินีน                 2.630     กรัม
โปรลีน                    0.810     กรัม
ไกลซีน                    1.215     กรัม
ฮิสทิดีน                   0.522     กรัม
ทริปโตเฟน                             0.388     กรัม
ไทโรซีน                   0.743     กรัม
วาลีน                      0.990     กรัม
ไอโซลิวซีน                              0.763     กรัม
ลิวซีน                      1.358     กรัม
ไลซีน                       0.569     กรัม
ธาตุแคลเซียม                        975         มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก                               14.55     มิลลิกรัม
ธาตุซีลีเนียม                          5.7          มิลลิกรัม
ธาตุโซเดียม                           11           มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส                      629         มก.
ธาตุสังกะสี                            7.75        มิลลิกรัม
ธาตุโพแทสเซียม                   468         มิลลิกรัม
ธาตุแมกนีเซียม                     351         มิลลิกรัม
ธาตุแมงกานีส                       2.460     มก.
ธาตุทองแดง                          4.082     มก.
 
ประโยชน์/สรรพคุณ งาดำนิยมประยุกต์ใช้เป็นสัดส่วนผสมของขนมต่างๆตัวอย่างเช่น ไอศกรีมงาดำ , คุกกี้งาดำ , ขนมเค้กงาดำ , นมงาดำ , กระยาสารท อื่นๆอีกมากมาย หรือใช้เป็นส่วนผสมภัณฑ์เสริมความงามต่างๆอย่างเช่น สบู่ ครีมที่มีไว้ดูแลผิว อื่นๆอีกมากมาย ส่วนสรรพคุณทางยาของงาดำนั้นสามารถช่วยบำรุงร่างกายแทบทุกรูปทรง ไม่ว่าจะเป็น ผม ผิวพรรณ กระดูก เล็บ ระบบขับถ่าย การบำรุงหัวใจ ก็เลยเหมาะสมกับทุกวัย แม้กระทั่งเด็กที่มีลักษณะเจ็บไข้อยู่แล้ว หรือผู้หญิงที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยทอง งาดำจะจำเป็นอย่างมาก เพราะจะช่วยคุ้มครองโรคภาวการณ์กระดูกพรุนอย่างเห็นผล โดยในแบบเรียนยาไทยกล่าวว่า ใช้น้ำมันระเหยยากที่บีบจากเม็ด หุงเป็นน้ำมันใส่รอยแผล รวมทั้งผสมเป็นน้ำมันทาเช็ดนวดแก้เคล็ดปวดเมื่อย ฟกช้ำดำเขียว ปวดบวม ลดการอักเสบ ใส่แผลรักษาอาการผื่นคัน ทำน้ำมันใส่ผม เป็นยาระบายอ่อนๆทาผิวหนังให้นุ่มแล้วก็ชุ่มชื้น หญิงไทยโบราณใช้ทาเพื่อประทินผิว สรรพคุณพื้นบ้านบอกว่า เมล็ด ส่งผลให้เกิดกำลัง ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย แม้กระนั้นทำให้ดีกำเริบเสิบสาน น้ำมัน ทำน้ำมันใส่แผล ใส่แผลเน่า มักใช้ผสมยาใช้ภายนอกสำหรับกระดูกหัก บำรุงเอ็น ไขข้อ ทานวดแก้กลยุทธ์ยอก ปวดบวม หรือใช้ทาบำรุงรากผม
ตำรับยาสมุนไพรล้านนา: ใช้รักษาโรคผิวหนัง กลาก โรคเกลื้อน น้ำร้อนลวก ไฟไหม้
           ตำรับยาน้ำมันที่เจาะจงในแบบเรียนพระโอสถพระนารายณ์: มีรวม 3 ตำรับ ที่ใช้น้ำมันงาเป็นองค์ประกอบ ดังต่อไปนี้ “น้ำมันทรงแก้พระเส้นผมตก (ผมร่วง)ให้คันให้หงอก” มีสมุนไพร 19 จำพวก นำมาต้มแล้วกรองกากออก เติมน้ำมันงา แล้วหุงให้เหลือแต่น้ำมันใช้แก้พระเกศเธอ คัน ขาว “น้ำมันแก้เปื่อยยุ่ยพัง” มีคุณประโยชน์ แก้ขัดค่อยหรือเยี่ยวไม่ออก แก้ปวดขบ แก้หนอง มีรวม 2 ตำรับ แต่ละตำรับ มีสมุนไพร 12 ประเภท แล้วก็น้ำมันงาพอเหมาะ หุงให้เหลือแต่น้ำมัน ยานี้ใช้ ยอนเป่าเข้าไปในลำกล้อง (ฟุตบาทเยี่ยวในองคชาติ)
ส่วนแบบเรียนหมอแผนปัจจุบันระบุว่าสารออกฤทธิ์ในงาดำมีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ต่อต้านเซลล์มะเร็ง  รักษาอาการไอ จากการเจาะจงประสิทธิภาพการดูแลและรักษาโรคของเม็ดงาโดยฐานข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ที่ว่าช่วยทุเลาอาการไอ นับมีประโยชน์ข้อเดียวของงาดำแล้วก็งาขาวที่มีข้อมูลมากที่สุดในขณะนี้  ลดระดับคอเลสเตอรอล น้ำมันงาเป็นเลิศในน้ำมันจากพืชที่กล่าวกันว่าดีต่อสุขภาพ โดยมั่นใจว่าอุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งเป็นไขมันจำพวกดีที่ช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลและในน้ำมันงานี้ยังพบไขมันอิ่มตัวในจำนวนน้อย วัยทอง หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนซึ่งเป็นสภาวะของการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายและจิตใจจากการที่ร่างกายไม่ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนอีกต่อไป อาจได้ใช้ประโยชน์จากสารเซซาไม่น (Sesamin) ในเม็ดงาที่มั่นใจว่าเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกจุลชีพในลำไส้เปลี่ยนไปเป็นสารสำคัญอย่างเอนเทอโรแลกโตน (Enterolactone) ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์เอสโตรเจนและก็มีส่วนประกอบทางเคมีคล้ายฮอร์โมนเอสโตเจนของเพศหญิงอย่างไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogens) งาเป็นของกินที่มีธาตุมากมายที่สำคัญหมายถึงธาตุเหล็ก ไอโอดีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส โดยปริมาณแคลเซียมที่เจอจะมีมากกว่าพืชผักทั่วๆไปกว่า 40 เท่า แล้วก็ธาตุฟอสฟอรัสมากยิ่งกว่าพืชผักทั่วๆไปกว่า 20 เท่า ซึ่งเป็นธาตุที่ปฏิบัติภารกิจเสริมสร้างกระดูก โดยยิ่งไปกว่านั้นเด็กตัวเล็กๆ และสตรีวัยหมดระดู กรดไขมันไลโนเลอิค และกรดไขมันชนิดโอเลอิค ช่วยสำหรับในการลดระดับไขมันจำพวกต่างๆในเส้นโลหิต และก็ช่วยปกป้องการเกิดเกล็ดเลือด แล้วก็ลิ่มเลือด  งามีคาร์โบไฮเดรตในปริมาณตํ่า แม้กระนั้นมีวิตามินบีทุกชนิดสูงก็เลยถือได้ว่างามีวิตามินบีอยู่ดูเหมือนจะทุกประเภท ก็เลยมีสรรพคุณช่วยบำรุงรักษาระบบประสาท บำรุงสมอง บรรเทาอาการเหน็บชา แก้ร่างกายอ่อนล้า แก้ลักษณะของการปวดเมื่อยล้า รวมทั้งแก้การเบื่อข้าว  งามีปริมาณใยอาหารในจำนวนสูง ทำหน้าที่เสริมสร้าง และก็กระตุ้นแนวทางการทำงานของลำไส้ ทั้งการสรุปย การดูดซึม และก็การขับถ่าย ช่วยปกป้องอาการท้องผูก ยับยั้ง รวมทั้งซึมซับพิษ พร้อมขับออกทางอุจจาระ ทำให้คุ้มครองปกป้องมะเร็งในไส้ และควบคุมระดับไขมันในเลือด      กรดไลโนเลอิคเจอในเม็ดงาไม่น้อยเลยทีเดียว เป็นกรดที่มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโต แล้วก็ช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนัง เพราะว่าทำให้ผนังเซลล์ด้านในภายนอกดำเนินงานอย่างปกติ
แบบอย่าง/ขนาดวิธีใช้ ในตอนนี้งาดำนั้นส่วนมากจะนิยมนำมาทำเป็นของหวานหรือส่วนผสมของของหวานแล้วก็สินค้าที่ใช้บริโภคมากกว่าการใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆแต่ก็มีตำรายาไทยแผนโบราณที่ได้เจาะจงจำนวนการใช้เพื่อเยียวยาโรคต่างๆอาทิเช่น

  • รักษาลักษณะของการปวดตามข้อ ใช้งาคั่วรับประทาน 2-3 ช้อนโต๊ะ 2-3 อาทิตย์
  • รักษาอาการเมื่อยล้า เมื่อตามร่างกาย รับประทานงาคั่ว 2-3 ช้อนโต๊ะ 2-3 อาทิตย์
  • รักษาอาการเหน็บชา คั่วเมล็ดงา 1 ลิตร ร่วมกับรำข้าว 1 ลิตร และกระเทียมหั่น 1 กำมือ แล้วหลังจากนั้น ตำบดผสมกัน และผสมน้ำผึ้งหรือน้ำตาลกิน 1 เดือน
  • รักษาอาการคัดจมูก ใช้งาคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับกับข้าวสุกหรือน้ำเต้าหู้รับประทาน 2-3 วัน
  • รักษาอาการเป็นหวัด กินงาคั่ว วันละ 4 ช้อนโต๊ะ
  • รักษาอาการท้องผูก ใช้งาคั่วผสมกับเกลือรับประทานร่วมกับข้าว
  • รักษาลักษณะของการปวดประจำเดือน กินงาผง ½ ช้อนชา วันละ 2 ครั้ง
  • ใช้บำรุงสมอง และระบบประสาท ใช้งาคั่วผสมกับมะขามป้อม รวมทั้งน้ำผึ้ง กินวันละ 1 ครั้ง
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการอักเสบ      สาร sesamin จากน้ำมันเมล็ดงา เมื่อทำการทดสอบโดยผสมลงในอาหารของหนูถีบจักร แล้วก็ป้อนให้หนูที่ถูกรั้งนำให้เกิดการติดเชื้อ และการอักเสบที่ลำไส้ใหญ่ ซึ่งหนูที่มีการอักเสบจะมีการหลั่งสาร dienoic, eicosanoids, TNF-a (tumor necrosis factor-a) แล้วก็ cyclooxygenase มากขึ้นเรื่อยๆ จากผลของการทดสอบ พบว่าสาร sesamin ในน้ำมันเม็ดงา มีฤทธิ์ลดการอักเสบที่ไส้ของหนูได้ โดยลดการสร้างสารจำพวก Prostaglandin E2 (PGE2), Thromboxane B2 (TXB2) แล้วก็ TNF-a อย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ (1) เมื่อทำทดสอบในชายธรรมดา 11 คน โดยฉีดสารที่ส่งผลให้เกิดการอักเสบ Auromyose ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ของ TNF-a, PGE2 และ leukotriene B4 (LTB4) แล้วต่อจากนั้นให้ชายทั้ง 11 คน ทานอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของน้ำมันงา 18 กรัม/วัน นาน 12 สัปดาห์ และก็กระทำวัดระดับ TNF-a, PGE2  แล้วก็ LTB4 ในกระแสเลือดก่อนแล้วก็หลังให้อาหารเสริมที่มีส่วนผสมของน้ำมันงา พบว่าระดับของสารที่ส่งผลให้เกิดการอักเสบดังกล่าวไม่มีความเคลื่อนไหว แสดงว่าน้ำมันงาไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ (2) 0.5 กรัม ของสารสกัดเมทานอล 100% จากเมล็ดงา 100 ก. ไม่เป็นผลยั้ง cyclooxygenase 2 และ nitric oxide ในเซลล์ RAW 264.7 ที่ถูกรั้งนำโดย lipopolysaccharide (3)
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย        สารสกัดอัลกอฮอล์หรืออะซีโตนจากเมล็ดงา ความเข้มข้น 25 มคกรัม/มิลลิลิตร (4) รวมทั้งสารสกัดเอทานอล 80% จากใบ ลำต้น ราก แล้วก็ผล ความเข้มข้น 500 มิลลิกรัม/มล. (5) ไม่เป็นผลยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus (4, 5) แล้วก็เชื้อ Pseudomonas aeruginosa (5)
การศึกษาเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของงาดำแล้วก็งาขาวที่ช่วยรักษาอาการไอ เป็นการทดลองในเด็กอายุ 2-12 ปี ปริมาณ 107 คน ที่มีลักษณะไอจากโรคไข้หวัด โดยให้รับประทานน้ำมันงา 5 มิลลิลิตรก่อนนอนติดต่อกัน 3 วัน เพื่อลดความร้ายแรงแล้วก็ความถี่ของการไอ ผลพบว่าในวันแรกอาการไอของเด็กที่รับประทานน้ำมันงาดียิ่งขึ้นกว่ากลุ่มกินยาหลอก แต่อยู่ในระดับไม่มากเท่าไรนัก แล้วก็เมื่อผ่านไป 3 วัน เด็กทั้ง 2 กลุ่มต่างมีอาการดียิ่งขึ้น และไม่พบว่าการใช้น้ำมันงาก่อเกิดผลกระทบอะไรก็ตามวิจัยคนเจ็บที่เจ็บในโรงพยาบาลทั้งสิ้น 150 คน โดยกลุ่มหนึ่งให้การรักษาด้วยการทาน้ำมันงาควบคู่ไปกับการดูแลรักษาปกติ ส่วนอีกกรุ๊ปให้การดูแลรักษาปกติเพียงอย่างเดียว ผลปรากฏว่าน้ำมันงาช่วยลดความรุนแรงของความเจ็บและก็นำมาซึ่งการทำให้คนไข้รับประทานยาพาราลดลง
ภาควิชาแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ค้นพบว่าในเม็ดงาดำ มีสารเซซาไม่นอยู่ด้านในซึ่งสารตัวนี้สามารถที่จะช่วยสำหรับในการยั้งการพัฒนาเซลล์ต้นกำเนิดของเซลล์สลายกระดูก ที่ให้กำเนิดโรคข้อเสื่อม โรคกระดูกพรุน ได้โดยจะเข้าไปทำให้แคลเซียมผสานกับกระดูกเยอะขึ้นเรื่อยๆนอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องของโรคสมอง ไม่ว่าจะมีลักษณะเป็นเส้นเลือดอุดตันในสมองเส้นเลือดแตก ที่ทำให้เป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตโดยสารเซซาไม่นจะเข้าไปช่วยคุ้มครองป้องกันเซลล์ประสาทที่ยังดีอยู่ และก็ช่วยฟื้นฟูเซลล์ประสาทที่หมดสภาพท้ายที่สุดก็เป็นโรคมะเร็ง ที่ถือเป็นโรคที่เกิดมากเป็นอันดับ 1 เวลานี้ซึ่งเซลล์ของโรคมะเร็งนั้นจะแพร่ระบาดไปอย่างรวดเร็วเนื่องจากว่ามีเส้นโลหิตใหม่ที่เกิดขึ้นมาแล้วไปสร้างการหล่อเลี้ยงให้กับเซลล์ของโรคมะเร็งนั้นๆแล้วก็จะแพร่ขยายไปเรื่อยๆซึ่งสารเซซามิน ก็จะเข้าไปคุ้มครองเซลล์พร้อมด้วยตัดวงจรหรือลดเส้นเลือดใหม่ที่เป็นน้ำเลี้ยงให้กับเซลล์ของมะเร็งพร้อมด้วยเบาๆฟื้นฟูสภาพเซลล์ให้กลับคืนมา
โดยผลวิจัยในห้องแลปที่ได้ร่วมกับนิสิตปริญญาโท ได้ทดสอบกับไข่ไก่ที่ธรรมดาจากนั้นได้กระทำฉีดเซลล์หรือสารพิษเข้าไป ก็พบว่าไข่ไก่จะเกิดอาการเป็นพิษหรือคล้ายกับการเป็นมะเร็ง แล้วก็ทำฉีดสารเซซามิน เข้าไปก็พบว่าการฟื้นฟูของเซลล์เริ่มกลับคืนมารวมทั้งได้ทดลองด้วยการฉีดสารเซซามินเข้าไปในไข่ไก่ธรรมดา แล้วเมื่อเวลาผ่านไป 6 ชั่วโมงถึงฉีดสารพิษ หรือเซลล์ของมะเร็งเข้าไป ก็พบว่ามีการคุ้มครองเซลล์ได้มากกว่าไข่ไก่ที่ผิดฉีดสารเซซามินอย่างเห็นได้ชัด
การศึกษาทางพิษวิทยา

  • การทดสอบความเป็นพิษ เมื่อฉีดสารสกัดเม็ดด้วยเอทานอลและก็น้ำ (1:1) เข้าทางช่องท้องของหนูถีบจักร พบว่าขนาดที่ทำให้หนูตายเป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่าพอๆกับ 500 มิลลิกรัม/กก. น้ำมันจากเม็ดงาไม่กำหนดความเข้มข้น พบว่ามีพิษต่อเซลล์เม็ดเลือดแดง และเมื่อฉีดน้ำมันจากเมล็ดงาเข้าทางเส้นเลือดดำของกระต่าย พบว่า MIC มีค่าเท่ากับ 0.74 มิลลิลิตร/กก. เมื่อป้อนของกินที่มีส่วนผสมของข้าวโพด เม็ดฝ้าย น้ำมันที่ทำจากมะกอก และน้ำมันงาให้กับหนูเพศผู้-เมีย ในขนาด 0.1, 0.5% ของอาหารเป็นเวลานาน 105 วัน พบว่าหนูทุกตัวมีการเปลี่ยนของระดับไขมันที่ตับ และก็ในหนูเพศภรรยา เยื่อที่
ต่อม thyroid ชนิด microfollicular จะมีจำนวนเซลล์เพิ่มขึ้นมากผิดปกติ  และในหนูทุกตัวที่ป้อนอาหารที่มีส่วนผสมในขนาด 0.5% ของอาหาร พบว่าน้ำหนักของหัวใจเพิ่มมากขึ้น

  • ทำให้เกิดอาการแพ้ มีรายงานว่าคนรับประทานเมล็ดงา แล้วเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง เช่น ในคนเพศชายพบว่ามีอาการแพ้ด้วยการสูดดม และทำ skin prick tests ผล positive และเมื่อรับประทานเมล็ดงาขนาด 2 มก./วัน พบว่าเกิดอาการผื่นขึ้นคล้ายลมพิษ นอกจากนี้มีรายงานในคนเพศหญิง เมื่อรับประทานเมล็ดงาขนาด 10 ก./คน และสูดดม พบว่าเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง มีอาการหอบ จมูกอักเสบ และมีผื่นขึ้นคล้ายลมพิษ และมีรายงานว่าผู้ที่รับประทานเมล็ดงา  และเกิดอาการแพ้แบบ anaphylactic shock เนื่องจากสารในเมล็ดงาไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันชนิด non-IgE ผู้ป่วยอายุ 46 ปี เกิดอาการแพ้หลังจากการใช้น้ำมันงาในเยื่อหุ้มฟัน ทำให้เกิด anaphylactic shock ด้วยเช่นกัน มีรายงานในผู้ป่วยที่รับประทานอาหารที่มีงาเป็นส่วนผสม และเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง 10 ราย ผู้ป่วยทุกคนทำ skin prick test ต่องา และตรวจ IgE antibodies พบว่าได้ผล positive ทั้ง 2 ชนิด ทุกคน  และพบว่าสารที่ทำให้เกิดการแพ้อย่างรุนแรงในงาคือ 2S albumin
  • พิษต่อระบบสืบพันธุ์ สารสกัดเมล็ดด้วยบิวทานอล เอทานอล (95%) และน้ำ เมื่อป้อนให้กับหนูขาวเพศเมียขนาด 3.05 ก./กก. กรอกเข้าทางกระเพาะอาหาร พบว่าไม่มีผลต้านการฝังตัวของตัวอ่อน สารสกัดเมล็ดด้วยเอทานอล เมื่อป้อนให้กับหนูขาวที่ตั้งครรภ์ขนาด 200 มก./กก. กรอกเข้าทางกระเพาะอาหาร พบว่าไม่มีผลทำให้แท้ง และไม่มีผลต้านการฝังตัวของตัวอ่อน สารสกัดเมล็ดด้วยเอทานอล:น้ำ (1:1) เมื่อป้อนให้กับหนูขาวเพศเมียทางปากขนาด 200 มก./กก.  พบว่าไม่มีพิษต่อตัวอ่อน สารสกัดเมล็ดด้วยเบนซีนและปิโตรเลียมอีเทอร์  เมื่อป้อนให้กับหนูขาวที่ตั้งครรภ์ทางสายยางให้อาหารขนาด 150 มก./กก. พบว่าไม่เป็นพิษต่อตัวอ่อน น้ำมันจากเมล็ดงาเมื่อป้อนให้หนูที่ตั้งครรภ์ทางสายยางสู่กระเพาะอาหาร ในขนาด 4 มล./ตัว  โดยให้ในช่วงสัปดาห์ที่ 6-10 ของการตั้งครรภ์ พบว่าไม่มีผลทำให้เกิดความพิการของตัวอ่อน
  • พิษต่อเซลล์ สารสกัดทั้งต้นด้วยเอทานอล (90%) ขนาด 0.25 มก./มล. พบว่ามีพิษต่อเซลล์เม็ดเลือดขาวในคน (Lymphocytes Human) และสารสกัดเดิมเมื่อทำการทดสอบกับ Cells vero, Ce

7
ทองพันชั่ง
ชื่อสมุนไพร ทองพันชั่ง
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน ต้นหญ้าไก่ (ไทย) ,แปะเฮาะเล่งจือ (จีน-จีนแต้จิ๋ว) , หญ้ามันไก่ , ทองคำพันดุลย์ , ทองตาชั่ง (ภาคกึ่งกลาง) , ดอกไม้ฮ้อมบก (สุรินทร์)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Rhinacanthus nasutus (Linn.) Kurz.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Rhinacanthus communis Nees
ชื่อสามัญ   White crane flower
สกุล   Acanthaceae
บ้านเกิด ทองพันชั่งเป็นไม้ล้มลุกครึ่งไม้พุ่ม มีบ้านเกิดในประเทศแถบทวีปเอเชียใต้และก็เอเชียตะวันออกเฉียงใต้บริเวณแถบเส้นอีเควเตอร์ เจอทั่วไปในประเทศเขตร้อนของภูมิภาคดังที่กล่าวมาข้างต้น อาทิเช่น ประเทศ อินเดีย เกาะมาตุเรศกัสการ์ , มาเลเซีย อื่นๆอีกมากมาย แล้วมีการกระจัดกระจายพันธุ์ไปในประเทศเขตร้อนใกล้เคียง เป็นต้นว่า บังคลาเทศ , ประเทศพม่า ,ไทย , อินโดนีเซีย เป็นต้น ส่วนในประเทศไทย มีการประยุกต์ใช้เป็นยาสมุนไพรและนำมาปลูกเป็นไม้ประดับ,ไม้มงคลมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว
ลักษณะทั่วไป

  • ต้น [url=http://www.disthai.com/16910126/%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87]ทองพันชั่ง[/url]มีลักษณะเป็นไม้พุ่มเตี้ยขนาดเล็ก มีความสูงต้นราว 1 - 1.5 เมตร มักแตกหน่อและก็แผ่กิ่งก้านออกเป็นกอ ลำต้นและก็กิ่งไม้มีขนประปรายทั่วไป กิ่งอ่อนมักเป็นสันสี่เหลี่ยมตามทางยาว ส่วนโคนของลำต้นแก่นไม้แกนแข็ง
  • ใบ เป็นใบลำพังลักษณะรูปไข่ ปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเรียบ หรือเป็นคลื่นนิดหน่อย ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ๆและแต่ละคู่ออกสลับทิศทางกัน เนื้อใบบางและก็สะอาด ใบยาว 4 – 6 ซม. กว้าง 2 – 3 เซนติเมตร ใบมีสีเขียวอ่อน
  • ดอก เป็นดอกช่อขนาดเล็ก มีสีขาวออกเป็นช่อสั้นๆตรงซอกมุมใบ มองดอกมีลักษณะเสมือน นกยางกำลังบิน (แม้กระนั้นชาวจังหวัดสุรินทร์มีความเห็นว่าดอกทองพันชั่งน้ำหนักคล้ายข้าวเม่าหมายถึงมีกลีบดอกสี่กลีบตกออกเหมือนข้าวเม่า ก็เลยเรียกต้นทองพันชั่งน้ำหนักว่า “ผกาอ็อมบก” หมายความว่า ต้นดอกข้าวเม่า) กลีบรองดอกมี 5 กลีบ รวมทั้งมีขน กลีบสีขาวชิดกันตรงโคนเป็นหลอด ยาวราว 2 เซนติเมตร ปลายแยกเป็น 2 กลีบ กลีบขนยาวราวๆ 0.8 เซนติเมตร กว้าง 0.1 ซม. ปลายแยกเป็น 2 แฉกแหลมสั้นๆกลีบล่างแผ่กว้าง 1.5 ซม. แยกเป็น 3 แฉก โคนกลีบมีจุดประสีม่วงแดง เกสรตัวผู้สีน้ำตาลอ่อน มีสองอันยื่นพ้นปากหลอดออกมาบางส่วน รังไข่มี 1 อัน รูปยาวรี มีหลอดท่อรังไข่เหมือนด้าย ยาวเสมอปากหลอดดอก ก้านเกสรสั้นติดอยู่ที่ปากท่อดอก
  • ผล มีลักษณะเป็นฝัก กลมยาว และมีขนภายใน มี 4 เม็ดเมื่อแห้งสามารถแตกได้
การขยายพันธุ์ ทองคำพันชั่งสามารถเพาะพันธุ์ได้ด้วย การเพาะเมล็ดแล้วก็นำกิ่งมาปักชำ แม้กระนั้นในตอนนี้วิธีที่ได้รับความนิยมรวมทั้งมีอัตราการปลูกที่ได้ประสิทธิภาพที่ดี คือ ขั้นตอนการคือตัดกิ่งแก่ที่มีตาติดอยู่ 2-3 ตา แล้วปลิดใบทิ้งให้หมดแล้วต่อจากนั้นตัดรอบๆกิ่งให้เฉทำมุม 45 องศา แล้วปักลงไปในดินที่เปียกแฉะน้ำโดยให้กิ่งเอียงเล็กน้อย ทองคำพันชั่งเป็นพืชที่ไม่ชอบร่มเงามากมาย (อยากได้ที่ที่มีแดดลอดผ่านมารำไร) มักถูกใจที่ดินผสมทรายที่มีการระบายน้ำดี ไม่ขังเฉอะแฉะ แล้วก็ต้องคอยดูแลการให้น้ำให้ดินชุ่มชื้น รวมทั้งจะต้องคอยกำจัดวัชพืชอยู่เสมอ เนื่องจากหากขาดน้ำหรือถูกแดดมากจนเกินไปใบจะเป็นจุดเหลืองและหลังจากนั้นก็ค่อยๆแห้งตาย ฉะนั้นการปลูกจำเป็นต้องปลูกเอาไว้ในหน้าฝน
ส่วนประกอบทางเคมี ใบพบสารสำคัญเป็น rhinacanthin รวมทั้ง oxymethylanthraquinone รากมี Resin Rhinacanthin (1.9 เปอร์เซ็นต์) มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคได้ มีเกลือโปตัสเซียส และก็มี Oxymethylanthraquinone นอกจากนี้ยังเจอสาร  Quinone, Rutin (quercetin - 3 - rutinoside)
สรรพคุณ ตำรายาไทยใช้ ใบ แล้วก็ราก  รักษากลาก โรคเกลื้อน ผื่นคัน ใบ รสเบื่อเย็น ดับพิษไข้ แก้ไข้ตัวร้อน แก้พยาธิผิวหนัง รักษาอาการผมตก , ปวดฝี , แก้พิษ , แก้อักเสบ , บำรุงร่างกาย เป็นยาขับฉี่ ยาระบาย  ราก รสเบื่อเมา แก้ขี้กลากเกลื้อน ผื่นคัน และโรคผิวหนังที่เป็นน้ำเหลืองบางจำพวก   รักษาโรคมะเร็ง ดับพิษไข้ แก้พิษงู พยาธิวงแหวนตามผิวหนัง ต้น รักษาโรคผิวหนัง ขี้กลากเกลื้อน แก้น้ำเหลืองเสีย ผื่นคัน รักษาโรคมะเร็ง ขับพยาธิตามผิวหนังหรือบาดแผล รักษาอาการไส้เลื่อน เยี่ยวผิดปกติ ต้น บำรุงร่างกาย รักษาอาการผมตกนอกจากนั้นยังใช้ผสมในตำรับยาร่วมกับสมุนไพรอื่นๆรักษาโรคตั้งแต่นี้ต่อไปคือ

  • ราก - รักษาโรคมะเร็งเนื้องอก รักษาโรคมะเร็งปอด กระเพาะไส้ มะเร็งตามร่างกาย ทำให้ผมดกดำ แก้ไอเป็นเลือด คลื่นไส้เป็นเลือด แก้ริดสีดวงทวาร ดับพิษไข้ รักษาโรคผิวหนัง แก้กระษัย แก้ผมหงอก ผมหล่น รักษาโรคตับพิการ รักษาโรครูมาติเตียนซึม รักษาโรคไขข้อทุพพลภาพ แก้ลมเข้าข้อทำให้ปวดบวมต่างๆขับฉี่ แก้แมงเคียนรับประทานรากผม แก้เหา แก้รังแค
  • ทั้งยังต้น - รักษาโรคผิวหนัง คุดทะราด แก้เม็ดผื่นคัน
  • ต้น - รักษามะเร็งเนื้องอก รักษาโรคมะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะ มะเร็งตามร่างกาย โรคมะเร็งไส้ แก้แมงเคียนรับประทานรากผม แก้เหา แก้รังแค รักษาโรคผิวหนัง
  • ใบ - แก้แมงเคียนรับประทานรากผม แก้เหา แก้รังแค รักษาโรคผิวหนัง แก้ไข้ แก้ปวดศรีษะตัวร้อน แก้มะเร็งไช แก้หิดมะตอย รักษาโรคมะเร็ง รักษาวัณโรค แก้ใจระส่ำระสาย แก้คลุ้มคลั่ง แก้สารพัดสารพันพิษ


ยิ่งกว่านั้นในตำราบางเล่ม ยังได้เอ๋ยถึงคุณประโยชน์ทองพันชั่งน้ำหนัก โดยมิได้กล่าวว่าใช้ส่วนใดของพืช หรือส่วนใดในตำราเรียนยาร่วมกับสมุนไพรอื่นๆสำหรับการรักษาโรคต่างๆดังนี้เป็น
- รักษาโรคความดันเลือดสูง รักษาโรคมะเร็ง แก้มุตกิตระดูขาว เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ผมตก รักษาโรคนิ่ว
- แก้เคล็ดขัดยอกชายโครง มือกลยุทธ์ คอเคล็ดลับ แก้มะเร็งในกระเพาะ แก้ฝีประคำร้อย แก้มะเร็งในคอ แก้มะเร็งในปาก แก้ไข้เหนือ แก้จุกเสียด เป็นยาหยอดตา แก้ไอเป็นเลือด แก้ช้ำใน แก้นิ่ว แก้โรคผิวหนัง แก้ลมสาร แก้มะเร็งในปอด แก้มะเร็งด้านในและก็ข้างนอก
ทองพันชั่งรักษามะเร็ง ช่วยยั้งมะเร็ง ตัวอย่างเช่น โรคมะเร็งในกระเพาะ โรคมะเร็งในคอ มะเร็งในปาก มะเร็งในปอด เพราะว่าต้นทองพันชั่งมีสารสำคัญคือ “สารแนพโทควิโนนเอสเทอร์” (Naphthoquinone Ester) ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีการออกฤทธิ์สำหรับการตอนยับยั้งมะเร็งเยื่อบุช่องปาก โรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งมดลูก  มีรายงานว่าในประเทศไต้หวันใช้ทองคำพันชั่งน้ำหนักเป็นยาพื้นเมืองสำหรับในการบรรเทาโรคเบาหวาน โรคผิวหนัง ความดันเลือดสูง และตับอักเสบ
แบบอย่าง/ขนาดวิธีใช้

  • ทาแก้ขี้กลากโรคเกลื้อนหรือโรคผิวหนังผื่นคันอื่นๆใช้ใบสดผสมน้ำมันถ่านหินหรือแอลกอฮอล์ 75 เปอร์เซ็นต์ หรือบางทีอาจใช้รากบดเป็นผงแช่แอลกอฮอลล์ 1 อาทิตย์ เอามาทาแก้โรคผิวหนัง ขี้กลากโรคเกลื้อน และก็ผื่นคันอื่นๆใช้ใบหรือรากสด ตำกับน้ำปูนใสผสมพริกไทย พอกแก้โรคผิวหนังเรื้อรัง กลาก แล้วก็โรคผิวหนังอักเสบ หรือใช้ใบ (สดหรือแห้ง) หรือราก (สดหรือแห้ง) ตำให้ถี่ถ้วน แช่เหล้าเพียงพอท่วมตั้งไว้ 7 วัน นำน้ำยาที่ได้มาทาบริเวณที่เป็นเสมอๆหรือทาวันละ 3-4 ครั้ง จนกระทั่งจะหาย เมื่อหายแล้วให้ทาต่ออีก 7 วัน เหตุที่จะต้องแช่ไว้นาน 7 วัน เป็นเนื่องจากว่าน้ำยาที่ยังแช่ไม่ถึงกำหนดจะมีฤทธิ์กัดผิวหนัง ถ้าเกิดนำไปทาจะมีผลให้ผิวหนังแสบและก็คันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ น้ำยาจากรากแห้งกัดผิวมากกว่าใบแห้ง
  • ส่วนน้ำยาจากใบสดไม่กัดผิว ใช้รับประทานเป็นยาภายใน รักษาโรคมะเร็ง และก็วัณโรคระยะเริ่มแรก


o ใช้อีกทั้งต้น สด จำนวน 30 กรัม ต้มกับน้ำ จำนวนท่วมใบยา ต้มดื่มต่างน้ำ
o ใช้ก้านและก็ใบสด 30 กรัม (แห้ง 10-15 กรัม) ผสมน้ำตาลกรวดต้มน้ำ รักษาโรคปอดระยะเริ่มต้น

  • ช่วยขับเยี่ยว ให้ใช้ใบสด คั่วให้แห้งเอามาชงเป็นชาใช้ดื่มจะช่วยขับเยี่ยวได้


การเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคราและก็ยีสต์     ผลการค้นคว้าการฆ่าเชื้อรา Trichophyton rubrum ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคกลาก โดยวิธี paper disc เทียบกับยาต่อต้านเชื้อรา griseofulvin แล้วก็ nystatin โดยใช้สารสกัดจากใบรวมทั้งกิ่ง ด้วยน้ำ แอลกอฮอล์ และก็คลอโรฟอร์ม พบว่าสารสกัดด้วยน้ำมีฤทธิ์น้อยมาก ส่วนสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์และก็คลอโรฟอร์มมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อราก้าวหน้าพอควร  สารสกัดทองคำพันชั่งน้ำหนักด้วยเมทานอล ไดคลอโรมีเทนและก็เฮก เซน มีผลยับยั้งเชื้อรา Epidermophyton floccousm, Microsporum gypseum, Trichophyton mentagrophytes รวมทั้ง T. rubrum ที่นำไปสู่โรคผิวหนัง เมื่อทดสอบบนจานเลี้ยงเชื้อ   สาร rhinacanthin C, D รวมทั้ง N ซึ่งแยกจากใบเมื่อเอามาทดลองฤทธิ์ต้านทานเชื้อรา บนจานเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสารดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นอีกทั้ง 3 ชนิด สามารถต้านเชื้อราที่ก่อให้เกิดโรคทางผิวหนัง เป็นต้นว่า  Trichophyton rubrum, T. mentagrophytes และก็ Microsporum gypseum  ได้ โดยที่สาร rhinacanthin C มีฤทธิ์แรงที่สุด  สารสกัด RN-A และ RN-B ซึ่งเป็นกรุ๊ป sesquiterpenoid จากใบทองพันชั่งน้ำหนัก มีลักษณะโครงสร้างคล้ายกับสาร pyrano-1,2-naphthoquinones  สามารถฆ่าสปอร์ของเชื้อรา  Pyricularia oryzae ซึ่งเป็นราที่เป็นสาเหตุของโรคในข้าวเจ้าได้  สาร 3,4-dihydro-3,3-dimethyl-2H-naphtho(2,3-o)pyran-5,10-dione จากทองพันชั่งน้ำหนักมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อรา              สาร rhinacanthin C, D และ N จากใบทองพันชั่งน้ำหนัก สามารถยับยั้งยีสต์ Candida albicans ซึ่งเป็นสาเหตุของการติดเชื้อราในช่องปากและก็ช่องคลอด
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อไวรัส  สารสกัดใบทองพันชั่งน้ำหนักด้วยน้ำและก็เอทานอล เมื่อนำมาทดสอบฤทธิ์ต่อต้านไวรัสในเซลล์เพาะเลี้ยง  พบว่าสามารถยั้งเชื้อไวรัส Herpes simplex type1 (HSV-1) ซึ่งเป็นสาเหตุของเริม  สาร rhinacanthin C และก็ D จากต้นทองพันชั่งน้ำหนัก เมื่อเอามาทดลองฤทธิ์ต้านทานเชื้อไวรัส ในเซลล์เพาะเลี้ยง  พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อ cytomegalovirus ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญอย่างหนี่งของการติดเชื้อไวรัสในผู้เจ็บป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง  สาร rhinacanthin E และก็ F จากส่วนเหนือดินของต้นทองคำพันชั่งน้ำหนัก เมื่อเอามาทดสอบฤทธิ์ต้านทานเชื้อไวรัสในเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อไวรัสที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดโรคไข้หวัดใหญ่ได้
การเรียนทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษ    สารสกัดต้นทองพันชั่งด้วยแอลกอฮอล์ร้อยละ 50  เมื่อป้อนหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังในขนาด 10 กรัม/โล ไม่พบอาการเป็นพิษในหนูเม้าส์ ซึ่งขนาดที่ใช้ทดสอบนี้เป็น 3,333 เท่าของขนาดที่ใช้ในตำรายา
ข้อเสนอแนะ/ข้อควรไตร่ตรอง   การเก็บมาใช้ ควรที่จะเก็บใบแล้วก็รากจากต้นที่มีความแข็งแรงแข็งแรงได้รับปุ๋ย, แสงแดด รวมทั้งน้ำเพียงพอ กล่าวอีกนัยหนึ่งใบไม่มีจุดเหลือง มีสีเขียวสดเป็นมัน รวมทั้งควรจะเลือกเก็บจากต้นที่มีอายุเกิน 1 ปี หรือออกดอกแล้ว รวมทั้งสำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจ โรคหืด โรคโลหิตจาง โรคมะเร็งในเลือด โรคความดันโลหิตต่ำ ไม่สมควรรับประทานสมุนไพรทองพันชั่ง
เอกสารอ้างอิง

  • นันทวัน บุณยะประภัศร, บรรณาธิการ. 2530. ก้าวไปกับสุมนไพร เล่ม 3 พิมพ์ครั้งที่ 1.กรุงเทพมหานคร:ธรรกมลการพิมพ์.
  • ทองพันชั่ง.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ทองพันชั่ง.ฐานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • Wu, T.S., Tien, J.J., Yeh, M.Y., and Lee, K.H. 1988. Isolation and cytotoxicity of rhinacanthin-A and - B, Two napthoquinones from Rhinacanthus nasutus. Phytochemistry 27 (12) : 3787-3788.
  • มาโนช วามานนท์ และเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, บรรณาธิการ. 2530. ยาสมุนไพร สำหรับงานสาธารณสุขมูลฐาน พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก. http://www.disthai.com/
  • ทองพันชั่ง.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่6.คอลัมน์สมุนไพรน่ารู้.ตุลาคม 2522
  • ภโวทัย พาสนาดสภณ.สารออกฤทธิ์ในสมุนไพร (Active Ingradients in Herbs). คอลัมน์ บทความวิชาการ.วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี.ปีที่ 27 .ฉบับที่1.กันยายน 2558 – กุมภาพันธ์ .2559. หน้า 120-131
  • ทองพันชั่ง.กลุ่มสมุนไพรแก้มะเร็ง.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพฯรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี.
  • โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง. 2531. ทองพันชั่ง : แก้กลาก เกลื้อน สังคัง. ข่าวสารสมุนไพร 32 : 32-35.
  • Wongwanakul, R., Vardhanabhuti, N.,Siripong, P., &Jianmongkol, S. (2013). Effects of rhinacanthin-C on function andexpression ofdrugeffluxtransporters in Caco-2cells. Fitoterapia,89, 80-85.


8

หวัด (Common cold)
หวัด คืออะไร โรคหวัด หรือหวัด ในที่นี้ คือ โรคไข้หวัดปกติ (Common cold) ไม่ใช่ไข้หวัดใหญ่ หรือ ฟลู (Influenza หรือ Flu)   โรคหวัด เป็น โรคที่เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการต่อว่าดเชื้อไวรัสบริเวณทางเท้าหายใจส่วนต้น เป็นต้นว่า จมูก คอ ไซนัส และก็กล่องเสียง โดยเชื้อที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดไข้หวัดมักเป็นเชื้อไวรัสชนิดไม่รุนแรง และสามารถหายได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ โรคไข้หวัดเป็นโรคติดเชื้อโรคยอดฮิตพบได้มากมาก ทั้งยังในผู้ใหญ่และก็เด็ก โดยเฉพาะเด็กในวัยเยาว์ ซึ่งพบได้ทั่วไปเป็นหวัดได้หลายครั้งถึงปีละ 6-8 ครั้ง ด้วยเหตุว่าเด็กมีภูมิคุ้มกันต้านโรคน้อยกว่าผู้ใหญ่ จึงมีโอกาสเป็นหวัดได้บ่อยครั้งกว่าผู้ใหญ่มาก และก็โรคหวัดยังเป็นโรคกำเนิดได้ทั้งปี แม้กระนั้นพบได้ทั่วไปในฤดูฝนและหน้าหนาว โรคหวัดถือได้ว่าเป็นโรคที่เป็นแล้วสามารถหายเองได้ โดยไม่จำเป็นจำเป็นต้องใช้ยาอะไรพิเศษ ซึ่งยาที่จำเป็นจะต้องมีเพียงแค่พาราเซตามอล ที่ใช้สำหรับลดไข้ แก้ปวด เฉพาะเมื่อจับไข้สูงหรือปวดหัว
ข้อบกพร่องในตอนนี้คือ มีการใช้ยาปฏิชีวนะเกินจำเป็นอย่างมากเกินไป ซึ่งไม่ได้คุณประโยชน์ เนื่องด้วยมิได้มีส่วนทำลายเชื้อเชื้อไวรัสหวัดที่เป็นสาเหตุยังอาจก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาง่าย แพ้ยาง่าย และก็ทำให้ร่างกายอ่อนแอตามมาได้  ด้วยเหตุผลดังกล่าว จำเป็นจะต้องทำความเข้าใจแนวทางในการดูแลไข้หวัดด้วยตัวเองและก็ไม่มีอันตราย
ต้นเหตุของหวัด สาเหตุโดยมากของการเป็นโรคหวัดเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากร่างกายได้รับเชื้อไวรัสก่อโรค ร่วมกับสถานการณ์ที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำลง อาทิเช่น เครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ ส่วนเชื้อที่เป็นต้นเหตุ : มีสาเหตุจาก “เชื้อโรคหวัด” ที่มีอยู่มากกว่า 200 ชนิดจากกลุ่มเชื้อไวรัสจำนวน 8 กรุ๊ปร่วมกัน โดยกรุ๊ปเชื้อไวรัสที่สำคัญ เช่น กลุ่มไวรัสไรโน (Rhinovirus) ซึ่งมีมากยิ่งกว่า 100 จำพวก พบได้ทั่วไปที่สุดโดยประมาณ 30-50% นอกเหนือจากนั้นก็มีกลุ่มเชื้อไวรัสวัวโรที่นา (Coronavirus) ที่พบได้ประมาณ 10-15%,และกรุ๊ปไวรัสอะดีโน (Adenovirus) เป็นต้น
                ซึ่งการเกิดโรคขึ้นแต่ละครั้งจะมีต้นเหตุมาจากเชื้อไวรัสหวัดเพียงแค่ประเภทเดียว เมื่อเป็นแล้วร่างกายก็จะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสหวัดจำพวกนั้น สำหรับในการเจ็บป่วยหวัดครั้งใหม่ก็จะเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเชื้อไวรัสหวัดชนิดใหม่ที่ร่างกายยังไม่เคยติดเข้ามา หมุนวนแบบนี้ไปเรื่อยๆด้วยเหตุนั้น คนเราจึงเป็นไข้หวัดได้บ่อยมาก เด็กเล็กที่ยังไม่ค่อยได้ติดเชื้อหวัดมาก่อน ก็บางทีอาจป่วยหวัดจำเจได้ แล้วก็อาจป่วยหวัดได้หลายครั้งถึงเดือนละ 1-2 ครั้ง หรือทุกอาทิตย์
อาการของโรคหวัด โดยธรรมดามักมีลักษณะไม่ร้ายแรง เป็นไข้ไม่สูง ปวดเหมื่อยตามตัวเป็นช่วงๆปวดหนักหัวบางส่วน เมื่อยล้าเล็กน้อย อาจมีอาการคอแห้ง แสบคอหรือเจ็บคอน้อยเอามาก่อน ต่อมาจะมีน้ำมูกไหลใสๆคัดจมูก ไอแห้งๆหรือไอมีเสลดบางส่วน ลักษณะใสหรือขาวๆคนเจ็บโดยมาก เดินเหิน ทำงานได้ และก็จะรับประทานอาหารได้ ในเด็กตัวเล็กๆ อาจมีไข้สูงเฉียบพลัน ตัวร้อนเป็นพักๆเวลาไข้ขึ้นบางทีอาจซึมบางส่วน เวลาไข้ลง (ตัวเย็น) ก็จะวิ่งเล่นหรือหน้าตาแจ่มใสเหมือนปกติ ถัดมาจะมีน้ำมูกใส ไอเล็กน้อย ในคนแก่ บางทีอาจไม่มีไข้ มีเพียงแต่ลักษณะของการเจ็บคอบางส่วน น้ำมูกใส ไอเล็กน้อย ในเด็กแรกเกิดอาจมีอาการคลื่นไส้ หรือท้องเดิน ร่วมด้วย อาการไข้มักเป็นอยู่นาน 48-96 ชั่วโมง (2-4 วันเต็มๆ) แล้วหลังจากนั้นก็ดีขึ้นกว่าเดิมได้เอง
                อาการน้ำมูกไหลจะเป็นมากอยู่ 2-3 วัน ส่วนอาการไอ บางทีอาจไอนานเป็นสัปดาห์ หรือบางรายอาจไอนานเป็นแรมเดือน ภายหลังจากอาการอื่นๆหายก็ดี
ในรายที่การตำหนิดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ผู้เจ็บป่วยจะจับไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 1 วัน หรือไอมีเสลดสีเหลืองหรือเขียวทุกคราว
ทั้งนี้ลักษณะของการมีไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ จะค่อนข้างคล้ายคลึงกัน อาจงงเต็กได้ แม้กระนั้นผู้ป่วยรวมทั้งผู้ดูแลสามารถดูความแตกต่างได้ตามตารางนี้




อาการ


ไข้หวัดธรรมดา


ไข้หวัดใหญ่


โรคภูมแพ้




ไข้


ไข้ต่ำๆหรือไม่มี


มักมีไข้สูง อาจสูงถึง 40
องศาเซลเซียส


ไม่มีไข้




ปวดหัว


ไม่ค่อยพบ


พบได้ปกติ


ไม่พบ




ปวดเมื่อย
กล้ามเนื้อ
อ่อนเพลีย


อาจมีอาการเล็กน้อย


พบได้บ่อยและอาการรุนแรง


ไม่พบ (อาจอ่อนเพลียหากพักผ่อนน้อย)




น้ำมูกไหล คัดจมูก


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ


พบได้บ่อย




จาม


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ


พบได้บ่อย




เจ็บคอ


พบได้บ่อย


อาจพบได้บางครั้ง


อาจพบได้บางครั้ง




ไอ


พบได้บ่อย


พบได้บ่อย และมีความรุนแรงมากกว่า


อาจพบได้บางครั้ง




เจ็บหน้าอก


อาบพบได้แต่อาการไม่รุนแรง


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ(ยกเว้นเป็นโรคหอบหืด)




อาการ


ไข้หวัดธรรมดา


ไข้หวัดใหญ่


โรคภูมิแพ้




สาเหตุการเกิด


เกิดจากไวรัส
(Rhinoviruses เป็นสาเหตุหลักประมาณ 30-50%)


เกิดจากไวรัส (influenza virus type A and B)


เกิดจากสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น อากาศเย็น/ร้อน ละอองเกสร




การดูและการรักษา


-พักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ
-ใช้ยาบรรเทาอากาต่างๆ เช่น ยาแก้คัดจมูก หรือยาลดไข้
-มักดีขึ้นและหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์


-พักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ
-ใช้ยาบรรเทาอาการต่างๆ เช่น ยาลดไข้พาราเซตามอบ (แต่ไม่ควรใช้ยากลุ่ม NSAIDs กรณีสงสัยไข้เลือดออกด้วย)
-หากอาการรุนแรงหรือไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม และอาจต้องได้รับยาต้านไวรัสตลอดจนการรักษาให้ถูกต้อง


-หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นภูมิแพ้ เช่นหลีกเลี่ยงฝุ่นอากาศเย็น
-ใช้ยาบรรเทาอาการเช่นยาแก้แพ้ ยาแก้คัดจมูก
-หากรุนแรงควรพบแพทยืเพื่อพิจารณาใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดพ่นจมูก




การป้องกัน


-หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
-ใส่หน้ากากอนามัย
-ไม่มีวัคซีนป้องกัน


-หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
-ใส่หน้ากากอนามัย
-ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่


หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้




และในขณะที่มีอาการป่วยเป็นหวัด ผู้ป่วยหรือผู้ดูแล (ในเด็กเล็ก) ควรจะติดตามอาการอย่างใกล้ชิด รวมทั้งควรจะรีบไปพบหมอในทันทีถ้าหากมีอาการดังต่อไปนี้
ผู้ใหญ่
           ไข้สูงมากไปกว่า 38.5 องศาเซลเซียส ติดต่อกันเกิน 5 วันขึ้นไป
           กลับมาจับไข้ซ้ำหลังจากลักษณะของการมีไข้หายแล้ว
           หายใจหอบเมื่อยล้า และก็หายใจมีเสียงหวีดร้อง
           เจ็บคออย่างรุนแรง ปวดหัว หรือมีอาการปวดรอบๆไซนัส
เด็ก
           มีไข้สูงขึ้นยิ่งกว่า 38 องศาเซลเซียส ในเด็กแรกเกิด-12 อาทิตย์
           มีอาการไข้สูงต่อเนื่องกันมากกว่า 2 วัน
           อาการต่างๆของหวัดร้ายแรงเพิ่มมากขึ้น หรือรักษาแล้วอาการกำเริบ
           มีลักษณะอาการปวดศีรษะ หรือไออย่างรุนแรง
           หายใจมีเสียงหวีดร้อง
           เด็กมีอาการงอแงอย่างรุนแรง
           ง่วงมากมายไม่ปกติ
           ความต้องการอาหารน้อยลง ปฏิเสธประทานของกิน
ปัจจัยเสี่ยงที่นำมาซึ่งโรคหวัด ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงดังต่อไปนี้ มักเป็นไข้หวัดได้ง่ายดายกว่าคนปกติ อาทิเช่น

  • อายุ เด็กที่อายุน้อยกว่า 6 ปี มีความเสี่ยงมีอาการป่วยด้วยหวัดสูง โดยยิ่งไปกว่านั้นเด็กที่จำต้องอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็ก หรือเนอสเซอรี่
  • ภูมิต้านทานอ่อนแอ ผู้เจ็บป่วยที่มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือมีภาวการณ์สุขภาพที่ทำให้ระบบภูมิต้านทานอ่อนแอมีแนวโน้มที่จะมีอาการป่วยเป็นไข้หวัดได้ง่ายดายเสียยิ่งกว่าธรรมดา
  • ช่วง โดยส่วนมากแล้วไม่ว่าจะเด็ก หรือคนแก่ชอบจับไข้หวัดได้ง่ายในช่วงฤดูฝน รวมทั้งหรือฤดูหนาว
  • ดูดบุหรี่ คนที่สูบบุหรี่มีลักษณะท่าทางจะป่วยเป็นหวัดได้ง่าย รวมทั้งถ้าเกิดเป็นก็จะอาการรุนแรงกว่าธรรมดาอีกด้วย
  • อยู่ในที่ที่ผู้คนจอแจคับแคบ สถานที่ที่มีคนจอแจ ทำให้เสี่ยงต่อการตำหนิดเชื้อไวรัสโรคไข้หวัดได้ง่าย
  • คนที่จำต้องดูแลผู้เจ็บป่วยโรคไข้หวัด ซึ่งกรุ๊ปบุคคลเหล่านี้จะต้องสัมผัสกับสารคัดหลั่งของคนเจ็บทั้งน้ำลาย น้ำมูก หรือละอองน้ำมูก น้ำลาย จากลมหายใจของผู้เจ็บป่วย

    ขั้นตอนการรักษาโรคหวัด โดยธรรมดาผู้เจ็บป่วย (ผู้ใหญ่) สามารถวินิจฉัยโรคหวัดเองได้ จากอาการที่แสดง แต่ถ้าเกิดคนเจ็บไปพบแพทย์ หมอจะวินิจฉัยโรคหวัดได้จากอาการที่แสดง ประวัติการระบาดของโรค ฤดูกาล และจากการตรวจร่างกาย เช่น ลักษณะของการมีไข้ มีน้ำมูก เยื่อจมูกบวมและก็แดง คอแดงนิดหน่อย ส่วนในเด็กอาจเจอทอนซิลโต แต่ไม่แดงมาก และไม่มีหนอง แต่ว่าในคนไข้ที่มีอาการร้ายแรง ยกตัวอย่างเช่น ไข้สูง หมออาจมีการวิเคราะห์เลือดซีบีซี (CBC) เพื่อแยกว่าเป็นการติดเชื้อโรคไวรัสหรือติดเชื้อโรคแบคทีเรีย รวมทั้งอาจมีการตรวจค้นอื่นๆเพิ่มตามดุลพินิจของหมอ ดังเช่นว่า การพิสูจน์เลือดมองค่าเกล็ดเลือดเพื่อแยกจากโรคไข้เลือดออก เป็นต้น
             เนื่องจากว่าไข้หวัดมีเหตุมาจากเชื้อไวรัส จึงไม่มียาที่ใช้รักษาโดยเฉพาะ เพียงแค่ให้การรักษาไปตามอาการเพียงแค่นั้น ซึ่งการปรับแก้อาการที่เกิดขึ้นในเบื้องต้นแพทย์จะจ่ายยาที่เป็น ยาสามัญประจำบ้านเพื่อทุเลาอาการก่อน อย่างเช่นพาราเซตามอล (paracetamol) สำหรับลดไข้ คลอเฟนนิรามีน (chlorpheniramine) สำหรับลดน้ำมูก และก็จะเสนอแนะให้พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำอุ่นเพื่อละลายเสมหะ การดื่มน้ำมากมายๆและก็การเช็ดตัวจะช่วยลดอุณหภูมิร่างกายได้
           โดยทั่วไปยาที่ใช้เมื่อเป็นหวัดจะเป็นยาที่ใช้เพื่อรักษาตามอาการ เพราะไม่มีการใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่อเชื้อไวรัสก่อโรคโดยตรง และก็เมื่ออาการดียิ่งขึ้นและก็สามารถหยุดใช้ยาได้ ยาที่นิยมใช้ทั่วไปเมื่อเป็นหวัดมีดังนี้

  • ยาลดไข้ โดยธรรมดายาที่นิยมสำหรับลดไข้เป็นparacetamol สำหรับคนแก่ รับประทานยาขนาด 500 mg ต่อเม็ด ปริมาณ 1-2 เม็ด สามารถรับประทานซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง ใช้ไม่เกิน 8 เม็ดต่อวัน และไม่ควรที่จะใช้ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 5 วัน เหตุเพราะมีโอกาสกำเนิดพิษต่อตับ สำหรับเด็กจะต้องมีการปรับขนาดยาตามน้ำหนักตัว โดยเหตุนั้นควรซักถามข้อมูลเพิ่มเติมนอกเหนือจากนี้จากแพทย์หรือเภสัชกร ยาอีกกรุ๊ปยอดนิยมสำหรับในการใช้ลดไข้ คือ ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti Inflammatory Drugs:-NSAIDs) เป็นต้นว่าแอสไพริน (aspirin), ibuprofen ซึ่งการใช้ยาในกรุ๊ปหลังนี้ให้ผลในการลดไข้ได้อย่างเร็ว แม้กระนั้นมีสิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวังในการใช้สำหรับลดไข้ในกรณีของโรคไข้เลือดออก แต่ในเด็กที่แก่น้อยกว่า 18 ปี หน่วยงานอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่าไม่ให้ใช้ยาแอสไพริน
  • ยาลดน้ำมูกแก้คัดจมูก


ในกรุ๊ปของยาลดน้ำมูกนั้น สามารถแบ่ง ได้เป็น 2 กรุ๊ป คือยาแก้คัดจมูก ออกฤทธิ์โดยการหดหลอดเลือด ทำให้อาการคัดจมูกลดน้อยลง แบ่งเป็น

  • สำหรับรับประทาน ได้แก่ phenylephrine, pseudoephedrine (pseudoephedrine รับได้จากสถานพยาบาลเท่านั้น ไม่มีขายตามร้านค้ายา)
  • สำหรับหยดหรือพ่นรูจมูก เป็นต้นว่า oxymetazoline ซึ่งก่อนใช้จำต้องสั่งขี้มูกออกก่อน


ยาลดน้ำมูก ออกฤทธิ์โดยการขัดขวางผลของฮีสตามีน (histamine) ซึ่งมีผลทำให้การหลั่งน้ำมูกน้อยลง แม้กระนั้นจะได้ผลน้อยกับอาการคัดจมูก สามารถแบ่งย่อย เป็น 2 กรุ๊ปคือ

  • ยาลดน้ำมูกกลุ่มที่ก่อให้เกิดอาการง่วงซึม ยกตัวอย่างเช่น chlorpheniramine, brompheniramine, hydroxyzine, cyproheptadine เป็นต้น ยากลุ่มนี้จะลดปริมาณสารคัดเลือกหลั่งในระบบทางเท้าหายใจ ยกตัวอย่างเช่น น้ำมูก เสลด แต่ว่าจะทำให้เกิดอาการง่วงซึมได้ เนื่องจากว่ามีฤทธิ์กดระบบประสาท อย่างไรก็ดี ยาในกลุ่มนี้สามารถคุมอาการได้ดียิ่งไปกว่าเมื่อเทียบกับยาในกลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วงซึม ถ้าหากคนป่วยใช้ยาในกลุ่มนี้ควรเลี่ยงการขับรถและก็การทำงานที่เกี่ยวกับเครื่องจักร รวมทั้งบางทีอาจนับว่าเป็นจังหวะที่ดีสำหรับการพัก
  • ยาลดน้ำมูกกลุ่มที่ไม่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการง่วงซึม ดังเช่น cetirizine, loratadine, desloratadine, fexofenadine เป็นต้น ซึ่งจุดเด่นของยาในกลุ่มนี้ก็คือ ไม่ทำให้มีการเกิดอาการง่วงซึม หรืออาจมีอาการง่วงซึมได้บ้างน้อย โดยเหตุนั้นก็เลยนิยมใช้ยาในกลุ่มนี้ในคนไข้โรคภูมิแพ้ด้วย
  • ยาที่ช่วยบรรเทาอาการไอ ในกลุ่มของยาที่ช่วยบรรเทาอาการไอ ก็สามารถแบ่ง ได้เป็น 2 กรุ๊ปด้วยเหมือนกัน เป็น
  • ยาสำหรับอาการไอมีเสลด โดยที่มาของอาการไอชนิดนี้ เนื่องจากว่ามีเสลดเป็นตัวกระตุ้นนำมาซึ่งการก่อให้เกิดการไอ เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องใช้ยารักษาที่สาเหตุซึ่งก็คือ การทำให้เสมหะเหลวหรือขับออกได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น ยาละลายเสมหะ เป็นต้นว่า acetylcysteine, carbocysteine, bromhexine, ambroxol ฯลฯ ยาขับเสมหะ ดังเช่นว่า glyceryl guaiacolate (guaifenesin) เป็นต้น ซึ่งการใช้ยาพวกนี้อาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีลักษณะไอเพิ่มมากขึ้นในตอนแรก เพื่อนำเสมหะออกมาจากฟุตบาทหายใจ แต่หลังจากนั้นอาการไอจะต่ำลงตามลำดับ
  • ยาสำหรับอาการไอที่ไม่มีเสลด หรือ ไอแห้ง ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนที่กระตุ้นให้เกิดการไอ ซึ่งผู้กระทำดระบบประสาทนั้นอาจส่งผลให้ตัวผู้ป่วยง่วงซึมได้ หากคนไข้ใช้ยาในกลุ่มนี้จำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงการขับรถแล้วก็การทำงานที่เกี่ยวกับเครื่องจักร ยาที่ออกฤทธิ์กดการไอดังเช่น dextromethorphan, codeine, brown mixture ฯลฯ


ด้วยเหตุนี้จึงต้องหาสาเหตุของการไอ แล้วก็ปรับแต่งให้ถูกจุด ถ้าหากผู้ป่วยใช้ยาแก้ไอไม่ถูกกับสาเหตุของอาการไอที่เป็นอยู่ ได้แก่ ใช้ยากดการไอในเรื่องที่การไอมีต้นเหตุที่เกิดจากเสมหะ นอกเหนือจากเสมหะจะกีดกันฟุตบาทหายใจแล้ว ร่างกายก็ยังไม่สามารถขับเสลดออกโดยการไอได้อีกด้วย

  • ยาปฏิชีวนะที่นิยมใช้เบื้องต้น (ในเรื่องที่พบว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียเข้าแทรก ยกตัวอย่างเช่น จับไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 4 ชั่วโมง
  • ยากลุ่มแพนิซิลิน (penicillins) อย่างเช่น amoxicillin ซึ่งโครงสร้างของยาตัวนี้ทนต่อกรดในทางเดินของกิน สามารถรับประทานหลังรับประทานอาหารได้
  • ยากลุ่มแมคโครไลด์ (macrolides) ยกตัวอย่างเช่น erythromycin, roxithromycin เนื่องมาจากองค์ประกอบของยาในกลุ่มนี้ส่วนมากไม่ทนประมือดในทางเดินของกิน ควรต้องกินก่อนกินอาหาร นอกจาก erythromycin estolate รวมทั้ง erythromycin ethylsuccinate ที่มีการดัดแปลงแก้ไของค์ประกอบของยาแล้ว ทำให้สามารถรับประทานหลังอาหารได้


แต่ว่าการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่สม่ำเสมอ และไม่ครบตามปริมาณที่ระบุ เว้นแต่คนเจ็บจะไม่หายจากอาการที่เป็นอยู่ ยังเป็นการช่วยเหลือให้กำเนิดปัญหาเชื้อดื้อยา และบางทีอาจไม่มียาปฏิชีวนะสำหรับรักษาอาการของผู้ป่วยในอนาคต
การติดต่อของหวัด โรคไข้หวัดเป็นโรคติดต่อในระบบฟุตบาทหายใจ โดยเชื้อหวัดมีอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะของคนเจ็บ ติดต่อโดยการหายใจสูดเอาฝอยละอองเสมหะที่คนเจ็บไอหรือจามรด ข้างในระยะไม่เกิน 1 เมตร
นอกเหนือจากนั้น เชื้อหวัดยังอาจติดต่อโดยการสัมผัส พูดอีกนัยหนึ่ง เชื้อหวัดอาจติดที่มือของผู้เจ็บป่วย ข้าวของ เครื่องใช้ ตัวอย่างเช่น ผ้าที่เอาไว้สำหรับเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ถ้วยน้ำ จาน จานชาม ของเล่นเด็ก หนังสือ โทรศัพท์ หรือสภาพแวดล้อม ดังเช่น ลูกบิดประตู โต๊ะ เก้าอี้ เมื่อคนปกติสัมผัสถูกมือของผู้เจ็บป่วย สิ่งของเครื่องใช้หรือสิ่งแวดล้อมที่แปดเปื้อนเชื้อหวัด เชื้อหวัดก็จะติดมือของคนคนนั้น และก็เมื่อเผลอใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะจมูก เชื้อก็จะเข้าสู่ร่างกายของคนคนนั้น กระทั่งเปลี่ยนเป็นไข้หวัดได้  ส่วนระยะฟักตัวของโรค (ตั้งแต่คนไข้รับเชื้อเข้าไปจนถึงออกอาการ) : ราว 1-3 วัน โดยเฉลี่ย และก็มักมีลักษณะอาการร้ายแรงที่สุดในช่วง 2-3 วันหลังเริ่มมีอาการ

การปฏิบัติตนเมื่อป่วยด้วยหวัด คำแนะนำการกระทำตัวของคนป่วยมีดังนี้


  • พักผ่อนมากๆห้ามทุกข์ยากลำบากงานหนักหรือออกกำลังกายมากจนเกินความจำเป็น
  • สวมใส่เสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่น อย่าถูกฝนหรือถูกอากาศเย็นจัด และก็อย่าอาบน้ำเย็น
  • กินน้ำมากๆเพื่อช่วยลดไข้ และก็ชดเชยน้ำที่เสียไปเนื่องมาจากไข้สูง
  • ควรทานอาหารอ่อน น้ำข้าว น้ำหวาน น้ำส้ม น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มร้อนๆ
  • ใช้ผ้าชุบน้ำ (ควรใช้น้ำอุ่น หรือน้ำก๊อกปกติ อย่าใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็ง) เช็ดตัวเวลามีไข้สูง
  • หากจับไข้สูง ให้พาราเซตามอล (คนที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี ควรจะหลบหลีกการใช้แอสไพริน เพราะอาจเพิ่มการเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรย์ซินโดรม ซึ่งเกิดอันตรายร้ายแรงได้) ควรจะให้ยาลดไข้เป็นบางโอกาสเฉพาะเวลาเป็นไข้สูง ถ้าจับไข้ต่ำๆ หรือไข้พอทนได้ ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกิน
  • หากมีอาการน้ำมูกไหลมากมายจนถึงสร้างความรำคาญ ให้ยาแก้แพ้ ดังเช่นว่า คลอร์เฟนิรามีน ใน 2-3 วันแรก เมื่อทุเลาแล้วควรจะหยุดยา หรือในกรณีที่มีอาการไม่มาก ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องให้ยานี้
  • ถ้าหากมีลักษณะไอ จิบน้ำอุ่นมากๆหรือจิบน้ำผึ้งผสมมะนาว (น้ำผึ้ง 4 ส่วน น้ำมะนาว 1 ส่วน) ถ้าหากไอมากมายลักษณะไอแห้งๆไม่มีเสมหะควรจะ ให้ยาแก้ไอ
  • ถ้าหากมีอาการหอบ หรือนับการหายใจได้เร็วกว่าปกติ (เด็กอายุ 0-2 เดือนหายใจมากกว่า 60 ครั้ง/นาที อายุ 2 เดือนถึง 1 ขวบหายใจมากกว่า 50 ครั้ง/นาที อายุ 1-5 ขวบหายใจมากกว่า 40 ครั้ง/นาที) หรือเป็นไข้นานเกิน 7 วัน ควรจะส่งโรงพยาบาลอย่างเร็ว บางทีอาจเป็นปอดอักเสบหรือภาวการณ์รุนแรงอื่นๆได้ บางทีอาจจำเป็นต้องเอกซเรย์ ตรวจเลือด ตรวจเสมหะ เป็นต้น
  • หากมีลักษณะอาการเจ็บคอมาก ไข้สูงตลอดเวลา ซึม ไม่อยากกินอาหารมากมาย ปวดเมื่อยมาก ปวดหู หูอื้อ หรือสงสัยไข้หวัดใหญ่ หรือไข้หวัดนก (มีประวัติสัมผัสสัตว์ปีกที่เจ็บป่วยหรือตายข้างใน 7 วัน หรืออยู่ภายในเขตพื้นที่ที่มีการระบาดของหวัดนกภายใน 14 วัน) หรือจับไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 1 วัน ควรไปพบหมอโดยด่วน


การป้องกันตัวเองจากโรคหวัด รักษาสุขลักษณะรากฐาน เพื่อให้มีสุขภาพเกี่ยวกับร่างกายแข็งแรง กินอาหารมีประโยชน์ห้ากลุ่มทุกๆวัน เพื่อมีสุขภาพทางกายแข็งแรง ดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละอย่างน้อย 6-8 แก้วเมื่อไม่มีโรคต้องจำกัดน้ำ พักให้เพียงพอเป็นประจำ ไม่ไปในที่แออัดคับแคบ ตัวอย่างเช่น ศูนย์การค้า ในตอนที่มีการระบาดของโรคไข้หวัดรู้จักใช้หน้ากากอนามัยเมื่อจำเป็นต้องไปในบริเวณที่มีคนพลุลนลานหรือไปโรงพยาบาล  รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงไม่ควรอาบน้ำหรือสระผมด้วยน้ำที่เย็นเกินไป โดยยิ่งไปกว่านั้นตอนที่มีอากาศเย็น  อย่าเข้าใกล้หรือนอนรวมกับคนป่วย ถ้าจำเป็นจะต้องดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ควรจะสวมหน้ากากอนามัยและหมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่  อย่าใช้สิ่งของเครื่องใช้ (เช่น ผ้าที่มีไว้เช็ดหน้า ผ้าที่มีไว้เช็ดตัว ถ้วยน้ำ โทรศัพท์ ของเล่นเด็ก เป็นต้น) ร่วมกับคนป่วย และก็ควรหลบหลีกการสัมผัสมือคนเจ็บ
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองป้องกัน/รักษาโรคหวัด

  • ฟ้าทะลายมิจฉาชีพ สารสำคัญสำหรับเพื่อการออกฤทธิ์หมายถึงAndrographolide มีฤทธิ์รักษาอาการไอ เจ็บคอ ป้องกันรวมทั้งทุเลาหวัด จากการศึกษาเล่าเรียนการใช้ฟ้าทะลายโจรเพื่อรักษาลักษณะของการมีไข้รวมทั้งเจ็บคอเปรียบเทียบกับยาลดไข้พาราเซตามอล พบว่ากรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายมิจฉาชีพขนาด 6 กรัมต่อวัน จะมีลักษณะไข้และก็การเจ็บคอลดน้อยลงในวันที่ 3 ซึ่งดีมากยิ่งกว่ากรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายมิจฉาชีพ 3 กรัม/วัน หรือได้รับพาราเซตามอล  ในการศึกษาเทียบการใช้ฟ้าทะลายมิจฉาชีพเพื่อคุ้มครองหวัด ซึ่งทำในช่วงฤดูหนาว โดยให้เด็กนักเรียนรับประทานยาเม็ดฟ้าทะลายมิจฉาชีพแห้ง ขนาด 200 มก./วัน หลังจาก 3 เดือนของการทดสอบพบว่าอุบัติการณ์การเป็นหวัดในกลุ่มที่ได้ฟ้าทะลายโจรลดลงอย่างเป็นจริงเป็นจัง ทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม โดยอัตราการเป็นหวัดในกลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายมิจฉาชีพเท่ากับจำนวนร้อยละ 20 ในเวลาที่กลุ่มควบคุมมีอัตราการเป็นหวัดพอๆกับร้อยละ 62  บางทีอาจสรุปได้ว่าฟ้าทะลายขโมยให้ผลคุ้มครองปกป้องของยา เท่ากับร้อยละ 33


ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ยาแคปซูล ยาเม็ด ที่มีผงฟ้าทะลายโจรแห้ง 250 มก. และ 500 มก.
o             บรรเทาลักษณะของการเจ็บคอ กินวันละ 3 – 6 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังรับประทานอาหารรวมทั้งก่อนนอน
o             บรรเทาอาการหวัด รับประทานวันละ 1.5 – 3 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก็ก่อนนอน

  • กระเทียม มีฤทธิ์สำหรับการทำลายเชื้อเชื้อไวรัส เชื้อรา ลดอาการภูมิแพ้ มีฤทธิ์เสมือนแอสไพริน ก็เลยทำให้ไข้ลด แล้วก็ยังคุ้มครองปกป้องการเจ็บป่วยหวัดได้
  • ใบกระเพรา ใบกระเพราช่วยขับเสลด ทำให้จมูกโล่ง ฆ่าเชื้อโรคในทางเดินหายใจ
  • ชา ใบชามีสารโพลีฟีนนอล เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการตำหนิดเชื้อ ทำใหเยื้อบุโพรงจมูกชุ่มชื้น หายใจสบาย
  • ขิง เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน มีกลิ่นเฉพาะบุคคล สามารถช่วยลดอาการหวัด แก้ไอ ทำให้หายใจโล่งขึ้น ขับเหงื่อ
  • กระเจี๊ยบ อุดมไปด้วยวิตามินซีสูง เจอสารแอนโธไซยานินในกระเจี๊ยบมีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส ลดการติเชื้อ
เอกสารอ้างอิง

  • รับมือโรคหวัดอย่างไรให้เหมาะสม.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาสรีรวิทยา.คณะเภสัชศาสตร์.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “ไข้หวัด (Common cold/Upper respiratory tract infection/URI)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 389-392.
  • ฟ้าทะลายโจร.(ฉบับประชาชน).หน่วยปริการฐานข้อมูลสมุนไพร.สำนักงานสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, D., Hausen, S., Longo, D., and Jamesson, J.(2001). Harrrison’s:Principles of internal medicine. New York. McGraw-Hill.
  • ผศ.ภก.ธีรวิชญ์ อัชฌาศัย.ไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ หรือแพ้อากาศ เป็นอะไรกันแน่? .บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • ไข้หวัด-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ไข้หวัด.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่389.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.กันยายน.2554
  • Lacy CF, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL. Drug Information Handbook, 20th ed. Hudson, Ohio, Lexi-Comp, Inc.;


9

มังคุด
มังคุด Garcinia mangostana L. มังคุด (ทั่วๆไป)
       ไม้ต้น สูง 10-20 มัธยม ทรงพุ่มไม้เป็นรูปเจดีย์ มีน้ำยางสีเหลือง ใบ เดี่ยว ออกตรงข้าม รูปรีแกมขอบขนาน ปลายใบแหลม หรือ เป็นติ่ง โคนใบมนหรือแหลม ขอบของใบเรียบ เนื้อใบครึ้ม สีเขียวเข้มวาว เส้นใบไม่น้อยเลยทีเดียว ก้านใบอ้วน ยาว 18-20 มิลลิเมตร สมุนไพร ดอก ออกเดี่ยวๆหรือเป็นคู่ตามปลายกิ่ง ดอกเมื่อบานกว้างโดยประมาณ 5 ซม. กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ ดก งอเป็นกระพุ้งติดทนจนถึงเป็นแผล กลีบดอกมี 4 กลีบ สีออกเหลือง ขอบกลีบสีชมพู เกสรเพศผู้มีจำนวนไม่ใช่น้อย ก้านเกสรเล็ก โคนก้านแบน หรือบางครั้งก็อาจจะเชื่อมติดกันนิดหน่อย อับเรณูไข่ปนขอบขนาน มี 2 พู รังไข่รูปไข่ ผิวเรียบ มี 5-8 ช่อง เกสรเพศเมีย ไม่มีก้าน ผล กลม เปลือกสีม่วง หนา มียางเหลือง ที่ปลายผลมียอดเกสรเพศเมียติดอยู่ แยกเป็น 4-7 แฉก ที่ขั้วผลมีกลีบเลี้ยง 4 กลีบติดอยู่ ด้านในมีเนื้อสีขาว 4-7 กลีบ รสหวาน เม็ดมีเพียง 0-3 เมล็ด ส่วนมากเม็ดลีบ

นิเวศน์วิทยา
: ปลูกกันมากมายทางภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงใต้ เป็นไม้ที่โตช้า ส่วนถิ่นเกิดนั้นยังไม่รู้จักกระจ่าง
คุณประโยชน์ : ต้น ทุกส่วนของต้นเป็นยาฝาดสมานโดยเฉพาะอย่างยิ่งผล ยางจากต้นเป็นยาถ่ายอย่างรุนแรง น้ำต้มจากเปลือกต้นแล้วก็ใบเป็นยาฝาดสมานอมบ้วนปากแก้แผลในปากและลดไข้ ผล เป็นผลไม้เรืองร้อนที่มีรสชาติดีที่สุด เปลือกผล เปลือกผลแห้งใช้เป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องร่วง แก้บิด ทางเดินเยี่ยวอักเสบเรื้อรัง ลดไข้  น้ำสุกเปลือกผล ใช้เป็นยากลั้วคอ รักษาแผลในปากรวมทั้งล้างแผล มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคแบคทีเรียซึ่งกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดหนองและต่อต้านเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนัง และก็ลดการอักเสบ ได้มีการพัฒนายาในรูปครีมผสมสารบริสุทธิ์ ที่แยกได้จากเปลือกผล เพื่อใช้รักษาแผลที่เป็นหนอง และก็สิวซึ่งเกิดจากการติดเชื้อ ตลอดจนใช้ลดร่องรอยด่างดำบนบริเวณใบหน้าด้วย

Tags : สมุนไพร

10

สมุนไพรหมีเหม็น
หมีเหม็น Litsea glutinosa C.B. Rob.
บางถิ่นเรียกว่า หมีเหม็น มะเย้อ ยุบเหยา (เหนือ, ชลบุรี) กำปรนบาย (ซอง-เมืองจันท์) ดอกจุ๋ม (ลำปาง) ตังสีพนาลัย (พิษณุโลก) ทังบประมาณวน (ปัตตานี) มือเบาะ (มลายู-ยะลา) ม้น (ตรัง) หมี (อุดรธานี, จังหวัดลำปาง) หมูทะลวง (จันทบุรี) หมูเหม็น (แพร่) เส่ปียขู้ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) อีเหม็น (จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี)
สมุนไพร ไม้พุ่ม สูง 2-5 ม. กิ่งไม้มีสีเทา ใบ คนเดียว ออกเรียงสลับ มักจะออกเป็นกลุ่มหนาแน่นที่ปลายกิ่ง ใบรูปรี หรือรูปไข่กลับ หรือออกจะกลม กว้าง 4-10 เซนติเมตร ยาว 7-20 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม หรือ กลม โคนใบสอบเป็นครีบหรือกลม ขอบใบเรียบ หรือเป็นคลื่นน้อย ด้านบนเกลี้ยงเป็นเงา ด้านล่างมีขน เส้นใบมี 8-13 คู่ ข้างล่างเห็นกระจ่างกว่าข้างบน ก้านใบยาว 1-2.5 ซม. มีขน ดอก ออกตามง่ามใบเป็นช่อ แบบซี่ร่ม ก้านช่อยาว 2-6 เซนติเมตร มีขน ใบประดับประดามี 4 ใบ มีขน ก้านดอกย่อยยาว 5-6 มม. มีขน ดอกเพศผู้ ช่อหนึ่งมีประมาณ 8-10 ดอก กลีบรวมลดรูปจนถึงเหลือ 1-2 กลม ไหมเหลือเลย กลีบรูปขอบขนาน ขอบกลีบมีขน เกสรเพศผู้มี 9-20 อัน เรียงเป็นชั้นๆก้านเกสารมีขน ชั้นในมีต่อมกลมๆที่โคนก้าน ต่อมมีก้าน อับเรณูรูปรี มี 4 ช่อง เกสรเพศเมียเป็นหมันอยู่กึ่งกลาง ดอกเพศเมีย กลีบรวมลดรูปกระทั่งไม่มี หรือเหลือเพียงแค่เล็กน้อย เกสรเพศผู้เป็นหมันเป็นรูปช้อน เกสรเพศเมียไม่มีขน รังไข่รูปไข่ ก้านเกสรเพศเมียยาวราว 1-2 มิลลิเมตร ปลายเกสรเพศเมียรูปจาน ผล กลม เมื่ออ่อนสีเขียว เมื่อแก่สีดำ ผิววาว ก้านผลมีขน

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าเบญจพรรณเปียกชื้น และป่าดงดิบทั่วไป
คุณประโยชน์ : ราก เป็นยาฝาดสมาน แล้วก็ยาบำรุง ต้น ยางเป็นยาฝาดสมานแก้บิด ท้องร่วง กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ ทาแก้พิษแมลงกัดต่อย แก้ปวด บดเป็นผุยผงผสมกับน้ำหรือนม ทาแก้แผลอักเสบ แล้วก็เป็นยาห้ามเลือด ใบ มีเยื่อเมือกมาก ใช้เป็นยาฝาดสมาน และแก้อาการเคืองของผิวหนัง ตำเป็นยาพอกรอยแผลนิดๆหน่อยๆผล กินได้และให้น้ำมัน เป็นยาเช็ดนวดแก้ปวด rheumatism  เมล็ด ตำเป็นยาพอกฝี

12

[url=http://www.disthai.com/16484917/%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81]สมุนไพรแสมสาร[/url][/size][/b]
ชื่อพื้นเมืองอื่น  ขี้เหล็กโครก ขี้เหล็กแพะ (ภาคเหนือ) ขี้เหล็กป่า (ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) แสมสาร (ภาคกึ่งกลาง) ขี้เหล็กสาร (จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดปราจีนบุรี) กราบัด กะบัด (นครราชสีมา)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Senna garrettiana (Craib) Irwin & Barneby.
ชื่อพ้อง Cassia garrettiana Craib
ชื่อวงศ์    LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE
ชื่อสามัญ Samae saan.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้ต้น (T) ขนาดย่อมถึงกับขนาดกลาง ผลัดใบ  สูง 7-13 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มไม้กลมแน่นทึบ
ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกสลับ มีใบย่อย 6-9 คู่ ลักษณะใบรูปใบหอกหรือรูปไข่ค่อนข้างป้อม  กว้าง 3-5 เซนติเมตร รวมทั้งยาว 6-10 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบกลม ใบหนามีสีเขียวสด
สมุนไพร ดอก ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ยาวโดยประมาณ 8-20 ซม. มีขนสีน้ำตาลเหลืองหนาแน่น ดอกมีเยอะมากๆสีเหลือง แล้วก็มักบิด กลีบ 5 กลีบรูปไข่กลับ เมื่อบานเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-4 ซม. ออกดอกช่วงพ.ค. ถึงกรกฎาคม
ผล เป็นฝักแบนรูปบรรทัด มักบิด กว้าง 2-4 ซม. และะยาว 15-20 เซนติเมตร ผนังฝักค่อนข้างบาง เกลี้ยง ไม่มีขน เมื่อแก่แตกได้ ฝักหนึ่งมีเม็ดราวๆ 20 เม็ด ขนาดกว้าง 5 มม. ยาว 1 เซนติเมตร สัน้ำตาล กระพี้สีขาวนวล

นิเวศวิทยา
เป็นไม้ที่ขึ้นได้ทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย ชอบขึ้นบนที่โล่ง รอบๆชายเขาดิบ รวมทั้งไร่ร้างทั่วๆไป
การปลูกและขยายพันธุ์
เป็นไม้ที่ปลูกง่าย และไม่อยากเอาใจใส่เท่าไรนัก เจริญวัยได้ดิบได้ดีในที่ชื้นระบายน้ำดีโดยเฉพาะดินที่ร่วนซุย ควรจะปลูกเอาไว้ภายในหน้าฝน ขยายพันธ์ุด้วยการเพาะเม็ดส่วนที่ใช้ รส รวมทั้งสรรพคคุณ แก่นหรือลำต้น รสขม เป็นยาระบาย ถ่ายเสมหะ แก้กษัย ทำให้เส้นหย่อนยาน ถ่ายโลหินเมนส์สตรี ส่วนใหญ่จะใช้ร่วมกับแกนแสมสมุทร และแกนขี้เหล็ก
วิธีใช้และปริมาณที่ใช้

  • ขับเลือดเมนส์สตรี ยาระบาย โดยใช้แกนแสมสารและแกนขี้เหล็กรวมกันอย่างละเท่าๆกัน โดยประมาณ 2 กำมือ หรือราวๆ 40 กรัม ต้มในน้ำสะอาด 1 ลิตร ต้มให้เหลือ 3 ใน 4 ส่วน กรองเอาน้ำกิน วันละ 2-3 เวลาก่อนกินอาหาร


13
อื่นๆ / สัตววัตถุ เเมลงสาบ
« เมื่อ: 03-01-2018 , 08:07:30 »

แมลงสาบ
แมลงสาบเป็นแมลงที่มนูษย์รู้จักกันดีมาตั้งแต่โบราณ ชื่อ “แมลงสาบ” รวมทั้ง “แมลงแกลบ” เป็นชื่อทั่งๆไปที่คนประเทศไทยทางภาคกลางใช้เรียกแมลงสาบในวงศ์  Blattidaeหลายอย่าง ทางถลาคเหนือเรียก แมลงแสบ หรือแซบ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียก แมงกะจั๊ว กะจั๊ว หรือ กาจั๊ว ส่วนภาคใต้เรียกแมลงแกลบว่า แมงแปะหรือ แมงแป้ แมลงในตระกูลนี้พบทั่วทั้งโลกมีราว ๒๕๐ สกุล  ราว ๕,๐๐๐ จำพวก
แมลงสาบชนิดสำคัญ
แมลงสาบจำพวกหลักๆที่พบแพร่หลายไปทั้งโลกมี ๕ จำพวก ได้แก่
๑.แมลงสาบเยอรมัน  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Blattellagermanica(Linnaeus) มีชื่อสามัญว่า  German cockroach  หรือ water bug  หรือ croton bug  ชาวไทยพวกเรามักเรียกแมลงแกลบบ้าน  เป็นชนิดที่รู้จักกกันเยี่ยมที่สุดแล้วก็ดพร่หลายชนิดกว้างใหญ่พยได้มากที่สุด  เป็นแมลงสาบขนาดเล็ก  ลำตัวยาว ๑.๒-๑.๖ เซนติเมตร  สีน้ตาลเหลืองชีด  มีแถบสีน้ำตาลเข้มตามทางยาว ๒ แถบ  ทั้งคู่เพศมีปีก  ตัวเมียมักพบถุงไข่ที่ปลายของส่วนท้อง  ออกหากินตอนเวลากึ่งกลางคือน  พบในบ้านเรือน  ในที่มีอาหาร เป็นต้นว่า ที่ชื้นแล้วก็อุ่น  รับประทานของที่ตายแล้ว
๒.แมลงสาบชีบโลกตะวันออกมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าBlattellaorientalis(Linnaeus)มีชื่อสามัญว่า  oriental  cockroach  หรือ  black  beetle  คนประเทศไทยเรียกแมลงสาบ  มีขนาดกึ่งกลาง  ลำตัวยาวรวม ๒.๕ เซนติเมตร  ตัวเมียนั้นปีกไม่เจริญรุ่งเรือง  แม้กระนั้นตัวผู้มีปีกยาว  แต่ปีกมัยยาวไม่พ้นส่วนท้อง  เข้ามาในหมู่บ้านทางท่ออาหารท่อที่มีไว้ระบายน้ำ  มักอยู่ตามดินที่ชื้อนแฉะ  เป็นแมลงสาบที่ทำให้มีกลิ่นเหม็น  กินอาหารทุกประเภท  พบได้บ่อยตสม  กองขยะหรือของเน่าเสียต่างๆ ถูกใจกินของที่มีแป้งอยู่ด้วย
๓.แมลงสาบอเมริกา  มีชื่อวิทยาศาสตร์Periplanetaamericana(Linnaeus)มีชื่อสามัญว่า  American  cockroach  คนไทยแมลงสาบ  มีขนาดใหญ่ที่สุด  ลำตัวยาว ๓-๔ เซนติเมตร  สีน้ำตาลปนแดง  มีบ้านเกิดเมืองนอนในอเมรกากลาง  แต่เดี๋ยวนี้แพร่หลายไปทั่วโลก  ทั้ง ๒ เพศมีปีกยาวปกคลุมถึงท้อง  เป็นแมลงที่คล่องแคล่ว  ชอบที่อุ่น  ที่เปียกชื้น  ชอบอยู่ในที่มืด  ออกหากินตอนกลางคือ  รับประทานของที่ตายแล้วรวมทั้งเศษอาหารทุกอย่าง
๔.แมลงสาบประเทศออสเตรเลีย  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Periplanetaaustralasiae(Fabeius) มีชื่อสามัญว่าAustralian  cockroach  คนประเทศไทยเรียกแมลงสาบ  จำพวกนี้มีสีน้ำตาลแดง  คล้ายแมลงสาบอเมริกัน  ทั้ง ๒ เพศมีปีกยาว  ถูกใจอาศัยอยู่นอกอาคาร  ทานอาหารทุกสิ่งทุกอย่าง  ส่วนมากรับประทานซากพืชที่ตายแล้ว
๕.แทลงสาบ  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Supellasupellectilium(Serville) มีชื่อสามัญว่าtropical  cockroachหรือ  brown-banded cockroachคนไทยมักเรียกแมลงสาบลาย  ชนิดนี้มีลัษณะคล้ายตามแมลงสาบเยอรมัน  แต่ว่ามีขนาดเล็กกว่า  ลำตัวยาว ๑-๑.๒ มม.  มีแถบสีเหลืองตามขวาง ๒ แถบ แถบแรกอยู่โคนปีก  อีกแถบอยู่ปีก  ส่วนใหย่ปีกมักไม่ปิดปลายส่วนท้อง  เจอทั่วๆไป  ทำมาหากินค่ำคืนถูกใจบิน  ถูกใจอยู่ในที่แห้งและร้อน  ถูกใจอยู่ที่สูง ดังเช่นว่าในตู้เสื้อผ้ส  กินอาหารทุกประเภทโดยยิ่งไปกว่านั้นของเสียและของที่ตายแล้ว
๖.แมลงสาบสุรินัม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pycnocellissurinamensis(Linnaeus)มีชื่อสามัญว่าSurinamcockroach  คนไทยมักเรียก แมลงสาบหรือแกลบขี้เลื่อย  เพราะว่าพบตามกองขี้เลื่อย  มีขนาดลำตัวยาวราว ๑.๕ เซนติเมตร  ส่วนท้องกว้างที่สุด ๑ ซม.  ท่อนหัวแล้วก็อกปล้องแรกสีดำ ขอบข้างหน้าแล้วก็ด้านข้างเกือบตลอกมีสีเหลืองแก่  ปีกสีน้ำตาล  ขาสีน้ำตาลอ่อน  ยกเว้นขาข้างหลังสีน้ำตาลเข้มตัวเมียปีกสั้นกว่าลำตัว  เมื่อหุบปีกจีงเห็นปลายท้องโผล่ออกมา  อาศัยอยู่นอกบ้านตามกองขี้เลื่อย  กองแกลบ  และกองขยะที่เน่า  นิมจับมาเกี่ยวเบ็ดเป็นเหยื่อสำหรับตกปลา

ผลดีทางยา
สมุนไพร แพทย์แผนไทยใช้ “ขี้แมลงสาบ” เข้ามาเป็นเครื่องยาในยาไทยหลายขนาน  ขี้แมลงสาบที่ใช้นั้นเป็นขี้แมลงสาบที่อาศัยอยู่ตามบ้านเรือน  เอามารวมกัน  ก่อนใช้ต้อง “ฆ่า” เสียก่อนวิธีทำก็คือ  ให้นำไปคั่วให้ไหม้เกรียมก่อนประยุกต์ใช้  ตำราคุณประโยชน์ยาโบราณว่า  ขี้แมลงสาบคั่วมีรสจืด  แก้อักเสบฟกบวม  แก้พิษร้อน  แก้กาฬโรค ในพระคัมภีร์มุจาปักขันทกาให้ยาแก้นิ่วขนานหนึ่งเข้า “มูลแมลงสาบ” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังต่อไปนี้ ถ้าหากจะแก้ท่านให้เอาพริกไท ๑ ขิงดีปลีกระเทียม ๑ ผิวมะกรูด ๑ ไพรขมิ้นอ้อย ๑ ทองถันแดง ๑ มูลแมลงสาบ ๑ เอาสิ่ง ๑ บาท  น้ำประสารทองคำสตุๆเท่ายาทั้งหลายแหล่  บดทำแท่งไว้  ก็เลยเอาสารส้มยัดเข้าในผลแตงร้าน  หมกไฟแกลบห็สุกบีบเอาน้ำฝนยานี้กิน ในพระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ให้ยาขนานหนึ่งชิอ “ยามหาไชยมงคล”  ใช้แก้หอบ  แก้ไข้  ยาขนานนี้เข้า “มูลแมลงสาบ” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังนี้ ยาเชี่อมหาไชยมงคลแก้หอบ  ท่านให้เอา  กฤษณาจันทน์ชะมด ๑ เปลือกสันมีดพร้านางแอ ๑ หญ้าพันงูแดง ๑ กำมถันแดง ๑ มูลแมลงสาบ ๑ ผลผักชี ๑ นอแรด ๑ งาเขากวาง ๑ รวมยา ๑๐ สิ่งนี้เอาเท่าเทียมกัน  ทำเป็นจุณ  บดปั้นแท่ง  ละลายน้ำมะนาวกินหอบทราง  ถ้าจะแก้ไข้เหนือละลายน้ำใบทับทิมต้ม

14
อื่นๆ / สัตววัตถุ ปลาซ่อน
« เมื่อ: 25-12-2017 , 12:14:20 »

ปลาช่อน
ปลาช่อนเป็นสัตว์เลือดเย็น มีกระดูกสันหลัง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Channa striata (Bloch)
จัดอยู่ในสกุล Channidae
มีชื่อสามัญว่า snakehead murrel
บางถิ่น (พายัพรวมทั้งอีสาน) เรียก ปลาค้อ ก็มี
ชีววิทยาของปลาช่อน
ปลาช่อนมีรูปร่างกลมเป็นทรงกระบอก ลำตัวข้างหางจะแบนนิดหน่อย ความยาวของลำตัวเมื่อโตเต็มกำลัง ๖๐-๗๕ เซนติเมตร (มีแถลงการณ์ว่าลำตัวยาวได้ถึง ๑ เมตร) หรือ มีความยาวเป็น ๕.๕-๖ เท่าของความลึกของลำตัว รวมทั้งเป็น ๓.๒-๓.๓ เท่าของท่อนหัว ลำตัวข้างบนโค้งลงเล็กน้อย ส่วนเรือท้องแบน ข้างๆของส่วนหางแบน ลำตัวมีตั้งแต่ว่าสีเทาถึงสีเทาปนน้ำตาล ข้างหลังสีดำ ส่วนท้องสีขาว และอาจมีจุดประสีดำหรือสีน้ำตาลกระจายอยู่ทั่วไป ข้างๆของลำตัวมีลายสีน้ำตาลหรือสีเทาคละเคล้าดำ (ขนาดแล้วก็รูปร่างไม่บ่อยนัก) พาดขวางลำตัวจากบริเวณใต้เส้นข้างตัวไปยังรอบๆท้อง ในลางตัวลายกลุ่มนี้อาจพาดขวางลำตัวติดต่อกันจากบริเวณครีบหูถึงคอดหางราว ๑๕ แถบ   อย่างไรก็ดี สีแล้วก็ลายนี้เปลี่ยนไปตามถิ่นที่อยู่รวมทั้งฤดู หัวปลาช่อนมีขนาดใหญ่ ลักษณะแบนจากบนลงล่าง ตามีขนาดใหญ่ อยู่ข้างๆของส่วนหัว จะงอยปากกลมมน ปากกว้างและเฉียงลง มุมปากลึกแล้วก็ยื่นเลยจากตามาก ขากรรไกรสามารถยึดหดได้ ขากรรไกรข้างล่างยื่นล้ำขากรรไกรบนนิดหน่อย ฟันที่ขากรรไกรบนและด้านล่างเป็นซี่เล็กมาก ติดกันเป็นแผ่นและก็คม ขากรรไกรบนมีเขี้ยว มีฟันที่เพดานข้างหน้าและก็เพดานส่วนใน ฟันที่กรามแล้วก็เพดานมีราว ๔ แถว แผ่นปิดกระพุ้งแก้มเปิดกว้างได้ บริเวณบ้องคอเหนือเหงือกมีอวัยวะพิเศษช่วยหายใจ  ทำให้เคลื่อนไหวอยู่บนบกแล้วก็ฝังตัวอยู่ในโคลนได้เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน  ส่วนบนแล้วก็ด้านข้างหัวมีเกล็ดปกคลุมครีบหลังและครีบก้นยาวเกือบถึงโคนครีบหาง ครีบหลังมีก้านครีบ ๓๘-๔๒ ก้าน ครีบตูดมีก้านครีบ ๒๔-๒๖ ก้าน ครีบอยู่ทางด้านท้องใกล้ช่องเปิดทวารแล้วก็ครีบตูด ครีบหูอยู่ด้านข้างของลำตัวต่อจากช่องเหงือก ครีบหางกลม คอดหางแบนข้าง  ครีบทุกครีบมีสีเทาปนสีน้ำตาลดำ และก็ครีบทุกครีบไม่มีก้านครีบแข็ง เกล็ดปลาช่อนมีลักษณะกลมมน ขอบเรียบ เกล็ดตามลำตัวมีสีเทาถึงสีน้ำตาลอมเทา ส่วนหลังสีดำ เกล็ดบนเส้นข้างลำตัวมี ๕๒-๕๗ เกล็ด เส้นข้างลำตัวไม่ต่อกันเป็นแถวเดียว แต่ว่ามีรอยหักลงไปตรงรอบๆเกล็ดที่ ๑๗-๒๐ ด้านบนรวมทั้งด้านข้างของลำตัวมีเกล็ดขนาดใหญ่ แต่ว่าเกล็ดที่บริเวณศีรษะแข็งกว่าเกล็ดที่บริเวณลำตัว ปลาช่อนเป็นปลาที่มีนิสัยดุร้าย   ทรหดอดทน   หาเลี้ยงชีพตั้งแต่ระดับพื้นดินจนกระทั่งผิวน้ำ ชอบอาศัยอยู่ในน้ำที่มีความลึกไม่เกิน ๑ เมตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรอบๆที่มีพรรณไม้น้ำให้หลบซ่อนตัวได้ ปลาช่อนผสมพันธุ์กันในหน้าฝน  โดยที่เพศผู้และตัวเมียที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์จะจับคู่กัน  ช่วยเหลือกันกัดต้นหญ้าชายน้ำเพื่อทำแอ่งวางไข่ แล้วตัวเมียก็ออกไข่ แล้วตัวผู้ฉัดน้ำเชื้อเข้าผสม ตัวผู้ปฏิบัติหน้าที่คอยดูแลลูก  ราษฎรเรียกลูกอ่อนของปลาช่อนว่า ลูกครอก เมื่อยังเล็กตัวมีสีออกแดง ดำผุดดำว่ายอยู่ตามแอ่งน้ำไม่ลึกนัก โดยมีพ่อปลาช่อนซุ่มตัวคอยระวังอยู่ ปลาช่อนรับประทานปลาเล็กแล้วก็เนื้อสัตว์อื่นเป็นของกิน เป็นปลาที่พบมากในทุกภาคของเมืองไทย

ผลดีทางยา
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] หมอแผนไทยรู้จักใช้ปลาช่อนเป็นเครื่องยามาแม้กระนั้นโบราณ ตำราเรียนสรรพคุณยาโบราณว่า เนื้อสด มีรสหวาน ถูกใจกับธาตุทั้งผอง ทำให้เกิดเสลด ปิดตะยับยั้งวาตะ เนื้อแห้ง มีรสหวาน มัน มีสรรพคุณชูกำลัง แก้อ่อนแรง แก้เด็กตัวร้อน นอนผวา   มือเท้าเย็น ข้างหลังร้อน หอบ  ชักจากไข้สูง แก้ชางทับสำรอก ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ดี มีรสขม   แก้ตาอักเสบ ตาแดง แก้ลอยแผลเป็น   หางแห้ง มีรสเย็น คาว แก้เม็ดยอดในปาก แก้ฝ้าละออง และเกล็ด มีรสจืดชืด  คาว ทำให้เกิดลมเบ่งเวลาคลอด พระหนังสือโรคนิทาน ให้ยาขนานหนึ่งสำหรับใช้หยอดตาแก้ “น้ำตาตกหนักให้ตามัว” ยาขนานนี้เข้า “หินในสีสะปลาช่อน” หรือหินในหัวปลาช่อน   เป็นเครื่องยาด้วย  ดังต่อไปนี้ น้ำตานั้น  แตกพิการให้ตามัว  ให้น้ำตาตกหนัก  แล้วตั้งแต่แห้งไปตานั้นก็เปนดุจเยื่อ ผลลำไย ถ้าเกิดจะแก้ให้ประกอบยานี้  รากคนทิสอ ๑  รากจัญไร ๑  ผลมะตูมอ่อน  ๑  ขิงแห้ง ๑ ทำเสมอภาค  ต้มกิน  แล้วจึงประกอบยาหยอดตาให้ประชุม  หินในสีสะปลาช่อน  ๑  บัลลังก์หินผา ๑ พิมเสน  ๑ ฝนหยอดตา  สังเกตดูถ้าเกิดมีน้ำตาไหลออกมาถึงแก้ม  คนเจ็บนั้นก็ยังไม่ตาย  หากไม่มีน้ำตา  ตายแล   พระตำราธาตุภิวังค์ ให้ยาแก้ไข้ที่ทำให้ชักขนานหนึ่ง ชื่อ “ยาอนันตไกรวาต” ยาขนานนี้เข้า “คางปลาช่อน” เป็นยาเครื่องด้วย ดังนี้ ยาชื่ออนันตไกรวาต  แก้พิษไข้ทำให้ชักลิ้นกระด้างคางแข็ง  รวมทั้งชักให้สั่นไปอีกทั้งกาย  แลทำพิษต่างๆ ถ้าหากจะแก้ท่านให้เอากระดูกงูงูเหลือม ๑  กระดูกงูทับสมิงคลา  ๑  คางปลาช่อน ๑ งาช้าง ๑  กรามแรด ๑ ยาทั้งนี้ขั้วให้เกรียม โกฐหัวบัว  ๑  โกฐสอ  ๑  โกศกระดูก  ๑  เทียนดำ  ๑  ผลโหระพา  ๑  ผลผักชี  ๑  น้ำประสานทอง  ๑ ใบพิมเสน  ๑ ใบสันพร้าหอม ๑ ใบผักหวาน ๑ ใบทองหลางน้ำ  ๑  รากถั่วภูเขา  ๑  รากตำลึงตัวผู้  ๑  ดอกบุนนาค  ๑  ดอกพิกุล  ๑  ยาดังนี้เอาส่วนเท่ากัน  บดทำแท่งไว้ น้ำกระสายนั้นให้เอาน้ำชาวเข้าหรือน้ำดอกไม้ก็ได้ แซกดีงูแลพิมเสน รับประทานแก้แดก แก้ชัก แก้เชื่อมมึน แก้ลิ้นแข็งกระด้างคางแข็ง อีกทั้งกินทั้งซะโลมก็ได้แล ยานี้ได้เชื่อมาแล้ว เปนมหาดีเลิศนัก

Tags : สมุนไพร

15
อื่นๆ / สัตววัตถุ ตะพาบน้ำ
« เมื่อ: 19-12-2017 , 08:52:41 »

ตะพาบ
ตะพาบน้ำ (mud turtle หรือ soft-shelled turtle) เป็นสัตว์คลานประเภทหนึ่งจัดอยู่ในสกุล Trionychidae มีลักษณะคล้ายคล้ายเต่าน้ำจืด ไม่เหมือนกันตรงที่กระดองบน (carapace) และกระดองข้างล่าง (pastron) ไม่มีกระดูกเป็นแผ่นใหญ่ๆแม้กระนั้นมีหนังห่อหุ้มแทน มีนิ้วยาว ตีนด้านหน้ามีแผ่นพังผืดกว้าง ใช้สำหรับพุ้ยน้ำ มีเล็บเพียงแต่ ๒-๓เล็บ คอหดในกระดองได้มิด แต่ว่าสามารถยืดคอออกได้ยาวมากเมื่อจะงับเหยื่อหรือกัดศัตรู ตะพาบน้ำทุกประเภทเป็นสัตว์น้ำจืดชืด พบได้มากอยู่ตามห้วย สระ หนอง และก็ตาม แม่น้ำลำคลอง ตะพาบน้ำสามารถขุดรูเป็นโพรงสำหรับอาศัย และยืดคอขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำ หรือยืดคอออกไปฮุบกุ้งปลาที่ว่ายน้ำผ่าน โดยที่ตัวไม่ต้องออกมาจากโพรงเมื่อน้ำในบึงหนองแห้งลงในหน้าแล้ง ตะพาบจะทำโพรงอยู่ใต้ดินได้นาน กระทั่งฝนตกจึงออกมาจากโพรงรวมทั้งเริ่มหาสัตว์น้ำต่างๆรับประทานเป็นของกิน ตะพาบรับประทานทั้งกุ้งรวมทั้งปลาใหม่ๆรวมทั้งเนื้อสัตว์ที่เน่าเปื่อย สามารถว่ายน้ำไปหารับประทานไกลๆในการใช้มือจับตะพาบนั้นจับได้เฉพาะตรงที่ขอบกระดองตรงหน้าของโคนขาหลัง ถ้าจับไม่ถูกตำแหน่งตะพาบน้ำซึ่งมีคอยาวจะยืดคอออกมาเหลียวกัดมือได้
ตะพาบในประเทศไทย
ตะพาบที่พบในประเทศไทยมีอย่างน้อง ๖ ชนิด เป็น
๑.ตะพาบน้ำปกติ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amyda cartilaginea (Boddart)
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ประเภทนี้กระดองบนออกจะแบน ขอบกระดองอ่อนนิ่ม เมื่อโตเต็มที่กระดองบนอาจยาวได้ถึง ๘๓ เซนติเมตร ขอบข้างหน้าของกระดองบนเป็นปุ่มตะปุ่มตะป่ำ ขอบกระดองล่างไม่มีสีเด่น ปากค่อนข้างแหลม ที่หนังบนหลังเป็นริ้วเล็กๆนูนขึ้นมาทั่วทั้งหลัง ตัวอ่อนมีสีเขียวขี้ม้าแกมเทา บางตัวมีจุดเหลืองๆหรือจุดดำๆขอบเหลือง หัวมีจุดเหลืองๆเป็นจุดใหญ่ทางด้านข้าง พอใช้แก่ จุดเหลืองบนหลังมักหายไป จุดที่ศีรษะก็ลางเลือนไป ที่ใต้ท้องของตัวผู้มีสีขาว แต่ที่ใต้ท้องของตัวเมียเป็นสีเทา ตะพาบน้ำชนิดนี้มีมากมาย พบทั่วไปในแม่น้ำลำคลอง หนอง สระ ในภาคกึ่งกลางของเมืองไทย อาจเจอตามลำธารและห้วยที่ตีนเขา นอกเหนือจากนั้นยังเจอในภาคใต้ของประเทศพม่า ลาว เวียดนาม เขมร มาเลเซีย และตามหมู่เกาะมลายู
๒.ตะพาบหัวทื่อ หรือ ตะพาบหัวกบ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pelochelys bibroni Owen
ชนิดนี้กระดองบนค่อนข้างแบน ขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบข้างหน้าของกระดองบนเรียบ เมื่อโตสุดกำลังมีขนาดใหญ่ กระดองบนอาจยาวได้ถึง ๑๒๐ เซนติเมตร จมูกสั้น หัวค่อนข้างจะแบนและก็เล็กเมื่อเทียบกับลำตัว ความยาวของกะโหลกหัวใกล้เคียงกับความกว้าง ปากไม่แหลม ขาหน้าสั้น ตีนกว้าง กระดองหลังมีสีเขียวขี้ม้าอมเทามีรูบุบเล็กๆทั่วๆไป มีจุดเหลืองๆกระจัดกระจายอยู่ทั่วๆไป กระดองล่างสีขาว ในประเทศไทยพบอยู่ตอนใต้ นอกจากนั้นยังเจอที่ประเทศ ลาว เวียดนาม เขมร มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และก็ภาคใต้ของจีน
๓.ตะพาบหลังลายกะรัง หรือ ตะพาบน้ำม่านลาย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chitra chitra Gray
ประเภทนี้กระดองบนออกจะแบน ขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบข้างหน้าของกระดองบนเรียบ เมื่อโตสุดกำลังมีขนาดใหญ่ กระดองบนบางทีอาจยาวได้ถึง ๑๒๒ ซม. เป็นชนิดที่มีตัวโตที่สุดของประเทศไทยและก็ของโลก จมูกสั้น หัวค่อนข้างจะแบนและเล็ก ความยาวของหัวกะโหลกหัวเป็น ๒ เท่าของความกว้าง มีลวดลายบนหนังด้านบน เมื่อยังอายุยงน้อย กระดองบนมีสีเขียวอมเทา มีจุดลายดำเปื้อนๆพอเพียงมีอายุเยอะขึ้นเรื่อยๆ บริเวณคอแล้วก็กระดองบนจะมีลวดลายสีเหลืองหรือสีน้ำตาลเสมือนหินกะรังแม้กระนั้นพอตัวแก่มากมาย ลายสีนี้กลับจางลงไปอีก พบรอบๆที่ลุ่มแม่น้ำแม่กลองในประเทศไทยแถบที่ลุ่มอิระวดีในประเทศเมียนมาร์ ลุ่มแม่น้ำคงคารวมทั้งแม่น้ำสินธุในประเทศอินเดีย
๔.ตะพาบน้ำขี้เกียจมาก หรือ ตะพาบแก้มแดง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dogania subplana Geoffrey
ประเภทนี้กระดองบนค่อนข้างจะแบน ยาว ขอบสองข้างค่อนข้างขนานกัน สีเขียวหม่นแกมน้ำตาล ไม่กลมอย่างตะพาบน้ำจำพวกอื่นๆขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบด้านหน้าของกระดองบนเรียบเมื่อโตเต็มกำลังกระดองบนยาวได้ถึง ๒๖ เซนติเมตร หัวออกจะใหญ่เมื่อเทียบกับลำตัว ปากแหลม กระดองด้านล่างไม่มีจุดสีดำชัดเจน ที่ข้างคอรวมทั้งแก้มมีสีแดงอ่อนๆพบได้ตามแหล่งน้ำลำน้ำบนที่สูงทางภาคตะวันตกและก็ภาคใต้ของประเทศไทยนอกเหนือจากนี้ยังอาจเจอในประเทศเมียนมาร์มาเลเซีย และก็ฟิลิปปินส์
๕.ตะพาบไต้หวัน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pelodiscus sinensis sinensis Wiegmann
ประเภทนี้กระดองบนออกจะแบนขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบด้านหน้าของกระดองบนเรียบ เมื่อโตเต็มกำลังกระดองบนยาวได้ถึง ๒๕ เซนติเมตร กระดองบนมีสีเขียวขี้ม้าหรือสีน้ำตาล กระดองด้านล่างมีจุดสีดำกระจ่าง และมีสีส้มในระยะก่อนวัยเจริญพันธุ์ ที่รอบตามีเส้นเล็กๆเป็นรัศมีเป็นตะพาบน้ำจำพวกท้องถิ่นของจีน นำมาเลี้ยงเป็นสัตว์อาสิน เล็กน้อยหลุดมาแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำธรรมชาติ
๖.ตะพาบน้ำหับ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lissemys punctate scutata (Peters)
เป็นตะพาบที่พบใหม่และมีขนาดเล็กที่สุดของเมืองไทย เมื่อโตเต็มกำลังกระดองหลังบางทีอาจยาวได้ถึง  ๑๖  ซม.  กระดองหลังโค้ง นูน สีเขียวหม่นหมองหรือสีน้ำตาล  สามารถหับหรือปิดกระดองได้ทั้งปวง พบทีแรกรอบๆชายแดนไทยประเทศพม่า แถบจังหวัดตาก  เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาก่อนหน้านี้เอง มีจำนวนน้อยแล้วก็หายาก
คุณประโยชน์ทางยา
ตะพาบที่พบในยาไทยมักหมายคือตะพาบธรรมดา หมอแผนไทยใช้ดีตะพาบ เป็นเครื่องยา ตำราเรียนยาคุณประโยชน์โบราณว่า ดีตะพาบมีรสขม  คาวมีสรรพคุณแก้ไข้สันนิบาต แก้พิษรอยแดง แก้โรคตา  และก็แก้ลมกองละเอียด  (ลมวิงเวียน   หน้ามืดตาลาย) ในแบบเรียนพระยาพระนารายณ์มียาขนานหนึ่งเข้า “ดีตะพาบน้ำ” เป็นเครื่องยาด้วยดังนี้น้ำมันภาลาธิไตล ให้เอารากหญ้าขัดหมอน รากขี้เหล็ก รากปะคำไก่ รากปะคำควาย รากมัน รากรักขาว รากลำโพงทั้ง ๒ รากชุมเห็ด รากฝักส้มป่อย ขมิ้นอ้อย ขิง ข่า ยาทั้งนี้ควรต้มให้ต้ม ควรจะตำให้ตำ เอาน้ำสิ่งละทนาน   น้ำมันพรรณผักกาด  น้ำมันพิมเสน น้ำมันละหุ่ง น้ำมันงา สิ่งละทนาน หุงให้อาจจะแต่น้ำมัน แล้วจึงเอา ดีตะพาบน้ำ  ดีงูเหลือม พริกหอม พริกหาง พริกล่อน  ฝิ่น  สิ่งละสลึง เทียนทั้งยัง ๕  สิ่งละบาท ๑ บดปรุงลงในน้ำมันไว้ ๓ วัน ก็เลยทาแลนวดแก้พระเส้นอันทพฤกให้หย่อน  แลฟกบวม เป็นขั้วเป็นหน่วยแข็งอยู่นั้นให้ละลายออกสม่ำเสมอแลฯ
พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ให้ยาแก้ซางเด็กขนานหนึ่งที่เขา  “ดีตะพาบ” เป็นเครื่องยาด้วยดังนี้
ขนานหนึ่ง ท่านให้เอากรามแรด ๑  กรามช้าง ๑  งา  นอแรด ๑  เขี้ยวเสือ ๑  เขี้ยวไอ้เข้  ๑  เขี้ยวหมู  ๑  กระดูกงูทับทาง ๑ โกฏทั้งยัง  ๕  ขมิ้นอ้อย  ๑ ไพลดีตะพาบน้ำ ๑  ดีงูเหลือม ๑ พิมเสน ๑  รวมยา  ๑๘  สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน ตำเป็นผุยผงบดปั้นแท่งไว้  ละลายน้ำสุรา กินแก้ทรางทั้งปวง  หาย

หน้า: [1] 2 3