แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - plawan1608

หน้า: [1] 2
1

หอมแดง
ชื่อสมุนไพร  หอมแดง
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น หอมไทย,หอมเล็ก,หอมหัว หอมแดง(ภาคกลาง), หอมปั่ว ,หมอแดง (ภาคเหนือ) , หัวหอมแดง (ภาคใต้) , ฝักบั่ว (ภาคอีสาน) , ปะเซ้ส่า (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) , ปะเซอก่อ (กะเหรี่ยง-ตาก) , ซัง , ตังซัง (จีน)
ชื่อสามัญ  Shallot
ชื่อวิทยาศาสตร์  Allium ascalonicum Linn.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Allium carneum Willd., Allium fissile Gray, Allium hierochuntinum Boiss., Porrum ascalonicum (L.) Rchb.
สกุล             Amaryllidaceae
ถิ่นเกิด หอมแดง เป็นพืชขนาดเล็กที่ปลูกไว้เพื่อบริโภคส่วนของหัวหรือบัลบ์ นิยมใช้สำหรับการประกอบอาหาร แล้วก็เป็นสมุนไพร ทั้งนี้หอมแดง มีบ้านเกิดเมืองนอนดั้งเดิมในทวีปเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ คาดคะเนว่าอยู่ในแถบประเทศทาจิกิสถาน อัฟกานิสถาน และก็อิหร่าน โดยเชื่อกันว่าหอมแดงกลายพันธุ์ตามธรรมชาติมาจากหอมหัวใหญ่แล้วก็มีการเลือกสรรจำพวกเพื่อนำมาปลูกเป็นพืชอาหาร ในจีนแล้วก็อินเดียและก็มีการกระจายพันธุ์ไปทั่วโลก ซึ่งได้มีการเขียนบันทึกไว้ ในตอนคริสตวรรษที่ 12 ปัจจุบันนี้การปลูกหอมแดงได้แพร่หลายไปทั่วโลก แม้กระนั้นก็ยังมีการบริโภคน้อยกว่าหอมหัวใหญ่อยู่  หอมแดง จัดเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศในแถบเอเซียอาคเนย์ โดยในประเทศไทยพบว่ามีการปลูกมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวมทั้งทางภาคเหนือ แต่ว่าหอมแดงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหอมแดงคุณภาพดีก็ได้แก่หอมแดงจากจังหวัดศรีสะเกษ
ลักษณะทั่วไป
ใบ ใบแทงออกมาจากลำต้นหรือหัว มีลักษณะเป็นหลอดกลม ด้านในกลวง มีสารสีนวลเป็นไขเคลือบผิวใบ ใบมีลักษณะตั้งชันสูงราว 15-50 เซนติเมตร แตกออกเป็นชั้นถี่ 5-8 ใบ ใบอ่อนสดของหอมแดงใช้ในการบริโภค
ท่อนหัวหรือบัลบ์ หัวหรือบัลบ์เป็นส่วนของกาบใบที่เรียงทับกันแน่นจากด้านในของหัวออกมา เป็นแหล่งสะสมของกิน และก็น้ำ มีลักษณะเป็นกระเปาะ เรียกว่า Bulbs มีลำต้นด้านใน มีลักษณะเป็นก้อนเล็กๆสีขาว ซึ่งเป็นที่เกิดของหัวหอม หัวหอมจะแตกใหม่ออกมาจากหัวเดิม โดยเฉลี่ย 2 - 20 หัวต่อกอ เส้นผ่านศูนย์กลางของหัวโดยประมาณ 1.5-3.5 ซม.
ต้น ต้นที่มองเห็นเหนือดินเป็นส่วนที่อยู่ต่อจากบัลบ์ จัดเป็นลำต้นเทียมที่เกิดขึ้นจากกาบใบเรียงอัดกันแน่น ถัดมาก็เลยเป็นส่วนของใบ
ราก รากหอมแดงเป็นระบบรากฝอยเยอะๆ งอกออกมาจากข้างล่างของต้น มีลักษณะเป็นกลุ่มรวมกันที่ก้นหัว และแพร่ลงดินลึกในระดับตื้นประมาณ 10-15 ซม.และแผ่รอยต้นโดยประมาณ 5-10 ซม.
การขยายพันธุ์ หอมแดงสามารถแพร่พันธุ์ได้ 2 วิธี คือ การใช้ท่อนหัวประเภท (sets) และการใช้เมล็ดพันธุ์ (seeds) การใช้หัวประเภท (sets) เป็นแนวทางของเกษตรกรที่นิยมปฏิบัติกันมานาน หัวหอมแดงที่จะปลูกจำเป็นต้องผ่านการพักตัวมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน จึงจะปลูกได้  การใช้เมล็ดพันธุ์ (seeds)  เป็นแนวทางที่ลดทุนสำหรับการผลิตในการซื้อหัวประเภทที่ราคาแพงแพง สำหรับวิธีการปลูกหอมแดงนั้นมีดังนี้
การเตรียมแปลงปลูก หอมแดงเป็นพืชที่มีระบบรากสั้น มีขอบเขตรากลึกโดยประมาณ 10-15 เซนติเมตร ดังนั้น ในระดับความลึกนี้ หอมแดงก็เลยอยากได้หน้าดินซึ่งร่วนซุย แล้วก็มีความชื้นสม่ำเสมอ มีการระบายน้ำ รวมทั้งอากาศดี ไม่ต้องการที่จะอยากดินแน่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะที่มีการแตกหัวใหม่ การเตรียมดินให้ร่วนซุยจะช่วยให้หอมแดงเจริญวัยก้าวหน้า ด้วยการไถกระพรวนดินคราวแรก ลึก 20 ซม. พร้อมกำจัดวัชพืช ตากแดดทิ้งไว้ 7-15 วัน ต่อไป ไถลูกพรวนดินให้ร่วนด้วยผานที่เล็กลง ลึก 20-30 เซนติเมตร รวมทั้งตากดินก่อนปลูก 3-7 วัน ก่อนไถลูกพรวนครั้งที่ให้หว่านปุ๋ยมูลสัตว์ อัตรา 2-3 ตัน/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 20-30 กิโล/ไร่ ในฤดูฝนแปลงปลูกหอมแดงจะต้องยกร่องกว้างประมาณ 1-1.2 เมตร ความยาวขึ้นอยู่กับพื้นที่เพาะปลูกเพื่อน้ำฝนระบายออกได้ ระยะห่างระหว่างแปลงจะเว้นไว้ราวๆ 30-50 ซม. เพื่อเป็นทางเดินสำหรับเพื่อการให้น้ำหรือกำจัดวัชพืช
ก่อนปลูก 1-3 วัน ควรให้น้ำในแปลงให้ชุ่มก่อน วิธีการปลูก นำหัวชนิดที่พักตัวการแล้วหรือหัวประเภทที่เก็บไว้นาน 2-4 เดือนภายหลังเก็บเกี่ยว มาตัดรากแห้งออก แยกหัวออกมาจากกันให้เป็นหัวผู้เดียวๆแล้วฝังหัวลงไปในดินให้ปลายของหัวอยู่เป็นประจำผิวดิน ระยะปลูกที่ 15 x 15 เซนติเมตร ปิดฟางดกประมาณ 1 ซม. เมื่อหอมแดงแตกออกได้ประมาณ 15 วัน จึงหว่านปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต 21% อัตรา 10 กก./ไร่ แล้วให้น้ำตอนเช้าเย็นหรือวันละครั้ง แล้วแต่สภาพความชื้นของผิวดิน  หอมแดงที่ปลูกจากหัวเก็บเกี่ยวเมื่ออายุราว 60 วัน หอมแดงที่เหมาะสมสำหรับเพื่อการเก็บเกี่ยวจะต้องแก่จัด มีใบแห้งตามธรรมชาติ โดยห้ามใช้สารกำจัดวัชพืชพ่นบังคับให้ใบแห้ง เพราะว่าหัวหอมบางทีอาจเน่าหายหรือมีอายุเก็บไว้บริโภคสั้น ก่อนที่จะมีการเก็บเกี่ยวโดยประมาณ 10-15 วัน จะต้องงดเว้นให้น้ำ แล้วก็ให้น้ำอีทีก่อนเก็บเกี่ยว 24 ชั่วโมง เพื่อให้หอมแดงถอนได้ง่าย การเก็บเกี่ยวจะใช้วิธีการมือถอนหรือใช้จอบหรือเสียมขุดร่วมด้วย หลังการเก็บเกี่ยว หอมแดงจะเก็บได้ไม่เกิน 6 เดือน ภายหลังจากเก็บเกี่ยวบนแปลง ถ้าหากเกิน 6 เดือน หัวหอมแดงจะฝ่อไม่สามารถที่จะกินและไม่สามารถนำไปเพาะปลูกได้
                ทั้งนี้หอมแดงสามารถผสมผ่านประเภทได้ กับหอมหัวใหญ่ ลูกผสมที่เกิดขึ้นมีลักษณะรูปร่างจัดเข้าอยู่ในกลุ่มของหอมหัวใหญ่ (A.cepa)  ส่วนประเภทหอมแดงที่นิยมปลูกในประเทศไทยมีอยู่ 3  จำพวก ซึ่งลักษณะคล้ายกดกันมาก
พันธุ์จังหวัดศรีสะเกษ เปลือกหัวนอกดก มีสีม่วงแดง หัวมีลักษณะกลมป้อม มีกลิ่นฉุน ให้รสหวาน ใบเขียวเข้มมรกต มีนวลจับน้อย
พันธุ์บางช้าง มีลักษณะคล้ายกับประเภทจังหวัดศรีสะเกษ แม้กระนั้นสีเปลือกจางกว่า หัวมีลักษณะกลมป้อม ใบสีเขียวเข้ม มีนวลจับบางส่วน เป็นประเภทที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นยิ่งกว่าทุกจำพวก
ประเภทเชียงใหม่ มีเปลือกบาง สีส้มอ่อน หัวมีลักษณะกลมรี  กลิ่นไม่ฉุนเสมือนพันธุ์อื่น ให้รสหวาน หัวจะแบ่งเป็นกลีบชัดแจ้ง ไม่มีเปลือกหุ้ม ใบสีเขียวมีนวลจับ
องค์ประกอบทางเคมี   หัวหอมมีน้ำมันระเหยง่ายที่มีกำมะถัน diallyl disulphide เป็นส่วนประกอบร่วมกับสารอื่นๆอีกดังเช่น Ethanol, Acetonc, methyl Ethyl, Methyl Disulfide, Methyl, Methyl Trisulfide, Methyl I-propyl Trisulfide, I-propyl Trisulfide, Ketone, I-propanol, 2 – propanol, Methanol, I-butanol, Hydrogen Sulfidc, I-propanethiol, I-propyl Disulfide , Thioalkanal-S-oxide, di-n- propyl Disulfide, n- propyl-allyl Disulfide,  Dithiocarbonate และก็ Thiuram Sulfidc ,Linoleic , flavonoid Glycoside , pectin , alliin ส่วนสารที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดกลิ่นในหัวหอมมีอยู่ 3 จำพวก คือ dipropyl trisulfide, methylpropyl disulfide , methylpropyl disulfide แล้วก็ methylpropyl trisulfide  ส่วนคุณประโยชน์ทางโภชนาการของหอมแดงนั้นมีดังนี้

ค่าทางโภชนาการของหอมแดงดิบต่อ 100 กรัม

  • หอมแดงพลังงาน 72 กิโลแคลอรี่
  • คาร์โบไฮเดรต 16.8 กรัม
  • น้ำตาล 7.87 กรัม
  • เส้นใย 3.2 กรัม
  • ไขมัน 0.1 กรัม
  • โปรตีน 2.5 กรัม
  • วิตามินบี 1 0.06 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2 0.02 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 3 0.2 มก.
  • วิตามินบี 5 0.29 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 6 0.345 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 9 34 ไมโครกรัม
  • วิตามินซี 8 มก.
  • ธาตุแคลเซียม 37 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก 1.2 มิลลิกรัม
  • ธาตุแมกนีเซียม 21 มิลลิกรัม
  • ธาตุแมงกานีส 0.292 มก.
  • ธาตุฟอสฟอรัส 60 มก.
  • ธาตุโพแทสเซียม 334 มิลลิกรัม
  • ธาตุสังกะสี 0.4 มก.


คุณประโยชน์/สรรพคุณ  ในการใช้ประโยชน์จากหอมแดงนั้นส่วนใหญ่กว่า 80% มักจะนิยมนำไปประกอบอาหารทั้งอาหารคาว แล้วก็ขนมหวาน รวมทั้งนำไปเป็นเครื่องเคียง ของของกินต่างๆเป็นต้นว่า ข้าวซอย สเต๊ ฯลฯ รวมทั้ง หัวหอม ใบและช่อดอกอ่อน กินเป็นผักสดแล้วก็ปรุงเป็นของกิน หอมหัวแล้วก็ใบ ดอกเปรี้ยวกินเป็นผักจิ้ม
ส่วนในการใช้หัวหอมในด้านสรรพคุณรักษาโรคนั้นมีดังนี้ ตามคุณประโยชน์โบราณของไทยบอกว่า ใบมีรสเค็มหวาน เป็นเมือก ใช้แก้หวัดแล้วก็เลือดกำเดาออก หัวหอมรสเผ็ดร้อน แก้ไข้มีเสมหะ ใช้ในจำนวนน้อย ดูแลรักษาผมให้เจริญงอกงาม ทำให้ผิวหนังชื่นบาน แก้ไข้ ถูทาผิวหนังทำให้ร้อน ขับเสมหะ แก้โรคในปาก บำรุงธาตุ ใช้ข้างนอก
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ป้องกันตับและไต       การศึกษาความสามารถสำหรับการคุ้มครองความย่ำแย่ของตับรวมทั้งไตจากการตำหนิดเชื้อมาลาเรีย โดยจัดแจงสารสกัดหอมแดงอย่างหยาบคายด้วยน้ำ ต่อจากนั้นนำไปทดสอบฤทธิ์ในหนูถีบจักร สายพันธุ์ ICR ที่ติดเชื้อโรคไข้มาลาเรีย Plasmodium berghei  ANKA จำนวน 6x106เซลล์ ต่อหนูทดลอง โดยให้หนูทดลองได้รับสารสกัดทางหลอดของกินวันละครั้ง ตรงเวลา 4 วันต่อเนื่องกัน และก็ทำการตรวจวัดค่าบ่งชี้ความย่ำแย่ ได้แก่ ระดับโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีตับ aspartate aminotransferase (AST), alanine aminotransferase (ALT) แล้วก็ตัวบ่งชี้แนวทางการทำงานของไต ได้แก่ blood urea nitrogen (BUN) และก็ creatinine โดยใช้ชุดตรวจสำเร็จรูป ผลของการทดลองพบว่าความเข้มข้นสูงสุดของสารสกัดหอมแดงที่ไม่ก่อเกิดความเป็นพิษ คือ 3,000 มิลลิกรัมต่อกิโล และก็ในระหว่างที่มีการติดเชื้อไข้มาลาเรียนั้นจะพบความย่ำแย่ของตับ แล้วก็ไตเกิดขึ้นในวันที่ 10 ภายหลังติดเชื้อโดยมองได้จากระดับของ AST, ALT, BUN รวมทั้ง creatinine ที่สูงที่สุด แต่ว่าสารสกัดหอมแดงที่ขนาด 3,000 มิลลิกรัมต่อโล สามารถคุ้มครองป้องกันความย่ำแย่ของตับและก็ไต จากการติดเชื้อไข้มาลาเรียได้โดยมองจากตัวบ่งชี้ที่มีระดับปกติ จากผลการศึกษาวิจัยสามารถสรุปได้ว่าสารสกัดหอมแดงมีฤทธิ์คุ้มครองปกป้องความเสื่อมโทรมของตับแล้วก็ไตจากการตำหนิดเชื้อมาลาเรียในตัวทดลองได้
ฤทธิ์ต่อต้านอักเสบ       ทดสอบฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบของส่วนสกัดหัวหอมแดงในเอทานอลในหลอดทดลอง ทำการทดลองความมีชีวิตรอดของเซลล์ด้วยแนวทาง 3-4,5-dimethylthiazol-2-yl-2,5-dyphenyl tetra-zolium bromide (MTT) เรียนผลของส่วนสกัดต่อการแสดงออกของยีนที่เป็นสื่อกลางการอักเสบตัวอย่างเช่น inducible nitric oxide synthase (iNOS), cyclooxygenase (COX)-2, COX-1, tumor necrosis factor (TNF)-α, interleukin (IL)-1β และ IL-6 ในเซลล์เพาะเลี้ยงมาโครฟาจ (RAW 264.7) ที่ได้รับการกระตุ้นด้วยสาร Lipopolysaccharide (LPS) โดยวัดจำนวนยีนที่แสดงออกด้วยแนวทาง reverse transcription polymerase chain reaction (RT-PCR) พินิจพิจารณาหาปริมาณฟีนอลรวม และก็ฟลาโวนอยด์รวม ของส่วนสกัดโดยใช้ปฏิกิริยาการเกิดสีกับสาร Folin-Ciocalteu รวมทั้งสารอลูมินัมคลอไรด์ ตามลำดับ ผลการศึกษาวิจัยพบว่าที่ความเข้มข้น 62.5, 125 รวมทั้ง 250 ไมโครกรัม/มล. ส่วนสกัดหอมแดงในเอทานอลไม่มีความเป็นพิษต่อเซลล์ และมีฤทธิ์ยับยั้งการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบอย่างเช่น iNOS, TNF-α, IL-1β แล้วก็ IL-6 เพิ่มขึ้นตามความเข้มข้น ส่วนสกัดหอมแดงไม่เป็นผลต่อการแสดงออกของยีน COX-2 แต่ยั้งการแสดงออกของยีน COX-1 อย่างเป็นจริงเป็นจัง โดยมีปริมาณสารฟีนอลรวมคิดเป็น 15.964±0.122 สมมูลกับกรดแกลลิก/กรัม และก็มีจำนวนสารฟลาโวนอยด์รวม 11.742 ±0.012 มิลลิกรัม สมมูลกับสารเคอร์สิทิน/กรัม
การเรียนทางพิษวิทยา
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ การทดสอบสารสกัดบิวทานอลจากหอมสด ความเข้มข้น 0.5 มิลลิลิตร/แผ่น หรือความเข้มข้นอื่นๆกับ Bacillus subtilis M-45 (Rec-) ในจานเพาะเชื้อ พบว่าไม่มีฤทธิ์ รวมทั้งเมื่อเปลี่ยนมาใช้สารสกัดเอทานอล (95%) จากหอมสด ความเข้มข้น 0.5 มิลลิลิตร/แผ่น กับ B. subtilis H-17 (Rec+) ในจานเพาะเชื้อ พบว่าไม่มีฤทธิ์เหมือนกัน นอกเหนือจากนี้การทดลองน้ำสกัดหรือน้ำสุกหอมสด ความเข้มข้น 0.5 มล./แผ่น กับ B. subtilis M-45 (Rec-) และก็การทดลอง B. subtilis H-17 (Rec+) ด้วยน้ำสกัดหอมสด ก็พบว่าสารสกัดพวกนี้ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ แม้กระนั้นถ้าใช้ส่วนสกัดจาก chromatography (undiluted) หรือการใช้ oleoresin จากหอม (undiluted) มาทดสอบกับ Salmonella typhimurium TA100 ในจานเพาะเชื้อ พบว่ามีฤทธิ์ แม้กระนั้นเมื่อเอามาทดลองกับ S. typhimurium TA98 กลับไม่มีฤทธิ์ ใช้สารสกัดเมทานอลทดลองกับ S. typhimurium TA98 พบว่าสารสกัดนี้มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์แรง แล้วก็เมื่อศึกษากลไกการเมตา-โบไลท์สารก่อกลายพันธุ์ของหอมภายในร่างกาย พบว่ากลูตาธัยโอน กลูคิวโรนายด์ ไดธัยโอธรีธอล สามารถลดฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของหอมได้ แต่ไวตามินซีไม่เป็นผลต่อฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของหอมอะไร มีการทดสอบฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของเครื่องเทศที่ใช้จัดเตรียมน้ำพริกแกง ใน S. typhimurium พบว่าสารสกัดจากหอมมีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ถึง 100% ซึ่งเกิดขึ้นจากสารสำคัญที่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ซึ่งมีอยู่แล้วตามธรรมชาติในหอม เมื่อทำการแยกรวมทั้งวิเคราะห์สารสำคัญนั้นพบว่า เป็นสารจำพวก ฟลาโวนอยด์ เคอร์ซิว่ากล่าวน (quercetin) ขึ้นรถสำคัญที่แยกบริสุทธิ์ได้ 1 ตัว พบว่า คือ quercetin-4-0-glycoside สารนี้เป็นสารก่อกลายพันธุ์ฤทธิ์อ่อน ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของมันจะสูงมากขึ้นเมื่อถูกกระตุ้นด้วยโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีภายในร่างกาย เมื่อสลายสารนี้ด้วยโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี b-glucuronidase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่พบที่ลำไส้ใหญ่ พบว่าฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์จะรุนแรงเพิ่มขึ้น
พิษต่อเซลล์ ทดลองสารสกัดเมทานอลจากรากหอมสด ความเข้มข้น 200 มคก./มิลลิลิตร กับ macrophage cell line raw 264.7 พบว่าสารสกัดนี้ไม่มีพิษต่อเซลล์ดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว
ข้อแนะนำ/ข้อพึงระวัง

  • หนังสือเรียนยาไทยพูดว่า หัวหอม ไม่สมควรกินมากเกินความจำเป็น หรือรับประทานเป็นประจำ เนื่องจากว่าอาจจะทำให้ประสาทเสีย ให้หลงลืมได้ง่าย ทำให้มีกลิ่นตัว ฟันเสีย เลือดน้อย แล้วก็ตาฝ้ามัวไม่แจ่มใส
  • สำหรับในการเลือกหอมแดงมาใช้ประโยชน์ควรที่จะเลือกหอมแดงที่แก่เก็บเกี่ยวไม่เกิน 6 เดือน เนื่องจากหากเกิน 6 เดือนไปแล้ว จะได้หัวหอมที่ฝ่อ ไม่สามารถที่จะใช้ประโยชน์ได้หรืออาจมีสารออกฤทธิ์ที่ไม่มีคุณภาพ
  • น้ำมันหอมระเหยที่ได้จากหอมแดง มีรสเผ็ดร้อน ทำให้เคืองตา  แสบจมูก  และก็อาจจะเป็นผลให้ผิวหนังปวดแสบปวดร้อน
  • น้ำหอมแดงมีสารกำมะถันซึ่งทำให้แสบตา แสบจมูก และก็ผิวหนังมีลักษณะอาการเคือง ก็เลยไม่ควรใช้ทาใกล้บริเวณผิวหนังที่เปราะบาง
เอกสารอ้างอิง

  • วรวุฒิ สมศักดิ์, สุกัญญา ชาชิโย, สมเดช ศรีชัยรัตนกูล, ชัยรัตน์ อุทัยพิบูลย์. ฤทธิ์ของสารสกัดหอมแดงต่อความเสียหายของตับและไตจากการติดเชื้อมาลาเรีย Plasmodium berghei ในหนูทดลอง. การประชุมหาดใหญ่วิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 6, วันที่ 26 มิถุนายน 2558 ณ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ จ.สงขลา.
  • จิรวัฒน์ เวชแพศน์.2526 การศึกษาระยะปลูกของหอมแดง.ปัญหาพิเศษปริญญาตรี ภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,กรุงเทพฯ.
  • ภก.ชัยโย ชัยชาญทิพยุทธ.หอมเล็ก.คอลัมน์ สมุนไพรน่ารู้. นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่27.กรกฎาคม 2524 http://www.disthai.com/
  • หอม.ฐานข้อมูลพืชสมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • อาทิตย ศุขเกษม. การเปรียบเทียบผลผลิตของหอมแดงที่ปลูกด้วยหัวพันธุ์และเมล็ดพันธุ์.ปัญหาพิเศษปริญญาตรี.ภาควิชาพืชสวนคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน.13 หน้า
  • Lorenz, O.A. and D.N. Maynard. 1980. Knott’s hand book for vegetable growers. John wily and Sons, Inc. New York. 390 p.
  • หอมแดง สรรพคุณและการปลูกหอมแดง.พืชเกษตรดอทคอม เว็บเพื่อพืชเกษตรไทย
  • พะยอม ตันดีวัฒน์.2530. เครื่องเทศ.119 หน้า.
  • หอมแดง.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • รัตนา พรหมพิชัย. (2542). หอมบั่ว. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ (เล่ม 14, หน้า 7530). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.
  • Werawattanachai N, Kaewamatawong R, Junlatat J, Sripanidkulchai B. Anti-Inflammatory potential of ethanolic bulb extract of Allium ascalonicum. Journal of Science & Technology, Ubon ratchathani University. 2015;17(2):63-68.
  • วิศิษย์ ว่องทิพยคงคา.2510. การเปรียบเทียบหาระยะปลูกที่เหมาะสม ของหอมต้นเพื่อเพิ่มผลผลิต ปัญหาพิเศษ ปริญญาตรี ภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,กรุงเทพฯ.



Tags : หอมแดง

2

เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือมีผลเช่นไรต่อเซลล์ต่อมะเร็ง โรคหัวใจ โรคไต โรคเบาหวาน โรคความดันสูง และก็โรคอื่นๆอันแสนเพลียที่จะรักษา ติดตามผลวิจัยรับรองคุณประโยชน์ได้ในบทความนี้ค่ะ
บทความพวกนี้อ้างอิงคุณประโยชน์ของเห็ดหลินจือจากผลการศึกษายืนยันจากที่ต่างๆเพื่อให้เพื่อนได้ไตร่ตรองด้วยตัวเองว่ารักษาโรคได้ดิบได้ดีขนาดไหนรวมทั้งน่าเชื่อถือเพียงใด หากสหายๆเคยอ่านบทความเกี่ยวกับสรรรพคุณหรือการค้นคว้าเกี่ยวกับ[url=http://www.disthai.com/16484916/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B7%E0%B8%AD]เห็ดหลินจือ[/url]จากที่อื่นมาก่อน แล้วรู้สึกอ่านไม่ง่ายเท่าไรหรือเปล่าเข้าใจ บทความในเว็บแห่งนี้ผู้เขียนได้คัดเลือกและก็รวบรวมจากหลายที่รวมทั้งเขียนในภาษาที่อ่านง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพื่อนฝูงๆถูกใจเนื้อหานี้ก็จะเป็นอย่างยิ่งดวงใจให้นักเขียนได้บทความดีๆให้เพื่อนอ่านกันอีกต่อไปบทความเห็ดหลินจือรักษาโรคเด็ดๆที่เพื่อนฝูงๆจำต้องชอบ
ระบบภูมิต้านทานเป็นกลไกการกำจัดเชื้อโรค สารเคมีแปลกปลอม เซลล์มะเร็ง แล้วก็สิ่งแปลกปลอมอื่ๆที่จะเข้ามาทำอัตรายต่อสภาพทางด้านร่างกายพวกเรานั้นเอง โดยเหตุนั้นถ้าเพื่อนๆมีระบบภูมิต้านทานดีก็จะไม่ป่วยไข้ง่าย หรือหากป่วยก็จะฟื้นเร็ว แต่ว่าถ้าเกิดระบบภูมิคุ้มกันไม่ดีก็จะป่วยไข้บ่อยครั้งแล้วก็เป็นหนักกว่าคนที่มีระบบูมิคุ้มกันแข็งแรง มาถึวนี้แล้วเพื่อนพ้องๆอาจจะเห็นจุดสำคัญของการมีระบบระเบียบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงกันแล้ว
ชาวจีนโบราณใช้สมุนไพร เห็ดหลินจือมาเป็นเวลายาวนานกว่า 2000 ปีแล้ว แต่ว่าในสมัยนั้นยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าเพราะเหตุไรผู้ที่ทานเห็ดหลินจือถึงแก่ยืนรวมทั้งแข็งแรงไม่ค่อยเป็นโรค ช่วงนี้พวกเราสมารถยนต์พิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าสารกรุ๊ป Polysacchayide ในเห็ดหลินจือนั้นสามารถสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้กับพวกเราได้จริง สารกรุ๊ปดังกล่าวมาแล้วข้างต้นสามารถกระตุ้นการผลิต Interleukin และก็ Immuoglodulin ซึ่งทำให้ระบบภูเขามปกป้องดีรวมทั้งแข็งแรงขึ้น
ระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกเสริมด้วยสาร Polysaccharide ในเห็ดหลินจือจะสามารถต่อต้านวรัส เซลล์ของมะเร็ง และก็จำกัดสารอนุมูลอิสระได้ดีขึ้น ยิ่งไปกว่านี้ยังช่วยทำให้ถูกผลกระทบที่โดนยาต่อต้านโรคมะเร็งบางตัวและกระบวนการทำคีโมกดภูมิต้านทานให้มีระบบระเบียบภูมิต้านทานอีก แล้วก็เห็ดหลินจือยังมีสารออกฤทธิ์ต้านทานการแบ่งตัวของเชื้อ HIV อีกด้วย ซึ่ง กลุ่มดังที่กล่าวมาแล้วเป็นกลุ่ม Bitter Triterpenoids
นักวิจัยได้ค้นพบสารหลายอย่างในสมุนไพร เห็ดหลินจือที่ช่วยลดปริมาณไขมันในเส้นโลหิต คือ Ganoderic Acid และก็ Lucidenic Acid ซึ่งสาร 2 ชนิดที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น นอกจากช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้แล้ว ยังคุ้มครองป้องกันไม่ให้ไขมันตันเส้นโลหิตได้โดยตรงอีกด้วย ยิ่งไปกว่านี้ยังมีสารกรุ๊ป Nucleotide ที่สามารถช่วยลดการอุดตันของลิ่มเลือดในเส้นโลหิต และก็ช่วยลดอัตราเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาตได้อีกด้วย
ได้มีนักวิทยาศาสตร์ที่ญี่ปุ่นทดลองให้สารสกัดเห็ดหลินจือกับผู้ที่เป็นโรคไขมันเส้นเลือดสูง 70 ราย และทำเก็บผลของการทดสอบหลังจากผ่านไป 3 เดือน พบว่าวัวเรสเตอรอลของคนรับการทดลองลดน้อยลงไปถึง 74% ซึ่งก็สอดคล้องกับผลวิจัยจากทั้งโลก รวมทั้งยังพบว่าเห็ดหลินจือ นอกเหนือจากช่วยลดการอุดตันของไขมันในเส้นเลือดแล้ว ยังทำให้โลหิตไหลเวียนอีกด้วย
ด้วยเหตุนั้น ก็เลยอาจพูดได้ว่า ข้อรับรองทางคุณสมบัติและประโยชน์ที่ได้รับมาจากเห็ดหลินจือยังคงมีจำกัด บาง งานวิจัยเป็นการทดลองขนาดเล็ก หลักฐานที่ได้ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ หรือเป็นเพียงการทดลองในผู้เจ็บป่วยบางกลุ่มเพียงแค่นั้น ประสิทธิผลของเห็ดหลินจือต่อโรคมะเร็ง จึงยังคงเป็นหัวข้อการค้นคว้าที่ควรจะปฏิบัติการทดสอบต่อไป เพื่อให้ได้เห็นผลลัพ์ที่แจ้งชัด รวมทั้งมีประโยชน์ในวงกว้างต่อการดูแลรักษาคนเจ็บมะเร็งได้ในอนาคต
ภาวการณ์ต่อมลูกหมากโต แล้วก็การเจ็บป่วยในระบบทางเดินปัสสาวะ
มีกระบวนการทดลองหนึ่งที่ใช้สารสกัดจากสมุนไพร เห็ดหลินจือทดลองในคนเจ็บเพศ 88 รายซึ่งแก่เกินกว่า 49 ปีขึ้นไป ที่มีลักษณะอาการปัสสาวะติดขัด ข้างหลังการทดสอบกว่า 12 สัปดาห์ ผลลัพธ์ที่ได้คือ คนไข้ต่างหรูหราคะแนน IPSS ที่ดีขึ้น ( TNE lnternational Prostate Symptom Score )ซึ่งเป็นค่าคะแนนสากลในการวัดปัญหาในระบบฟุตบาทปัสวะของผู้ป่วยจากการตอบคำถาม แต่ไม่ปรากฏผลในเชิงการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิต การขับถ่ายปัสวะ หรือขนาดของต่อมลูกหมากอะไร
ด้วยเหตุนั้น การทดลองดังกล่าวก็เลยยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาสตร์ที่แจ่มแจ้งพอเพียง จะต้องมีการค้นคว้าทดลองในด้านนี้ถัดไปในอนาคต เพื่อค้นหาหลังฐานที่แน่ชัดสำหรับในการสรุปเกี่ยวกับประสิทธิของเห็ดหลินจือต่อการดูแลรักษาภาวะต่อมลูกหมากโตหรือปัญหาด้านสุขภาพใดๆที่เกี่ยว

ลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของโรคเส้นโลหิตหัวใจ
จากการวิเคราะห์ผลของการทดสอบทางการแพทย์ 5 ราการ ซึ่งมีคนเจ็บเบาหวานชนิด 2 เข้าร่วมทดสอบกว่า 398 รายพบว่า เห็ดหลินจือไม่มีผลทางการรักษาในเชิงการลดระดับน้ำตาลในเลือดไม่มีหลักฐานด้านวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพพอเพียงจะส่งเสริมผลทางการรักษาเหล่านั้น และไม่มีข้อมูลที่เพียงพอสำหรับเพื่อการยืนยันด้านความปลอดภัยจากการบริโภคเห็ดหลินจือเช่นเดียวกัน โดยหนึ่งในการค้นคว้าวิจัยเหล่านั้น ได้แสดงถึงผลกระทบจากการบริโภคเห็ดหลินจือในคนป่วยบางราย เป็นอาการคลื่นใส้ ท้องเดิน หรือท้องผูก
สมุนไพร ด้วยเหตุนั้นควรต้องมีการค้นคว้าทดสอบถึงความสามารถของเห็ดหลินจือสำหรับเพื่อการลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่างๆกลุ่มนี้เพื่อคุ้มครองปกป้องรวมทั้งการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจถัดไป แล้วก็ให้รู้เรื่องแจ่มแจ้งชัดดเจนในด้านดังกล่าวเยอะขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการรักษาปกป้องโรคเส้นเลือดหัวใจแล้วก็อาการต่างๆที่เกี่ยวโยงต่อไปในอนาคต

Tags : สมุนไพรเห็ดหลินจือ

3

สมุนไพร
เห็ดหลินมีประโยชน์ต่อสุขภาพที่อาจเป็นไปได้จริงหรือ?
แม้มีการค้นคว้าทดลองมากมายเกี่ยวกับคุณสมบัติและคุณประโยชน์ที่อาจเป็นไปได้ของเห็ดหลินจือ
แต่ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานหรือข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่แน่ชัดถึงคุณลักษณะและคุณประโยชน์ที่อาจเป็นไปได้ของเห็ดหลินจือแต่ ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานหรือข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่แน่ชัดถึงคุณลักษณะและประสิทธิผลด้านใดๆ ดังนั้น ผู้บริโภคควรศึกษาข้อมูลของสมุนไพร เห็ดหลินจือ ปริมาณและวิธีการบริโภคที่เหมาะสม รวมทั้งข้อจำกัดต่างๆ และปัจจัยทางสุขภาพของตนให้ดีก่อนการบริโภค
ตัวอย่างงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับเห็ดหลินจือที่อาจมีผลต่อสุขภาพ
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
งานค้นคว้าหนึ่งได้ทดลอง[url=http://www.disthai.com/16484916/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B7%E0%B8%AD]เห็ดหลินจือ[/url]หาประสิทธิผลและความปลอดภัยของการบริโภคอาหารเสริมเห็ดหลืนจือในผู้ป่วย โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ จำนวน 32 ราย  ผลลัพธ์คือ เห็ดหลินจืออาจมีสรรพคุณในด้านการระงับอาการปวด สมุนไพรปลอดภัยต่อการรับประทานเข้าสู่ร่างกายและไม่มีผลข้างเคียง อย่างไรก็ตาม กลับไม่ปรากฏผลที่มีนัยสำคัญในการต้านปฎิกิริยาออกซิเดชัน การต้านการอักเสบ หรือผลการปรับระบบภูมิคุ้มกันแต่อย่างใด


สมุนไพร อย่างไรก็ตามฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งของมะเร็งของสารสกัดเห็ดหลินจือที่กล่าวไปนั้น ยังคงเป็นเพียงผลการทดลองในหลอดทดลองเท่านั้น ขณะนี้คณะแพทย์ศาสตร์ของมหาลัยเชียงใหม่กำลังวิจัยผลที่มีต่อผู้ป่วยโรคมะเร็วจริงๆและคาดว่าผลการศึกษานี้คงจะตีแผ่ให้เพื่อนๆได้ทราบกันในเร็วๆนี้ค่ะ แต่ตอนนี้มีรายงานการศึกษาจากประเทศจีนพบว่า เห็ดหลินจือสามารถเสริมภูมิคุ้มกันได้จริงในผู้ป่วยมะเล็กลำไส้ใหญ่ ปอด และผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งขั้นลุกลาม โดยไม่มีผลข้างเคียงและสามารถใช้ได้ติดต่อกันเป็นเวลานานได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามในประเทศไทย การใช้เห็ดหลินจือในการรักษาโรคมะเร็งนั้นยังไม่ใช่ช่องทางหลักในการรักษา เน้นเรื่องเสริมภูมิต้านทานมากกว่า

เพิ่มสมรรถภาพร่างกาย
มีการทดลองที่ทดสอบประสิทธิภาพของเห็ดหลินจือในด้านการเพิ่มสรรถภาพของร่างกาย โดยได้ ทดลองในผู้ป่วยโรคปวดกล้ามเนื้อไฟโปรไมอัลเจีย (Fibromyalgia)เพศหญิงจำนวน 64 ราย ตลอดระยะเวลาการทดลอง 6 สัปดาห์ ผู้ป่วยบริโภคเห็ดหลินจือปริมาณ 6 กรัม/วัน จากนั้นจึงทดสอบสมรรถภาพร่างกายของผู้ป่วย ผลการทดลองและวางแผนการรักษาผู้ป่วยโรคนี้ต่อไป แต่ยังคงขาดหลักฐานสนับสนุนที่ชัดเจน จึงควรมีการศึกษาค้นคว้าในด้าน เพื่อหาหลักฐานและข้อพิสูจน์ที่แน่ชัดถึงประสิทธิผลของเห็ดหลินจือต่อไป
จากการวิเคราะห์ผลการทดลองทางการแพทย์ 5 ราการ ซึ่งมีผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิด 2 เข้าร่วมทดลองกว่า 398 รายพบว่า เห็ดหลินจือไม่มีผลทางการรักษาในเชิงการลดระดับน้ำตาลในเลือดไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพเพียงพอจะสนับสนุนผลทางการรักษาเหล่านั้น และไม่มีข้อมูลที่เพียงพอในการยืนยันด้านความปลอดภัยจากการบริโภคเห็ดหลินจือเช่นเดียวกัน โดยหนึ่งในงานวิจัยเหล่านั้น ได้แสดงถึงผลข้างเคียงจากการบริโภคเห็ดหลินจือในผู้ป่วยบางราย เป็นอาการคลื่นใส้ ท้องร่วง หรือท้องผูก
ดังนั้นจึงควรมีการค้นคว้าทดลองถึงประสิทธิภาพของเห็ดหลินจือในการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆเหล่านี้เพื่อป้องกันและการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจต่อไป รวมทั้งให้ได้ความกระจ่างชัดดเจนในด้านดังกล่าวมากยิ่งขึ้น อันเป็นประโยชน์ต่อแนวทางการรักษาป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจและอาการต่างๆที่เกี่ยวข้องต่อไปในอนาคต
ปริมาณที่เหมาะสมในการบริโรคเห็ดหลินจืออย่างชัดเจน เนื่องประสิทธิผลและผลข้างคียงจากการบริโภค ดังนั้น ผู้บริโภค ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเห็ดหลินจือ และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการบริโรค เพราะแม้เห็ดหลินจือในแต่ละรูปแบบจะเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ แต่สารเคมีและส่วนประต่างอาจส่งผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้เช่นกัน
โดยทั่วไป ปริมาณการบริโภคเห็ดหลินจือ/วันได้แก่
-สมุนไพร เห็ดหลินจืออบแห้ง ไม่ควรบริโภคเกิน 1.5-9 กรัม/วัน
-ผงสารสกัดเห็ดหลินจือ ไม่ควรบริโภคเกิน 1-1.5 กรัม
-สารละลายเห็ดหลินจือ ไม่ควรบริโภคเกิน 1 มิลลิลิตร/วัน
ความปลอดภัยในการบริโภคเห็ดหลินจือ
แม้จะมีการพิสูจน์ถึงคุณประโยชน์ในบางด้านที่อาจเกิดขึ้นได้จากการบริโภคเห็ดหลินจือ แต่ผู้บริโภคก็ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเห็ดหลินจือ และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ควรระมัดระวังในด้านปริมาณและรูปแบบเห็ดหลินจือที่บริโภค เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงต่อสุขภาพได้ในภายหลัง
ในเห็ดหลินจือมีสารอาหารที่อาจส่งผลดีต่อสุขภาพมากมาย จำพวกเส้นใยต่างๆ โปรตีนคาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินและแร่ธาตุบางชนิด เชเนแคลเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัสแมกนีเซียม เซเลเนียม ธาตุเหล็ก สังกะสี มองแดง สารโมเลกุลชีวภาพที่สำคัญ เย่างสเตียรอยด์(Steroids) เทอร์ปีนอยด์ (Terpenoide) นิวคลีโอไทด์ (Nucleotides) ไกลโคโปรตีน (Glycoproteins)พอลิแซ็กคาไรค์ (Polrsacchayides) และสารอนุพันธ์อื่นๆโดยเฉพาะกรดอะมิโนไลซีน (Lysine) และลิวซีน (Leucine)ด้วยเหตุนี้ มีบางคนหรือในบางวัฒนธรรมนำเห็ดหลินจือมาประกอบอาหารและแปรรูปเพื่อการบริโภค

4

[url=http://www.disthai.com/16484916/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B7%E0%B8%AD]เห็ดหลินจือ[/url][/size][/b]
เรื่องเล่าประสบการณ์ตรงจากที่ลงภาคสนาม
คุณยายคนหนึ่ง อายุราว 67 ปี ทำอาชีพขายเห็ดในตลาด ลักษณะของการป่วยเป็นโรค ดังนี้
1.สมุนพร เบาหวาน เป็นทุนเดิม เป็นโรคนี้มาราวๆ 1x ปี
2.โรคความดันเลือด เป็นมาพร้อมๆกับเบาหวาน ต้องรับประทานยาแผนปัจจุบันตลอด มีลักษณะอาการงุนงง
3.โรคไขมัน มาพร้อมๆกับโรคเบาหวาน ต้องกินยาแผนปัจจุบันตลอด
4.โรคไตเสื่อม หลังจากเป็นโรคเบาหวานมาราว 10 ปี หมอตรวจพบว่า ไตเสื่อม ระยะ 2 มีลักษณะขาบวม ไม่มีแรงเดิน เห็ดหลินจือ
5.โรคกระเพาะเยี่ยว อักเสบ มาตอนเป็น ไตเสื่อม ทำให้มีการเกิดอาการเยี่ยวขับ ฉี่ไม่สุด เจ็บแปล็บๆ
6.โรคเก๊า มาตรวจเจอคราวหน้า ว่าค่ายูริก เริ่มเยอะขึ้น
======================
พฤติกรรมของคนไข้รวมทั้งประวัติความเป็นมาก่อนรับประทานเห็ดหลินจือสกัดเข้มข้น
1.สมุนไพร ช่วงป่วยไข้ตอนเริ่มต้น จะมีลักษณะน้ำตาลในเลือดสูง แทบ 200 มก. แต่ว่าเพียงพอผ่านมาเกือบจะ 10 ปี คิดว่าดูแลตนเองก้าวหน้า ผลที่ได้กลายเป็นแบบนี้ เดี๋ยวน้ำตาลสูง ประเดี๋ยวน้ำตาลต่ำ นำไปสู่อาการงงงันได้ตลอดทั้งวัน หน้าที่การงานไม่ต้องทำแล้ว นอนดียิ่งกว่า
2.พอมีน้ำตาลในเลือดสูง ความดันจะตามมาเลย ก่อให้เกิดอาการโลกหมุน ลายตา จำต้องนอนอีกเหมือนเดิมเห็ดหลินจือ
3.เพียงพอช่วงหลังเริ่มกินของมันน้อยลง สามารถที่จะคุมไขมันได้ แต่พอนานวันเข้า ไขมันคุมได้ แม้กระนั้นเจอตรีกีซาลายสูงซะงั้น
4.สมุนไพร หลังจากเจ็บมา 1x ปี ร่างกายก็ไม่ค่อยได้พัก นำไปสู่ตอนอาการน็อคน้ำตาล ไป 2 ที ในรอบ 1 ปีให้หลัง ต้องเข้า รพ. เพื่อเดกซ์โทรส ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงมากขึ้น
5.พอผ่านมาอีก 6 เดือน หมอตรวจพบเป็นไตเสื่อมขั้นที่ 2 แถมมีโรคกระเพาะเยี่ยวอักเสบ เนื่องจากว่ามีไข่ขาวรั่วมาทางเยี่ยวมากมาย ทำให้เรี่ยวแรงในการเดินไม่มี (เกือบจะเดินไม่ไหว ก้าวขาไม่ออก) แถมเจอโรคเก๊าต์ ถามหาอีก
6.ช่วงหลังจากที่รู้ว่าเป็นหลายโรค ชีวิต มันช่างมืดมนเหลือเกิน ทำให้ไม่อยากกินอาหาร รับประทานมิได้ นอนไม่หลับ ถึงหลับก็ไม่สนิท ขาบวม ใจสั่น โกรธง่าย
7.พอถึงเวลานี้ ยายคนนี้ ความประพฤติแปรไป จากที่เคยจำเป็นต้องออกไปเปิดร้านขายเห็ดในตลาดทุกวี่วัน ไม่เคยหยุด กลับทำให้เขาไม่ต้องการที่จะอยากขายสินค้า ขอหยุดนอนอยู่ในบ้าน ทำตัวราวกับไร้ค่า จำต้องให้ลูกๆมาคอยมอง ทำให้เป็นภาระของลูก
======================
ปัญหา สำหรับลูกที่ดูแล แล้วก็จุดเปลี่ยนแนวความคิด
1.เห็ดหลินจือ ลูกคนนั้น มีความคิด ทำอย่างยังไงก้อได้ ให้แม่หายจากโรคทั้งผองนี้
2.ทำอย่างไงก็ได้ให้ท่านแม่กลับมาดำเนินการได้อย่างเดิม
3.ทำอย่างยังไงก็ได้ให้คุณแม่กินข้าวได้เสมือนอดีตเป็นโรคเบาหวาน
4.เหล็ดหลินจือ ทำอย่างยังไงก็ได้ให้ท่านแม่นอนหลับได้ดิบได้ดี
=======================
ท้ายที่สุดลูกคนนั้นได้มาคุยกับผม ผมเลยเสนอแนะเห็ดหลินจือแดงสกัดเข้ม รวมทั้งลูกคนนั้นได้เอาไปให้คุณแม่ทาน
เริ่มต้นที่ม่าม้าไม่เชื่อว่าเห็ดหลินจือแดงสกัดเข้มข้น จะช่วยทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นได้ ด้วยเหตุว่าม่าม้าทานสมุนไพร อาหารเสริมมาเยอะแล้ว
=======================
เริ่มกับการทานเห็ดหลินจือแดงสกัดเข้มข้น (คำตอบบางทีอาจนานับประการในแต่ละบุคคล)
1.ผมชี้แนะให้ทาน 1 วัน 2 เวลา คือ เช้าตรู่-เย็น ในกรณีของคุณแม่คนนี้ มีโรคประจำตัวเยอะ จะให้ทานแบบนี้ หลังจากทานอาหารแล้ว ให้ทานยาแผนปัจจุบัน รวมทั้งคอย 30 นาที ค่อยทานเห็ดหลินจือสกัดเข้มข้น
2.พอหลังจากทานได้ตอนแรก อาการมึนๆสับสนๆเริ่ม นอนได้ดิบได้ดีขึ้นมาก ปกติจะดูจนถึงเที่ยงคืนและหลังจากนั้นก็ค่อยหลับ แล้วตื่น 6-7 นาฬิกาเช้า มาจัดร้านขายของ กลายเป็น นอนตั้งแต่ 2 ทุ่ม ตื่น 6 โมงรุ่งเช้า
3.เห็ดหลินจือภายหลังจากนอนหลับได้ดี  ทำให้อาการขาบวมดีขึ้น ฉี่ดีขึ้นมากมาย ไม่ขัดแล้วก็ปัสสาวะได้สุด ค่าน้ำตาลดีขึ้น ไม่สวิงต่ำ-สูง และก็ผลไตด้วย
4.ผู้เจ็บป่วยเริ่มกินข้าวได้ธรรมดา (คุณแม่ไม่เชื่อว่าเห็ดหลินจือช่วยได้จริงไหม เลยทดสอบด้วย กินทุเรียน2เม็ด แล้วพรุ่งนี้ไปตรวจเลือด ผลเลือดที่ออกมาคุณแม่ตระหนกตกใจ ว่าทำไมน้ำตาลปกติ ^_^)
5.พอเพียงร่างกายได้ นอนหลับได้เต็มที่ หน้าใส(มีคนทักว่าไปทำอะไรมา) แข็งแรงสามารถชูของหนักๆได้ ซึ่งถ้าหากเป็นแต่ก่อน แค่เดินยังต้องหาที่นั่งพักเลย

สรรพคุณเห็ดหลินจือที่มีการวิจัยรับรอง....มีอะไรบ้าง
เห็ดหลินจือ มีความเชื่อกันมานานแล้วว่าเห็ดหลินจือแดงสามารถทำให้หัวใจแข็งแรง เลือดลมดี ผิวพรรณแจ่มใส ช่วยให้แก่ช้าลง ความจำ แล้วก็ช่วยอายุยืนนาน
ส่วนสรรพคุณในทางการรักษาโรคถูกกล่าวไว้อย่างล้นหลามด้วยเหมือนกัน ตัวอย่างเช่น แก้โรคตับแข็ง รักษามะเร็ง รักษาโรคความดัน และก็ภูมิแพ้ฯลฯ
แต่ทีเด็ดคือ......
มีงานศึกษาค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับเห็ดหลินจือรักษาโรคจากคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งสำหรับเพื่อการทดลองเล่าเรียนทางคลีนิครวมทั้งยืนยันว่าเห็ดหลินจือมีคุณประโยชน์ดังนี้จริง ไม่ใช่แค่ความศรัทธาอีกต่อไป อันดังเช่น
-เห็ดหลินจือ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน
-ต้านทานเนื้องอกและก็โรคมะเร็ง
-รักษาโรคทางเท้าปัสสาวะ
-รักษาโรคหัวใจ
-เห็ดหลินจือ ช่วยทำให้การนอน
-ลดไขมันในเลือด
-ต้านทานอนุมูลอิสระ
-สมุนไพร ต้านทานการอักเสบ

5

ลูกใต้ใบ
ชื่อสมุนไพร  ลูกใต้ใบ
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน  ต้นหญ้าใต้ใบ,มะขามป้อมดิน,หน่วยใต้ใบ (ภาคเหนือ) ,หญ้าใต้ใบขาว (จังหวัดสุราษฎร์ธานี),จูเกี๋ยเช่า (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Phyllanthus amarus Schumach. & Thonn.
ชื่อสามัญ Egg woman, Tamalaki, Stonebreaker.
วงศ์  EUPHORBIACEAE
ถิ่นเกิด ลูกใต้ใบมีบ้านเกิดเมืองนอนในแถบเขตร้อนต่างๆของโลกทั้งในทวีป อเมริกาใต้ แอฟริกา รวมทั้งทวีปเอเชีย และมีการกระจายชนิดไปอยู่ในหลายๆประเทศเขตร้อนของภูมิภาคดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เช่น เปรู บราซิล ทางตอนใต้ของอเมริกา ประเทศอินเดีย ไทย พม่า ลาว อื่นๆอีกมากมาย ส่วนในประเทศไทยนั้น ต้นลูกใต้ใบสามารถเจอได้ทั่วทุกจังหวัด ตั้งแต่ในอดีตจนกระทั่งปัจจุบันนี้ โดยพบได้บ่อยในที่โล่งแจ้งหรือตามรอบๆเงาไม้ใหญ่ในกลางแจ้งทั่วไป หรือขึ้นแซมกับพืชที่เกษตรกรปลูก จนถึงจำต้องถูกกำจัดเหมือนวัชพืชอื่นๆเลยทีเดียว
ลักษณะทั่วไป ลูกใต้ใบ เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็กจัดอยู่ในตระกูล Euphorbiaceae จีนัส Phyllanthus เหตุที่มีชื่อเรียกว่า ลูกใต้ใบ, ต้นหญ้าลูกใต้ใบ หรือ ต้นหญ้าใต้ใบ เนื่องด้วยส่งผลขนาด เล็กออกตามซอกก้านใบย่อยรวมทั้งแขวนลงให้มีความเห็นว่าลูกอยู่ใต้ใบ ในประเทศไทยมีไม้ล้มลุกที่ มีลักษณะดังกล่าวมาแล้วข้างต้นคล้ายกันแล้วก็ถูกเรียกว่าลูกใต้ใบอยู่อย่างน้อย 5 จำพวกหรือสปีชีส์ (species) ตัวอย่างเช่น Phyllanthus amarus Schumach. & Thonn., P. debilis, P. niruri, P. urinary Linn (ต้นหญ้าใต้ใบ) รวมทั้ง P. virgatus G. Forst. แต่ว่ามีรายงานการวิจัยพบว่าลูกใต้ใบประเภท P.amarus Schumach. & Thonn. นั้นเป็นชนิดที่ให้สารที่มีคุณประโยชน์ทางยามากที่สุด ซึ่งลูกใต้ใบฃนิดนี้มีลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์ดังนี้

  • ต้นลูกใต้ใบ จัดเป็นไม้ล้มลุก มีอายุเพียงปีเดียว มีความสูงราวๆ 10-50 เซนติเมตร แตกกิ่งก้านสาขามากมาย ลำต้นไม่มีขน รวมทั้งทุกส่วนของต้นมีรสขม
  • ใบลูกใต้ใบ ใบเป็นใบลำพังประกอบแบบขนเรียงสลับกันชั้นเดียวปลายคี่ มีใบย่อยประมาณ 23-25 ใบ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ โคนใบมนแคบ ส่วนปลายใบมนกว้างของใบเรียบไม่มีขน ใบด้านล่างสีอ่อนกว่าข้างบน ใบมีขนาดกว้างโดยประมาณ 3-4 มม.แล้วก็ยาวโดยประมาณ

    5-10 มม. มีก้านใบสั้นมาก มีหูใบสีขาวนวล ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมปลายแหลมเกาะติดอยู่ 2 อัน

  • ดอกลูกใต้ใบ ดอกเป็นแบบแยกเพศ มีขนาดเล็กสีขาว เส้นผ่านศูนย์กลางราวๆ 0.08 เซติเมตร ดอกเพศเมียชอบอยู่รอบๆโคนก้านใบ ส่วนดอกเพศผู้มักจะอยู่รอบๆส่วนปลายของก้านใบ มักออกเป็นกลุ่มๆละ 2-3 ดอก โดยดอกตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าดอกตัวผู้ราว 2 เท่า และดอกผู้เดียวๆเกสรตัวผู้มี 3 ก้าน โคนก้านเกสรเชื่อมกันเล็กน้อย มีอับเรณูแตกอยู่ตามแนวระดับ ส่วนกลีบรองและกลีบเป็นรูปไข่ ขอบกลีบมีสีอ่อน
  • ผลลูกใต้ใบ ลักษณะของผลเป็นทรงกลมแป้น ผิวเรียบมีสีเขียวอ่อนนวล ผลมีขนาดประมาณ 0.15 เซนติเมตร โดยผลมักจะเกาะติดอยู่รอบๆใต้โคนของใบย่อย และอยู่ในรอบๆกึ่งกลางก้านใบ ผลเมื่อแก่จะแตกเป็นพู 6 พู ในแต่ละพูจะมีเมล็ด 1 เมล็ด สีน้ำตาล มีลักษณะเป็นรูปเสี้ยว 1 ส่วน 6 ของรูปทรงกลม มีสันตามทางยาวทางด้านหลัง และก็มีขนาดเล็กมากมายราว 0.1 ซม.


การขยายพันธุ์  ลูกใต้ใบเป็นพันธุ์ไม้ซึ่งสามารถพบบ่อยในรวมทั้งตามริมไม้ในกลางแจ้งทั่วทุกภูมิภาค โดยยิ่งไปกว่านั้นหน้าฝนก็เลยไม่มีการนิยมปลูกในเชิงการค้าอะไร  ส่วนการขยายพันธุ์ของลูกใต้ใบนั้นสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด  ในปัจจุบันนั้นเมื่อเริ่มมีการตื่นตัวถึงสรรพคุณของลูกใต้ใบที่มีรายงานการค้นคว้าวิจัยมารับรองแล้วนั้น  ก็เลยเริ่มเห็นมีการเพาะกล้าของลูกใต้ใบมาขายและเกษตรกรก็เริ่มเพาะปลูกลูกใต้ใบเพื่อขายเพิ่มมากขึ้นกว่าอดีต
องค์ประกอบทางเคมี องค์ประกอบทางเคมีของลูกใต้ใบจะประกอบไปด้วยสารแทนนิน (Tannins), ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids), ลิกแนนส์ (Lignans), ไกลโคไซด์ (Glycosides), ซาโปนิน (Saponin) ฯลฯ  และสมุนไพรลูกใต้ใบยังประกอบไปด้วยแร่ธาตุที่สำคัญอีกเช่น  ธาตุโซเดียม 0.86 %, ธาตุโพแทสเซียม 12.84 %,  ธาตุเหล็ก 10.68 %, ธาตุแคลเซียม 6.57 %, ธาตุแมกนีเซียม 0.34 %, ธาตุอะลูมิเนียม 3.92 %, ธาตุฟอสฟอรัส 0.34 %
 
 
 
 
 
 
                                                       ที่มา  :  Wikipedia
คุณประโยชน์  ด้านสรรพคุณของลุกใต้ใบนั้นชาวไทยมีความเชื่อมาตั้งแต่ครั้งโบราณว่าลูกใต้ใบสามารถปกป้องตับจากพิษของสารเคมี แล้วก็ถูกประยุกต์ใช้เป็นสมุนไพรเพื่อช่วยรักษาคนไข้ที่เป็นมะเร็งตับให้มีอายุยาวขึ้น รวมทั้งยังมีคุณประโยชน์ตามตำรายาไทยอีกหลายสิ่งหลายอย่างเป็นต้นว่า ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย  บำรุงธาตุในร่างกาย เจริญอาหาร รักษาโรคตา ควบคุมและก็ลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยลดความดันเลือด แก้ไข้ ลดความร้อน ช่วยลดไข้ทุกชนิด ช่วยรักษามาลาเรีย ช่วยแก้อาการไอ ช่วยแก้หืด ช่วยแก้อาการร้อนในอยากดื่มน้ำ ช่วยขับเหงื่อ ขับเยี่ยว ช่วยขับเสลด แก้ท้องร่วง  แก้เจ็บท้อง  ท้องมาน แก้บิด ข้อตกขาวไข้ระดูของสตรี รักษาไข้ทับเมนส์  ช่วยบำรุงสายตา ทำให้สายตาดี แก้ไข้ ลดความร้อน ช่วยลดไข้ทุกประเภท ช่วยแก้พิษตานซาง แก้น้ำเหลืองเสีย  บำรุงตับ รักษาดีซ่าน ยอดอ่อนใช้รักษาอาการปวดข้อ  ปวดกระดูก ลดอาการอักเสบ แก้เริม อื่นๆอีกมากมาย
รูปแบบ/ขนาดการใช้

  • แก้ไข้ ให้นำต้นสด 1 กำมือ ต้มกับน้ำจำนวน 2 ถ้วยแก้ว ต่อจากนั้นต้มจนเหลือน้ำ 1 1/2 ถ้วยแก้ว กินครั้งละครึ่งถ้วยแก้ว
  • รักษาโรคเริม ให้ใช้ลูกใต้ใบประมาณ 5 ใบ ตำผสมกับสุราแล้วคั้นเอาแต่เอามา จากนั้นใช้สำลีชุบน้ำยามาแปะตรงที่เป็น
  • รักษาลักษณะของการปวดข้อ ใช้ยอดอ่อนมาต้มกับน้ำแล้วดื่มรักษาอาการปวดกระดูก ปวดข้อ
  • แก้ปวดเมื่อย นำลูกใต้ใบมาล้างน้ำ และสับเป็นชิ้นเล็กๆผึ่งแดดให้แห้ง ต้มใส่หม้อดิน นำมาดื่มแทนชา
  • แก้ไอ นำใบอ่อนของต้นใต้ใบ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 2 แก้ว ต้มกระทั่งเหลือน้ำ 1 1/2 แก้วใช้จิบแก้ไอ
  • ขับเมนส์ นำต้นลูกใต้ใบมาต้มรับประทาน ก็จะช่วยปรับสมดุลเลือดลมในร่างกาย ทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกติได้
  • ไข้ทับประจำเดือน ให้นำลูกใต้ใบทั้งยัง 5 มาล้างน้ำสะอาด เอามาตำผสมเหล้าขาว คั้นเฉพาะน้ำยามาดื่มทีละ 1 ถ้วยชา
  • บำรุงสายตาให้ใช้ผลต้มดื่มรวมทั้งยังช่วยรักษาโรคตา
  • กำจัดพิษออกมาจากตับ ใช้ต้มดื่มต่อเนื่องกันโดยประมาณ 1 อาทิตย์ คุ้มครองไม่ให้ตับถูกทำลายจากพิษต่างๆและช่วยบำรุงรักษาตับ


การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา  จากการศึกษาเรียนรู้ในหลอดทดลองหลายรายงานพบว่าลูกใต้ใบสามารถยั้ง DNA poly-merase ของ HBV ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีสำหรับสังเคราะห์ DNA ของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ดังเช่นว่า สารสกัดเมทานอลจากลูกใต้ใบ (ไม่กำหนดความเข้มข้น) สารสกัดเมทานอลจากทั้งต้น (ไม่เจาะจงความเข้มข้น) สารสกัดน้ำจากทั้งยังต้น มีค่า IC50 พอๆกับ 500 มค.ก./มล. สารสกัดน้ำจากอีกทั้งต้น ความเข้มข้น 75 มค.กรัม/มล. สารสกัดน้ำจากต้นมีฤทธิ์อ่ออนสำหรับเพื่อการยับยั้ง DNA polymerase ของ HBV มีค่า IC50 เท่ากับ 59 มค.กรัม/มิลลิลิตร และก็ขนาด 43 มค.ก./มล. มีฤทธิ์อ่อนสำหรับเพื่อการยังยั้ง HBV สารสกัดเมทานอลยังมีฤทธิ์ยั้ง HBV antigen
สารสกัดน้ำจากทั้งยังต้น ความเข้มข้น 100 มค.กรัม/มล. สามารถยับยั้งการแบ่งตัวข้างในเซลล์ HBV สารสกัดเอทานอล สารสักดเฮกเซน สารสกัดคลอโรฟอร์ม สารสกัดบิวทานอล และก็สารสกัดน้ำจากทั้งยังต้น ขนาด 4 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร มีฤทธิ์ต่อต้าน HBV  antigen ขึ้นรถสัดบิวทานอลมีฤทธิ์สูงสุด และยับยั้งปฏิกิริยาระหว่า HBs Ag/Hbe Ag ยั้งการสังเคราะห์ DNA ของ HBV รวมทั้งยับยั้งการ expression ของ HBV antigen สารสกัดน้ำจากต้น ความเข้มข้น 0.5 มก./มิลลิลิตร ทดลองในเซลล์เพาะเลี้ยง hepatoma cell line HepA2 ที่ถูกทำให้ติดเชื้อโรค HBV พบว่าสารสกัดจะยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์แล้วก็กดการสร้าง Hbs Ag แต่ไม่ลดการผลิต HBsAg gene promotor ซึ่งจะไปกระตุ้น CAT activity สารสกัดน้ำจากใบมีฤทธิ์ยับยั้งการ expression ของ HBV antigen โดยมี IC50 พอๆกับ 5 มค.กรัม/มล.
ส่วนการทดลองในสัตว์ทดลองพบว่าสารสกัดลูกใต้ใบให้ผลสำหรับการยับยั้งเชื้อ HBV ในสัตว์ทดสอบโดยเมื่อฉีดสารสกัดน้ำจากต้นขนาด 80 มก./กก. เข้าท้องหนู G26 transgenic mice จะยั้งการเกิด transcription ในตับหนูโดยลด HBV mRNA และก็ขนาด 100 มค.กรัม/มล. (ไม่เจาะจงวิธีการบริหารยา) จะลดการเกิด  transgenic เช่นเดียวกัน โดยระดับของ HBs Ag mRNA ในเซลล์ตับลดน้อยลง และก็ยับยั้ง expression ของ HBV mRNA
นอกนั้นยังมีผู้ทำการวิจัยแยกสารประกอบกลุ่ม lignan ได้จากสารสกัด ethyl acetate จากลูกใต้ใบซึ่งมี ฤทธิ์ต้านมะเร็งโดยพบว่าไปยับยั้งการแสดงออกของ ยีน Bcl-2 และการขัดขวางรูปแบบการทำงานของ เอนไซม์ telomerase ร่วมกับการกระตุ้นการทำงานแสดงออกของ ยีน c-myc และก็การทำงานของ เอนไซม์ caspases ส่งผลให้เกิดแนวทางการตายของเซลล์แบบ apoptosis แล้วก็ยังมีการทำการศึกษาเรียนรู้ทางเภสัชวิทยาต่างๆอีกเป็นต้นว่า

  • สารสกัดด้วยเอทานอลของรากลูกใต้ใบจำพวก P. amarus มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ และยังสามารถช่วยลด Oxidative stress ได้เมื่อเรียนในหลอดทดลอง ส่วนในสารสกัดแบบน้ำชาของลูกใต้ใบก็พบว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระเช่นกัน
  • สารสกัดด้วยเมทานอลของลูกใต้ใบประเภท P. amarus มีฤทธิ์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูที่เป็นโรคโรคเบาหวานจากการฉีดสาร Alloxan และสารสกัดด้วยน้ำจากใบและก็เม็ดของ P. amarus ก็มีฤทธิ์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เช่นเดียวกัน โดยมีการทดลองใช้ดื่มน้ำตาลซูโครส 10% เป็นเวลา 30 วันเพื่อทำให้ภาวะน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น แต่ผลของการทดลองก็พบว่าสามารถช่วยลดสภาวะโรคเบาหวานได้
  • มีฤทธิ์ยั้งเชื้อเอชไอวี สารสกัดด้วยน้ำแล้วก็แอลกอฮอล์ของลูกใต้ใบชนิด P. amarus มีฤทธิ์แรงสำหรับในการช่วยยั้ง HIV-1 โดยเป็นสารออกฤทธิ์ในกลุ่ม Gallotannin ซึ่งสาร Corilagin, Ellagitannins และ Geraniin นั้นจะมีฤทธิ์แรงที่สุด ยิ่งไปกว่านี้ยังช่วยยั้งเชื้อ HIVE ได้ถึง 30% แล้วก็ส่งผลยั้งเชื้อ HIVE ทั้งใน in vitro แล้วก็ใน in vivo
  • ช่วยคุ้มครองป้องกันการเกิดพิษต่อตับของหนูขาวจากการได้รับยาพาราเซตามอล โดยพบว่าการให้ต้มหรือผงของลูกใต้ใบจำนวน 1 ครั้งในขนาด 3.2 กรัม/น้ำหนักตัว 1 โลในหนูทดลอง ก่อนให้พาราเซตามอลตรงเวลา 1 ชั่วโมง ส่งผลช่วยลดความเป็นพิษก้าวหน้าที่สุด
  • สารสกัดด้วยเมทานอลของลูกใต้ใบ P. amarus มีฤทธิ์สำหรับการต่อต้านการก่อกลายจำพวกของสาร 2-acetaminofluorene (2-AFF), 4-nitro-O-phenylenediamine, Aflatoxin B1, Sodium azide แล้วก็ N-methyl-N-nitro-N- nitrosoguanidine เมื่อทำการศึกษาเรียนรู้ด้วย Ames test ในตัวทดลอง โดยผลของการต้านทานการก่อกลายจำพวกของสารสกัดใน in vitro จะดียิ่งกว่าใน in vivo


ฤทธิ์คุ้มครองตับของลูกใต้ใบในหนูขาว  การเรียนในหนูขาวโดยแบ่งหนูขาวออกเป็น 5 กลุ่ม กรุ๊ปที่ 1 เป็นกรุ๊ปควบคุมให้กินสารละลายเดกซ์โทรส (Isocaloric glucose solution) กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ได้รับสารละลายเอทานอล (20% น้ำหนัก/ปริมาตร) ขนาด 5 ก./กก./วัน กลุ่มที่ 3 ได้รับสารสกัดใบของลูกใต้ใบด้วยเมทานอลขนาด 250 มก./กก./วัน ร่วมกับสารละลายกลูโคส กรุ๊ปที่ 4 และก็ 5 เป็นกรุ๊ปที่ได้รับสารสกัดใบของลูกใต้ใบด้วยเมทานอลขนาด 250 แล้วก็ 500 มก./กก./วัน ร่วมกับสารละลายเอทานอลขนาด 5 ก./กก./วัน ตามลำดับ นาน 4 สัปดาห์ (เอทานอลให้นาน 3 สัปดาห์) พบว่าเมื่อเปรียบเทียบกับหนูที่ได้รับเอทานอลเพียงอย่างเดียว สารสกัดลูกใต้ใบขนาด 250 และ 500 มก./กิโลกรัม/วัน ในหนูกรุ๊ปที่ 4 และก็ 5 ที่รั้งนำให้เกิดความเป็นพิษที่ตับด้วย เอทานอลสามารถลดระดับการเกิด lipid peroxidation ได้ 29.10 แล้วก็ 45.67% ตามลำดับ แล้วก็ยังสามารถเพิ่มระดับหลักการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี reduced glutathione (GSH), superoxide dimutase (SOD), catalase (CAT) ในตับ โดยกรุ๊ปที่ได้รับสารสกัดลูกใต้ใบขนาด 250 มิลลิกรัม/กก./วัน สามารถเพิ่มระดับการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี GSH, SOD และ CAT ได้ 27.60, 36.36 และ 28.61% เป็นลำดับ ในขณะกรุ๊ปที่ได้รับสารสกัดลูกใต้ใบขนาด 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน สามารถเพิ่มลักษณะการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีดังที่กล่าวถึงมาแล้วได้ 81.60, 51.03 รวมทั้ง 37.41% ตามลำดับ และก็หนูในกรุ๊ปที่ 4 และ 5 ยังสามารถลดรูปแบบการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี glutathione-S transferase ได้ 28.19 และก็ 47.99% นอกจากนั้นยังพบว่าหนูกลุ่มที่ได้รับสารสกัดลูกใต้ใบ 250 มก./กิโลกรัม/วัน ร่วมกับ เอทานอล (กลุ่มที่ 4) ลักษณะการทำงานของเอนไซม์ alanine transaminase (ALT) aspartate transaminase (AST) แล้วก็ alkaline phosphatase (ALP) ในตับเพิ่มขึ้น 12.68, 42.35 และ 40.01% ตามลำดับ ในขณะที่ ALT และ AST ในพลาสมาลดน้อยลง 41.38 รวมทั้ง 51.90% เหมือนกับหนูในกลุ่มที่ 5 ที่ได้รับสารสกัดลูกใต้ใบ 500 มก./กิโลกรัม/วัน ร่วมกับเอทานอล ระดับของ ALT, AST รวมทั้ง ALP ในตับเพิ่มขึ้น 42.35, 21.63 รวมทั้ง 116.9% ในขณะค่า ALT แล้วก็ AST ในพลาสมาน้อยลง 51.90 และ 51.20% จากการเรียนรู้สรุปได้ว่าสารสกัดใบของลูกใต้ใบด้วยเมทานอลสามารถป้องกันการถูกทำลายของตับในหนูขาวที่รั้งนำให้กำเนิดพิษที่ตับได้

การเรียนทางสถานพยาบาล การศึกษาเล่าเรียนคนป่วยที่เป็นพาหนะของโรคตับอักเสบบีจำนวน 78 คน (แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 40 คน กรุ๊ปควบคุม 38 คน) สามารถติดตามผลข้างหลังการทดลอง 1 เดือน ได้เพียงแค่ 60 คน (แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 37 คน กรุ๊ปควบคุม 23 คน) กลุ่มทดลองจะกินยาผงลูกใต้ใบต้นใส่แคปซูลขนาด 200 มก. วันละ 3 ครั้ง นาน 30 วัน กลุ่มควบคุมจะกินยาหลอกเป็น lactose แทน ใช้การตรวจหา HBs Ag รวมทั้ง HBe Ag ในซีรัมของผู้เจ็บป่วยด้วยแนวทาง ELISA
ภายหลังจากทดลอง 1 เดือน พบว่าผู้ป่วยในกลุ่มทดลอง 22 คน ใน 37 คน (59%) ตรวจพบ HBs Ag ในซีรัมได้ผลลบ ขณะที่มีผู้ป่วยในกรุ๊ปที่ได้รับยาหลอกเพียงแต่ 1 คนเพียงแค่นั้น (4%) ที่ตรวจเจอ HBs Ag ในซีรัมสำเร็จลบ ในคนไข้ที่ตรวจเจอ HBs Ag ในซีรัมสำเร็จลบใน 1 เดือนแรก ปริมาณ 22 คน ในกลุ่มทดลอง และก็ 1คนในกลุ่มควบคุม แล้วก็เมื่อติดตามการดูแลและรักษาจนถึง 9 เดือน เหลือผู้ป่วยในกลุ่มทดลองเพียง 1 คน ยังตรวจเจอ HBs Ag เป็นผลลบยกตัวอย่างเช่นเดิมผู้ป่วยที่เป็นพาหะที่มี HBs Ag และก็ HBe Ag จะมีผลสนองตอบต่อการรักษาน้อยกว่ากลุ่มพาหะที่ไม่มี HBe Ag กลุ่มที่มี HBs Ag รวมทั้ง HBe Ag จะปราศจากการเป็นพาหะข้างหลังการทดลองเพียงแต่ 29% (5 ใน 17 คน) และกลุ่มที่ไม่มี HBe Ag จะปลอดการเป็นยานพาหนะหลังการทดลองถึง 85% (17 ใน 20 คน) ส่วนคนไข้ที่เป็นพาหะที่ได้รับยาหลอก 1 คน ที่ตรวจเจอ HBs Ag สำเร็จลบนั้นเป็นพาหะที่เดิมมีเพียงแต่ HBs Ag เพียงแค่นั้น แล้วก็เป็นพาหะที่ไม่มีอาการ ไม่พบอาการข้างๆในคนไข้ทุกคนที่ทำงานศึกษาในคราวนี้ แต่แม้กระนั้นหลังจากติดตามผลได้ 3 เดือน พบว่าจำนวนผู้ป่วยในกลุ่มทดลองรวมทั้งกลุ่มควบคุมมีความต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติโดยกลุ่มควบคุมเหลือแค่ 19 คน ในเวลาที่กลุ่มทดลองมีถึง 36 คน
ยิ่งไปกว่านี้ลูกใต้ใบยังสามารถลดการอักเสบของตับได้ ดังในการทดลองให้ผู้ป่วยชายและหญิงที่เป็นตับอักเสบเรื้อรัง กินผลจากลูกใต้ใบทั้งยังต้นขนาด 1.5 ก./วัน ให้ผู้เจ็บป่วยตับอักเสบเรื้อรังทั้งสองเพศกินต้นลูกใต้ใบ (ไม่กำหนดขนาด) พบว่าสาร catechin จะลดระดับบิลิรูบินในพลาสมา แล้วก็ลด Bromsulfthalein clearance (BSP clearance) การเล่าเรียนในคนไข้ตับอักเสบจากเชื้อไวรัส 120 ราย รับประทานยาตำรับของอายุรเวท 4 ประเภท ประกอบด้วยสมุนไพรพลายชนิดและลูกใต้ใบด้วย (ไม่เจาะจงขนาดที่รับประทาน) ผู้เจ็บป่วยทุกคนมิได้รับยาแผนปัจจุบัน พบว่าคนป่วยส่วนใหญ่จะมีค่า serum glutamic oxaloacetic transaminase (SGOT). Serum glutamic pyruvic transaminase (SGPT) รวมทั้งบิลิรูบินต่ำลง แล้วก็มีผู้เจ็บป่วย 1 รายที่ตรวจพบ HBs Ag ได้ผลสำเร็จลบ
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา

  • การทดลองความเป็นพิษ สารสกัดเซลล์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงด้วยเอทานอล (50%) เมื่อให้หนูถีบจักรรับประทาน พบว่าขนาดสูงสุดก่อนเกิดอาการพิษหมายถึง1 ก./กิโลกรัม สารสกัด 50% อัลกฮออส์จากทั้งต้น เมื่อให้หนูรับประทานหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ขนาด 10 กรัม/กก. ไม่เจอพิษ สารสกัดน้ำจากพืชทั้งต้น เมื่อฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักร ขนาด .01 มก. หรือ 1.8 มิลลิกรัม ไม่เจอพิษ สารสกัดด้วยไดคลอโรมีเทน เอทานอล และสารสกัดด้วยน้ำ เมื่อให้เข้าทางกระเพาะหนูถีบจักรในขนาด 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ไม่เจอพิษ สารสกัดน้ำจากอีกทั้งต้นฉีดเข้าท้องลูกเป็ดขนาด 500 มก./กิโลกรัม ไม่เจอพิษ สารสกัดเอทานอล 95% จากทั้งยังต้น เมื่อให้เข้าทางกระเพาะอาหารหนูถีบจักร ขนาด 100 มก./กิโลกรัม นาน 30 วัน ไม่เจอพิษ หนูที่กินสารสกัดจากพืชที่อยู่เหนือดิน (ไม่กำหนดประเภทของสารสกัด) ขนาด 0.2 มก.วัน ตรงเวลา 90 วัน ไม่เจอพิษ เมื่อให้ผู้ใหญ่ทั้งปวงศชาย แล้วก็หญิงกินลูกใต้ใบขนาด 2.7 กรัม/วัน ไม่เจอพิษ ผู้ใหญ่รับประทานพืชส่วนที่อยู่เหนือดินขนาด 1.5 กรัมไม่เจอพิษ และเมื่อให้เด็กกินพืชทั้งยังต้น (ไม่ระบุขนาดที่กิน) ไม่พบพิษ


ส่วนสกัดของสารสกัด (ไม่เจาะจงประเภทรวมทั้งขนาดของสารสกัด) เมื่อให้เข้าทางช่องท้องหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังของหนูถีบจักรรวมทั้งหนูขาว นำมาซึ่งการก่อให้เกิดวิธีสำหรับซัก ส่วนสกัดของสารสกัด (ไม่ระบุจำพวกและขนาด) มีฤทธิ์ลดอัตราการเต้นและบีบตัวของหัวใจกบ หนูขาว แล้วก็หนูถีบจักร ส่วนสกัดของสารสกัด (ไม่ระบุชนิดแล้วก็ขนาด) มีฤทธิ์ลดระดับความดันในหมา

  • ผลต่อระบบสืบพันธุ์ เมื่อให้หนูถีบจักรเพศผู้ กินสารสกัดอัลกอออล์จากทั้งยังต้น ขนาด 100,250,400 รวมทั้ง 500 มก./กก. จะลดอัตราการมีลูกลง 10,32,52 และก็ 72% เป็นลำดับ รวมทั้งเมื่อให้หนูรับประทานสารสกัดดังที่กล่าวถึงแล้วในขนาดสูงเท่ากับ 500 มก./กิโลกรัม จะลด cauda epididymal sperm counts ลดการเคลื่องที่ของสเปิร์ม ยังยั้ง succinate dehydrogenase ใน epididymis และก็ testis เปอร์เซ็นต์ของสเปิร์มที่มีชีวิตลดน้อยลง


เมื่อให้สารสกัดเอทานอล 95% จากทั้งต้น ทางสายยางให้อาหารแก่หนูถีบจักรเพศเมีย ขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม นาน 30 วัน จะทำให้หนูมีลูกยาก

  • เป็นพิษต่อเซลล์ สารสกัดน้ำจากทั้งยังต้น ความเข้มข้น 1 มิลลิกรัม/มล.,200 มค.กรัม/มล. รวมทั้ง 500 มค.กรัม/มล. เป็นพิษต่อเซลล์ sarcoma (Rous virus) (11), Ca-Hepatocarinoma-G2(7) และก็ cell  line HuH-7 (13) เป็นลำดับ
ข้อเสนอ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง

  • สตรีมีท้องห้ามรับประทานลูกใต้ใบเพราะว่าลูกใต้ใบมีสรรพคุณสำหรับเพื่อการขับประจำเดือนซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้
  • ลูกใต้ใบมีฤทธิ์ทางเภสัชที่เหมือนกับยาแอสไพริน ด้วยเหตุนั้นคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการแข่งขันตัวของเลือดไม่ควรรับประทาน
  • การใช้สมุนไพรลูกใต้ใบนั้น ไม่สมควรใช้ติดต่อกันนานเกินไป และไม่ควรใช้เกิดขนาดที่กำหนดในฉลากสินค้า
  • ผู้ที่เป็นโรคตับ โรคไตควรจะขอคำแนะนำแพทย์ก่อนใช้เสมอ
หนังสืออ้างอิง

  • ศิริพร เหลียงกเงินอบธุระ.ลูกใต้ใบ&ตับอักเสบบี.จุลสารข้อมูลสมุนไพร.
  • รองศาสตราจารย์ภกญ.นวลน้อย จูฑะดงษ์.รายงานการวิจัยฤทธิ์ของลูกใต้ใบซึ่งๆหน้าที่ไมโตคอนเดรียในตับหนูขาว.สาขาวิชาเภสัชวิทยา สำนักวิชาวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี.
  • ฤทธิ์ป้องกันตับของลูกใต้ใบในหนูขาว.ข่าวสารการเปลี่ยนแปลงสมุนไพร.ที่ทำการข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ลีที่นา ผู้พัฒนเหล่ากอ, 2530. สมุนไพรไทยตอนที่ 5 . ข้างวิชาพฤกษศาสตร์ป่าดง กองบำรุง กรมป่าไม้, จ.กรุงเทพฯ http://www.disthai.com/
  • Faremi TY, Suru SM, Fafunso MA, Obioha UE.Hepatoprotective potentials of Phyllanthus amarus againt etanol-induced oxidative stress in rats. Food Chem Toxicol.2008;46:2658-64
  • Van Welzen, P., Chayamarit, K. (2007) Euphorbiaceae, in: Santisuk, T., Larsen, K. (Eds.),


Flora of Thailand. Prachachon Co. LTD., Bangkok, pp. 473-507.

  • เต็ม สมิตินันทน์,2544. ชื่อพรรณไม้ที่เมืองไทย. ส่วนวิชาพฤกษศาสตร์ป่าดง สำนักวิชาการป่าไม้ กรมป่าไม้, กรุงเทพมหานคร.
  • Giridharan, P., Somasundaram, S.T., Perumal, K., Vishwakarma, R.A., Karthikeyan, N.P., Velmurugan, R., Balakrishnan, A. (2002) Novel substituted methylenedioxy lignan suppresses proliferation of cancer cells by inhibiting telomerase and activation of c-myc and caspases leading to apoptosis. British Journal of Cancer 87: 98-105.


6

โรคต้อกระจก
โรคต้อกระจก เป็นอย่างไร  ก่อนจะทราบถึงความหมายของต้อกระจกนั้น พวกเราควรทำความรู้จักกับเลนส์ตาหรือที่เราเรียกกันภาษาราษฎรว่า แก้วตา กันก่อน แก้วตาหรือเลนส์ตา (Lens) เป็นเลนส์นูนใสอยู่ข้างหลังม่านตา (มีลักษณะเหมือนเลนส์นูนทั่วไปด้าน หน้าและก็ข้างหลัง มีความครึ้มราว 5 ม.ม. เส้นผ่าศูนย์ กลางราวๆ 9 ม.ม. มีบทบาทดำเนินการร่วมกับกระจกตาสำหรับการหักเหแสงสว่างจากวัตถุให้ตกจุดโฟกัสที่จอประสาทตา ที่กระตุ้นให้เกิดการมองเห็น
นอกเหนือจากนี้แก้วตายังสามารถเปลี่ยนแปลงกำลังการหักเหได้ด้วยตัวเอง เพื่อสามารถโฟกัสภาพในระยะต่างๆได้ชัดขึ้น ซึ่งก็คือ ในคนธรรมดาจะเห็นชัดทั้งยังไกลและใกล้ ด้วยเหตุนั้นธรรมชาติก็เลยสร้างแก้วตาให้อยู่ในที่ปลอดภัย โดยอยู่ในใจกึ่งกลางของดวงตาเพื่อไม่ให้เป็นอันตรายใดๆแม้กระนั้นแม้ว่าแก้วตาจะมิได้รับอันตรายอะไรก็แล้วแต่จากข้างนอก แต่ก็ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงความเสื่อมภาวะจากอายุที่เพิ่มขึ้นหรือการเช็ดกต้นเหตุที่จะเร่งนำไปสู่ความเสื่อมถอยของแก้วตาได้ ซึ่งเป็นสาเหตุกระตุ้นให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับเลนส์แก้วตาต่างๆได้ เป็นต้นว่า ต้อกระจก ต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม ฯลฯ สำหรับต้อกระจกนี้
ข้อแรกจะต้องขอให้ความหมาย หรือความหมายของคำว่า “ต้อกระจก” ซะก่อน ต้อกระจกเป็นภาวการณ์ที่เลนส์ภายในลูกตาเกิดภาวะขาวขุ่นขึ้นเนื่องจากว่าสาเหตุอะไรก็ได้ ตามปกติแล้วเลนส์ข้างในลูกตามีภาวะใสโปร่งแสงเหมือนกระจกใส มีหน้าที่ปรับแสงที่ผ่านเข้าตา ทำให้พวกเราสามารถเห็นภาพวัตถุต่างๆได้เด่นชัด และก็เมื่อกำเนิด “ต้อกระจก” ก็จะก่อให้ตัวเลนส์ตามีลักษณะขาวขุ่นขึ้น ทึบแสง ไม่ยินยอมให้แสงสว่างผ่านเข้าสู่ดวงตาไปตกกระทบที่หน้าจอประสาทรับภาพ (retina) ได้กระจ่าง ผู้นั้นก็เลยมองอะไรไม่ชัด ตาฝ้า มัว แล้วสุดท้ายถ้าขาวขุ่นเยอะขึ้น จะมืดแล้วก็ มองอะไรมองไม่เห็นจากตาข้างนั้น ต้อกระจก เป็นโรคที่พบบ่อยสำหรับผู้สูงอายุ ถ้าปล่อยไว้ไม่ผ่าตัดก็จะมีผลให้ตาบอด ถือว่าเป็นสาเหตุลำดับต้นๆของสภาวะสายตาพิการของคนวัยแก่
ต้นเหตุของโรคต้อกระจก โดยส่วนมาก (ประมาณปริมาณร้อยละ 80) เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากสภาวะเสื่อมตามวัย คนที่มีอายุมากยิ่งกว่า 60 ปีจะเป็นต้อกระจกแทบทุกราย แม้กระนั้นอาจเป็นมากน้อยต่างกันไป เรียกว่า ต้อกระจกในคนแก่ (senile cataract)  ส่วนน้อย (ราวร้อยละ 20) อาจจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะต้นเหตุอื่นๆเป็นต้นว่า ต้อกระจกโดยกำเนิด (Congenital Cataract) เด็กแรกเกิดสามารถเป็นต้อกระจกได้ตั้งแต่ต้นกำเนิด โดยบางทีอาจเกิดได้จากกรรมพันธุ์ การติดเชื้อ การมีอันตรายหรือมีความก้าวหน้าระหว่างอยู่ในท้องไม่ดี เด็กแรกเกิดที่พบว่าเป็นต้อกระจกแต่กำเนิด อย่างเช่น สภาวะกาแล็กโทซีภรรยา โรคเหือด หรือโรคเท้าแสนเงื่อนชนิดที่ 2 ก็อาจทำให้เกิดการเกิดต้อกระจกจำพวกนี้ เด็กเล็กบางบุคคลอาจออกอาการในคราวหลัง โดยมักเป็นทั้งสองข้าง ครั้งคราวต้อกระจกนี้เล็กมากมายจนกระทั่งไม่ส่งผลต่อการมองเห็น แต่ว่าเมื่อพบว่าทำให้เกิดผลเสียต่อการมองเห็นจึงจะผ่าออก ต้อกระจกทุติยภูมิ (Secondary Cataract) การผ่าตัดรักษาโรคตาประเภทอื่นเป็นต้นว่าต้อหิน การป่วยเป็นม่านตาอักเสบ หรือตาอักเสบ อาจเป็นสาเหตุให้กำเนิดโรคต้อกระจกตามมาได้ ยิ่งไปกว่านี้ ผู้ป่วยเบาหวาน โรคอ้วน หรือโรคความดันเลือดสูง การได้รับยาบางประเภท ตัวอย่างเช่น สเตียรอยด์ ยาขับฉี่บางตัว ก็ถือเป็นกรุ๊ปเสี่ยงเป็นโรคต้อกระจกได้ง่ายเช่นกัน เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากภาวะแรงกระแทกที่ดวงตา ก็ทำให้เลนส์ตาขวาขุ่นได้ โดยเขพาเมื่อโดนสิ่งมีคมทิ่มแทงทะลุเข้าตา เข้าไปโดนเลนส์ตา เกิดภาวะต้อกระจกได้ทันทีด้านใน 24 ชั่วโมง หรือถ้าเกิดโดนวัตถุไม่มีคมชน ก็อาจจะมีการเกิดต้อกระจกตามมาคราวหลังได้ ถ้าความแรงนั้นมากพอให้เยื่อเลนส์ตาแตกแยกขัดแย้ง มีสาเหตุจากโดนรังสีเอกซเรย์ บริเวณลูกตาอยู่เป็นประจำๆดังเช่น พวกที่มีมะเร็งบริเวณเบ้าตา และก็รักษาโดยใช้รังสี ซึ่งรังสีนี้บางทีอาจลึกลงไปโดนเลนส์ตาทำให้ขุ่นได้ และกำเนิดต้อกระจกตามมา  เว้นแต่สาเหตุต่างๆดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วแล้ว อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอิทธิพลมาจากอย่างอื่นได้ เป็นต้นว่า ของกินพวกที่มีภาวะทุโภชนา หรือพวกอาหารผิดสุขอนามัย ขาดโปรตีน และวิตามินส่งผลให้เกิดต้อกระจกได้เร็วกว่าปกติ
ลักษณะของโรคต้อกระจก โรคต้อกระจกนั้นยากที่จะสังเกตได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม เพราะจำต้องใช้เวลานานกว่าลักษณะของต้อกระจกจะมากขึ้นกระทั่งกระทบต่อการมองเห็น โดยคนป่วยมักมีลักษณะดังต่อไปนี้

  • อาการเด่นของต้อกระจกคือ ตาเบาๆมัวลงอย่างช้าๆโดยไม่มีอาการเจ็บปวด หรือ ตาแดงอะไร อาการตามัวจะเป็นมาขึ้นเมื่ออยู่ในที่มีแสงไฟแรง ดังเช่น เมื่อออกแดด แต่กลับเห็นเกือบจะปกติในที่มืดสลัวๆหรือเวลาพลบค่ำ เพราะเมื่ออยู่ในกลางแจ้งม่านตาจะหดแคบลง ทำให้แสงสว่างที่จะเข้าตาเข้ายากขึ้น ตรงกันข้ามกับเมื่ออยู่ในที่มืด ซึ่งม่านตาจะขยายทำให้แสงเข้าตาได้มากขึ้น จึงเห็นชัดขึ้นในที่มืด
  • ในคนสูงอายุเวลาอ่านหนังสือต้องใช้แว่นสายตาช่วยปกติอยู่แล้ว แต่อยู่ๆกับพบว่าอ่านหนังสือได้โดยไม่ต้องใส่แว่น นั่นเป็นเพราะเหตุว่าอาการจากเริ่มมีการเสื่อมของแก้วตาทำให้การหักเหแสงแปลง จึงกลับมาเป็นคนสายตาสั้นเมื่อแก่ (Secondary myopia)
  • ในเด็กๆที่เป็นต้อกระจกบางครั้งอาจจะกล่าวหรือบอกไม่ได้ถึงการมองมองเห็นก็แค่จะพินิจได้ว่าเด็กจะดู จับหรือเล่นของเล่นไม่ถนัด ตาบางทีอาจแกว่งไปๆมาๆ หรือเขไปทางไปทางใดทางหนึ่งได้
  • เห็นภาพซ้อน หรือ เห็นแสงสว่างกระจาย
  • เห็นภาพเป็นสีเหลืองหรือซีดเซียวจางลงกว่าที่สายตาคนธรรมดามองเห็น
  • จำเป็นต้องใช้แสงไฟเยอะขึ้นสำหรับการอ่านหนังสือหรือกิจกรรมที่ต้องใช้สายตา
ภาวะแทรกซ้อนของต้อกระจก

  • เมื่อต้อสุกและไม่ได้รับการผ่าตัดจะก่อให้ตาบอดสนิท
  • ในบางรายแก้วตาอาจบวมหรือผ่านไปอุดกันทางระบายของเหลวในดวงตา กระตุ้นให้เกิดความดันข้างในดวงตาสูงขึ้น จนเปลี่ยนเป็นต้อหินได้
  • คนไข้จะสามารถมีลักษณะอาการปวดตาอย่างหนักได้


แนวทางการรักษาโรคต้อกระจก แพทย์จะวินิจฉัยพื้นฐานด้วยการตรวจพบแก้วตา (เลนส์ตา) ขุ่นขาว เวลาใช้ไฟส่องตาผู้เจ็บป่วยจะรู้สึกตาฟาง การใช้เครื่องส่องตา (ophthalmoscope) ตรวจตาจะไม่พบปฏิกิริยาย้อนกลับสีแดง (red reflex)
ถ้าหากไม่มั่นใจ หมอต้องใช้อุปกรณ์พิเศษตรวจอย่างถี่ถ้วน อาจควรต้องตรวจวัดความดันดวงตา (เพื่อแยกออกจากโรคต้อหินที่จะพบความดันลูกตาสูงกว่าปกติ) รวมทั้งตรวจพิเศษอื่นๆดังเช่นว่า

  • การวัดสายตา (Visual Acuity Test) การวัดความสามารถการมองมองเห็นในระยะต่างๆโดยให้อ่านชุดตัวอักษร เมื่อทดสอบตาข้างอะไรก็แล้วแต่อีกข้างจะถูกปิดไว้ วิธีการแบบนี้เป็นการประเมินว่าคนไข้มีความผิดธรรมดาทางสายตาให้มองเห็นหรือไม่
  • การทดสอบโดยขยายรูม่านตา (Retinal Eye Exam) ทำได้ด้วยการหยดยาลงที่ตาเพื่อรูม่านตาเปิดกว้างขึ้น แล้วใช้เลนส์ขยายแบบพิเศษตรวจตราหน้าจอประสาทตาแล้วก็เส้นประสาทตาเพื่อกล่าวโทษผิดปกติของตา ข้างหลังการตรวจนี้ ดวงตาของผู้เจ็บป่วยเห็นในระยะใกล้เลือนเป็นเวลาหลายชั่วโมง
  • การตรวจโดยใช้กล้องถ่ายภาพดวงตากล้องจุลทรรศน์ชนิดลำแสงแคบ (Slit Lamp Examination) คือการใช้กล้องถ่ายรูปที่มีความเข้มของลำแสงสูงรวมทั้งบางพอที่จะส่องกระจกตา ม่านตา เลนส์แก้วตา รวมถึงพื้นที่ว่างระหว่างม่านตาและกระจกตา ช่วยทำให้หมอสามารถมองเห็นส่วนประกอบที่เป็นส่วนเล็กได้อย่างสะดวก


เหตุเพราะโรคต้อกระจกไม่มียาที่ใช้รับประทาน หรือหยอดใดๆที่ช่วยแก้อาการของต้อกระจกได้ ระยะต้นๆของโรคต้อกระจกสามารถทุเลาได้ด้วยการตัดแว่นตาใหม่ สวมแว่นตากันแดดร้องไห้สะท้อน หรือการใช้เลนส์ขยายจวบจนกระทั่งต้อกระจกจะเริ่มกระทบต่อการทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน ก็เลยจะทำการผ่าตัด ในอดีตมักคอยให้ต้อกระจกสุกจึงทำผ่าตัดเปลี่ยนแปลงเลนส์ แม้กระนั้นปัจจุบันนี้มักนิยมรักษาโดยการสลายต้อกระจกแต่เนิ่นๆเป็นเมื่อปัญหาตามัวนั้นทำให้เป็นอุปสรรคกับการดำเนินชีวิตของคนป่วยก็ควรรับการดูแลรักษา เพราะเหตุว่าการรอต้อกระจกสุก จะทำให้การดูแลรักษาด้วยการสลายต้อทำเป็นยาก และยังอาจทำให้กำเนิดโรคตาอื่นแทรกซ้อน ตัวอย่างเช่น ต้อหิน ซึ่งอาจส่งผลให้มีอันตรายเยอะขึ้นได้
ในตอนนี้การดูแลและรักษาต้อกระจกมีเพียงแค่แนวทางเดียวหมายถึงการผ่าตัดเอาเลนส์ตาที่ขุ่นออกและใส่เลนส์ตาเทียมเข้าไปแทนที่ในปัจจุบันการผ่าตัดต้อกระจกมีความปลอดภัยสูงใช้เวลาสำหรับในการผ่าตัดไม่นาน และไม่ต้องนอนโรงพยาบาลหลังผ่าตัด
กระบวนการผ่าตัดที่นิยมในขณะนี้มี 3 วิธี

  • การสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง
  • การสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงร่วมกับการใช้เฟมโตเชคเคินเลเซอร์ (Femtosecond Laser assisted Cataract Surgery)
  • การผ่าตัดนำเลนส์ตาออกทั้งยังก้อน (Extracapsular cataract extraction) ซึ่งวิธีแบบนี้ใช้ในเรื่องที่เลนส์ตาค้างมากๆ

ต้นเหตุที่ก่อให้เกิดโรคต้อกระจก

  • อายุ – เป็นต้นเหตุหลักโดยมากที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดโรคต้อกระจกมากยิ่งกว่า 80% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป เนื่องจากากรเสื่อมตามวัย เพราะว่าเลนส์ที่อยู่ในตาเรานั้นต้องถูกใช้งานรับแสงสว่างมานานเท่ากับอายุของตัวเราก็เลยเกิดการหมดสภาพได้
  • แสง UV – การทำงานบางชนิดโดยไม่ใส่หน้ากากคุ้มครองแสงสว่างหรือรังสีเข้าตา ดังเช่นเวลาเชื่อมเหล็ก ก็สามารถทใด้กำเนิดโรคต้อกระจกได้
  • โรคที่เกิดขึ้นและมีปัญหาเกี่ยวกับตา – การติดเชื้อในตา ม่านตาอักเสบ ก็เป็นอีกต้นสายปลายเหตุหนึ่งของโรคต้อกระจก
  • การถูกกระทบกระแทกรอบๆตาอย่างรุนแรง
  • โรคประจำตัวบางประเภทยกตัวอย่างเช่น โรคเบาหวาน ที่ทำให้เป็นโรคต้อกระจกเร็ววกว่าปกติ
  • การทานยาชนิด ateroid
  • เด็กทารกที่ติดเชื้อโรคจาก มีคุณแม่มีการติดโรคหัดเยอรมันในช่วง 3 เดือนแรกของการมีท้อง


การติดต่อของโรคต้อกระจก โรคต้อกระจกมีต้นเหตุจากเลนส์ตาหรือแก้วตา สลายตัวจากมากมายสาเหตุทำให้มีลักษณะขุ่นขาวทึบแสงได้ผลให้แสงผ่านเข้าไปสู่ดวงตาได้น้อย ก็เลยทำให้เกิดการมองเห็นภาพฝ้ามัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนไม่เห็นสุดท้าย ซึ่งเป็นโรคที่ขาดการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด
การปฏิบัติตนเมื่อเป็นโรคต้อกระจก

  • ถนอมสายตาด้วยการใส่ใส่แว่นดำหลีกเลี่ยงการโดนแดดแรง
  • เข้ารับการตรวจรักษาจากหมอรักษาตาแม้กระนั้นเนิ่นๆเพื่อจะได้ทำกรรักษาได้อย่างทันท่วงทีไม่ให้อาการไม่ดีขึ้นจนกระทั่งไม่สามารถรักษาได้
  • ปฏิบัติตามหมอสั่งและก็ไปตรวจตามนัดอย่างเคร่งครัด
  • รักษาสุขภาพอนามัยให้แข็งแรง หมั่นบริหารร่างกาย พักให้เพียงพอ กินอาหารที่มีคุณประโยชน์ครบอีกทั้ง 5 กลุ่ม
  • ภายหลังจากผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาแล้วผู้ป่วยควรจะนอนพักให้สูงที่สุด แล้วก็ลุกขึ้นเดินเท่าที่มีความจำเป็นเท่านั้นรวมทั้งควรจะหลีกเลี่ยงการทำงานหนัก การชูของหนักหรือสะเทือนมากมาย การออกกำลังกายอย่างมาก รวมถึงการไอหรือจามแรงๆตรงเวลาโดยประมาณ 2-3 สัปดาห์ หรือจนกระทั่งแผลจะหายดี
การปกป้องตัวเองจากโรคต้อกระจก

  • ควรสวมแว่นกันแดดเมื่ออยู่กลางแจ้ง ป้องกันแสงสว่าง UV ที่เป็นเหตุกระตุ้น
  • ควรพบหมอรักษาตาเมื่อมีลักษณะอาการเปลี่ยนไปจากปกติทางตาและไม่ควรซื้อยาหยอดตามาใช้เอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาที่มีส่วนประกอบของ Steroids
  • ตรวจสุขภาพตาบ่อยๆทุกปี ในคนที่เป็นโรคเบาหวาน หรือ เมื่อท่านมีอายุ 40 ปีขึ้นไป
  • คนไข้โรคเบาหวานควรควบคุมระดับน้ำตาลบให้อยู่ในระดับปกติ
  • หลบหลีกการเกิดอุบัติเหตุกับดวงตา หรือใส่เครื่องคุ้มครองป้องกันเวลาทำงานที่เสี่ยงตอการกระทบชนดวงตา
  • เมื่อมีการใช้สายตาติดต่อกันนาน จะต้องมีการพักสายตา
  • กินอาหารที่เป็นประโยชน์ อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ มีวิตามิน รวมทั้งมีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีในผักและผลไม้หลากสี อย่างเช่น มะเขือเทศ แครอท ฟักทอง กล้วย ผลไม้เครือญาติเบอรี่
  • หลบหลีกการสูบบุหรี่ แล้วก็ดื่มเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์
  • นอนหลับพักให้เพียงพอ


สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองการเกิดโรคต้อกระจก  จากการเรียนรู้ค้นคว้าข้อมูลการวิจัยพบว่า สมุนไพรไทยหลายชนิดสามารถคุ้มครองปกป้องโรคต้อกระจกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ ตัวอย่างเช่น ขมิ้นชัน และฟักข้าว โดยในขมิ้นชัน มีสารต้านอนุมูลอิสระสำคัญ คือ เคอร์คิวมินอยด์ (curcuminoid) รวมทั้งอุดมไปด้วยวิตามินรวมทั้งแร่ธาตุหลากหลายประเภท อย่างเช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี วิตามินอี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก รวมทั้งเกลือแร่ต่างๆรวมถึงเส้นใย คาร์โบไฮเดรตและโปรตีน ฯลฯ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ขมิ้นชันก็เลยมีสรรพคุณสำหรับเพื่อการช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย และสามารถรักษาอาการแล้วก็โรคต่างๆได้หลายประเภท
ส่วนฟักข้าวนั้น มีสารต้านทานอนุมูลอิสระสำคัญ คือ ไลโคตะกาย (lycopene) โดยในเยื่อหุ้มห่อเมล็ดของฟักข้าวมีไลโคพีนสูงขึ้นมากยิ่งกว่ามะเขือเทศ 12 เท่า ซึ่งสามารถช่วยสำหรับเพื่อการบำรุงและรักษาสายตา คุ้มครองป้องกันโรคที่เกิดขึ้นและมีปัญหาเกี่ยวกับดวงตา โรคต้อกระจก และก็ประสาทตาเสื่อม และก็ตาบอดกลางคืนได้ ทั้ง ยังมีงานค้นคว้าพบว่า ไลวัวตะกายรวมทั้งเคอร์คิวมินอยด์ ยังช่วยคุ้มครองต้อกระจกที่เกิดจากเบาหวานได้อีกด้วยนอกเหนือจากนั้นยังมีสมุนไพรอีกหลายชนิดซึ่งสามารถป้องกันโรคต้อกระจกได้ ตัวอย่างเช่น มะขามป้อม มะขามป้อมจัดคือผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงมาก ซึ่งจากการศึกษาเล่าเรียนพบว่า วิตามินซีมีหน้าที่ในการป้องกันการเกิดต้อกระจก โดยทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ แล้วก็กรองรังสียูวีให้เลนส์ตา เว้นแต่มะขามป้อมแล้ว ยังส่งผลไม้อื่นๆที่มีวิตามินซีสูง ตัวอย่างเช่น ฝรั่ง มะปราง มะละกอ มะกอก ส้ม มะขาม ลูกหว้า ฯลฯ เว้นแต่สมุนไพรพนาลัยแล้ว สมุนไพรต่างแดนที่มีการสรรพคุณบำรุงรวมทั้งป้องกันโรคที่เกิดขึ้นและมีปัญหาเกี่ยวกับตาได้เป็นอย่างดี อย่างเช่น
Ginseng หรือโสม เป็นรากของ Panax ginseng มี สารสำคัญเป็น ginsennosides ซึ่งเป็น steroidal saponin มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายอย่าง ดังเช่น antiapoptotic, anti-inflammatory, antioxidant จากการทดลองทางคลินิกในผู้เจ็บป่วยที่เป็นต้อหิน พบว่า โสมแดงเกาหลีสามารถเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังเรตินา จึงน่าจะเป็นผลดีในลักษณะการปกป้องคุ้มครองโรคต้อหิน ยิ่งไปกว่านี้สาร Rb1 และ Rg3 ยังมีฤทธิ์ยับยั้ง TNF-alpha ก็เลยน่าจะเป็นคุณประโยชน์ในการคุ้มครองปกป้องโรคจอประสาทตาเสื่อมด้วย เนื่องด้วยการอักเสบเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคนี้ การทดลองในหนูมีความหมายว่าโสมสามารถลดการเสื่อมของเรตินาในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นโรคเบาหวานได้ ลดผลที่เกิดจากการเหนี่ยวนำหนูให้เป็นต้อกระจกด้วย selenite ได้ ดังนั้นโสมจึงเป็นสมุนไพรที่น่าสนใจสำหรับการคุ้มครองโรคตาทั้งยัง 4หมายถึงโรคต้อหิน ต้อกระจก หน้าจอประสาทตาเสื่อม และภาวการณ์โรคเบาหวานขึ้นเรตินา
Gingko Biloba Extract (GBE) เป็นสารสกัดจากใบของต้นแป๊ะก๊วย (Ginkgo biloba) ในใบมีสารสำคัญสองกรุ๊ปคือ เฟลโม้นอยด์และเทอร์พีนอยด์ GBE เป็นอาหารเสริมที่นิยมเยอะที่สุดในยุโรปแล้วก็อเมริกามีฤทธิ์ปกป้องการทำลายจากอนุมูลอิสระ รวมทั้งคุ้มครองป้องกัน lipid peroxidation จากการทดสอบพบว่า GBE สามารถคุ้มครองปกป้องการเสื่อมของ mitochondria ป้องกันการเสื่อมของ optic nerve จึงสามารถคุ้มครองป้องกันตาบอดในคนป่วยโรคต้อหิน และ ผู้ป่วยจอตาเสื่อมได้ และก็สามารถลดการหลุดของเรตินา (retinal detachment) ได้ GBE ก็เลยมีประโยชน์ในกรณีคุ้มครองรวมทั้งรักษาโรคต้อหินแล้วก็โรคที่เกี่ยวเนื่องกับจอตา
Danshen ชื่อสามัญคือ Asian Red Sage หรือตังเซียม หรือตานเซิน (Salvia miltiorrhiza) ส่วนที่ใช้คือราก ในแบบเรียนยาใช้เป็นยากระตุ้นการไหลเวียนเลือด ใช้รักษาฝี สารสำคัญเป็น salvianoic acid B เป็นสารพอลีฟีนอลิกละลายน้ำและเป็น antioxidant ที่มีฤทธิ์แรงรวมทั้งยังมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบในคนที่เป็นเบาหวานจะกำเนิดอาการอักเสบและหนาขึ้นของผนังเส้นเลือดฝอยทำให้ อนุมูลอิสระไม่สามารถที่จะถูกกำจัดออกไปได้ก็เลยไปทำลายเซลล์ประสาทตา เมื่อทดลองฉีดตังเซียมเข้าไปที่เยื่อจอตาที่ขาดออกสิเจนในหนูที่เป็นเบาหวานพบว่าสามารถคุ้มครองป้องกันการสูญเสียการมองเห็นได้ การทดสอบทางคลินิกในคนป่วยโรคต้อหินพบว่า ตังเซียมสามารถทรงสภาพลานสายตา (visual field) ในคนไข้ระยะกลางรวมทั้งระยะปลายได้ เพราะฉะนั้น ตังเซียมจึงมีสาระกับคนป่วยโรคตาที่เกี่ยวโยงกับ oxidative stress เป็นต้นว่า หน้าจอประสาทตาเสื่อม ภาวะเบาหวานขึ้นเรตินา และก็ต้อกระจก แล้วก็มีรายงานการศึกษาวิจัยของ ดร.พอล จาคส์ (Paul Jacques) กรรมการเกษตรสหรัฐอเมริกาพบว่า คนอเมริกันที่รับประทานผักและผลไม้เป็นประจำมีโอกาสเกิดต้อกระจกน้อยกว่าผู้ไม่บริโภคผักแล้วก็ผลไม้ถึง 4 เท่าครึ่ง และคนที่ไม่รับประทานผักแล้วก็ผลไม้เลยจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจกมากเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า นอกนั้นยังพบว่าคนที่มีระดับวิตามินซีในเลือดต่ำ จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดต้อกระจกมากขึ้นถึง 11 เท่า ส่วนผู้ ที่หรูหราสารแคโรทีนอยด์ในเลือดต่ำจะมีความเสี่ยงสูงมากขึ้นไปถึง 7 เท่า
เอกสารอ้างอิง

  • โรคต่อกระจก.แผ่นพับประชาสัมพันธ์.หน่วยตรวจโรคจักษุฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลศิริราช.2560.
  • ต้อกระจก (Cataract) . บทความเผยแพร่.ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
  • นพ.สุรพงษ์ ดวงรัตน์.ต้อกระจก.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่70.คอลัมน์โรคตา.กุมภาพันธ์2529
  • Sastre J, Lloret A, Borris C et al, Ginkgo biloba extract EGb 761 protects against mitochondrial aging in the brain and in the liver, Cell and Molecular Biology, 2002;48(6):685-692.
  • รศ.ดร.ภญ.อ้อมบุญ วัลลิสุต สมุนไพรและสารธรรมชาติบำรุงตา.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • ต้อกรระจก-อาการ.สาเหตุ.การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “ต้อกระจก (Cataract)” .(นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).หน้า950-952.
  • Kim NR, KimJH, and Kim CY, Effect of Korean red ginseng supplementation on ocular blood flow in patients with glaucoma, Journal of Ginseng Research, 2010;34(3);237- 245.
  • Janssens D, Delaive E, Remacle J, and Michiels C, Protection by bilobalide of the ischaemia-induced alterations of the mitochondrial respiratory activity, Fundamental and Clinical Pharmacology, 2000;14(3):193-201.
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ต้อกระจก.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.กุมภาพันธ์2553
  • Cho JY, Yoo ES, Baik KU, Park MH, and Han BH, In vitro inhibitory effect of protopanaxadiol ginsenosides on tumor necrosis factor (TNF)-alpha production and its modulation by known TNF-a antagonists, Planta Medica, 2001;67(3):213-218.
  • ผศ.นพ.ศักดิ์ชัย วงค์กิตติรักษ์.ต้อกระจก.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่390.คอลัมน์รักษ์”ดวงตา”.ตุลาคม.2554
  • Sen S, Chen S, Wu Y, Feng B, Lui EK, and Chakrabarti S, Preventive effects of North American ginseng (Panax quinquefolius) on diabetic retinopathy and cardiomyopathy, Phytotherapy Research, 2012;27(2):290-298.
  • Wu ZZ, Jiang JY, Yi YM, and Xia MT, Radix Salvia miltiorrhizae in middle and late stage glaucoma, Chinese Medical Journal, 1983;96(6):445-447.
  • Zhang L, Dai SZ, Nie XD, Zhu L, Xing F, and Wang LY, Effect of Salvia miltiorrhiza on retinopathy, Asian Pacific Journal of Tropical Medicine, 2013;6(2):145-149.
  • Lee SM, Sun JM, Jeong JH et al, Analysis of the effective fraction of sun ginseng extract in selenite induced cataract rat model, Journal of the Korean Ophthalmological Society, 2010;51:733-739.
  • Chen Y, Lin S, Ku H et al, Salvianolic acid B attenuates VCAM-1 and ICAM-1 expression in TNF-alpha-treated human aortic endothelial cells, Journal of Cellular Biochemistry,2001;82(3):512-521.



Tags : โรคต้อกระจก

7

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรพะวาใบใหญ่[/url][/size][/b]
พะวาใบใหญ่ Garcinia vilersiana Pierre
บางถิ่นเรียกว่า พะวาใบใหญ่ (ชลบุรี เมืองจันท์) ไข่ไอ้เข้ ตะพูด (จันทบุรี) จำกล่าว (ภาคกึ่งกลาง) ปราโฮด (เขมร-สุรินทร์) ปะหูด (ตะวันออกเฉียงเหนือ มะกล่าว (ภาคกลาง ภาคใต้) ส้มปอง ส้มม่วง (จันทบุรี)
ต้นไม้ สูง 12-15 ม. เปลือกสีออกดำ ค่อนข้างหยาบคาย มีน้ำยางสีเหลือง ใบ ลำพัง ออกตรงกันข้าม รูปขอบขนาน หรือ ขอบขนานแกมรี กว้าง 6-12 ซม. ยาว 15-37 เซนติเมตร โคนใบมน หรือ เว้าเป็นรูปหัวใจ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ หรือ เป็นคลื่น ม้วนลงเล็กน้อย เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ข้างบนเป็นเงา เส้นใบเรียงไม่บ่อยนักกันและมองเห็นไม่ชัดเจน ก้านใบยาว 1-2.5 ซม. มีรอยย่นตามขวาง ดอก ดอกเพศผู้ หรือดอกบริบูรณ์เพศออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบ สมุนไพร  แกนช่อเป็นเกล็ดแล้วก็มีขนละเอียด ก้านดอกย่อยเป็นสี่เหลี่ยม ยาว 1-1.5 เซนติเมตร มีขน กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ กลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 5 มิลลิเมตร งอเป็นกระพุ้ง ขอบมีขน กลีบดอกไม้มี 4 กลีบ ออกจะกลม ครึ้ม กว้าง 6-7 มม. ยาว 8-5 มม. งอเป็นกระพุ้ง ดอกเพศผู้ เกสรเพศเมียไม่มีก้าน ยอดเกสรเพศเมียมี 6 พู ผล กลม กว้างประมาณ 3 เซนติเมตร ยาวราวๆ 4 ซม. สุกสีเหลือง นุ่ม มี 3-5 เมล็ด
นิเวศน์วิทยา
: ถูกใจขึ้นใกล้ลำห้วย เจอทางภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้
คุณประโยชน์ : ต้น เปลือกต้น ตำผสมแอลกอฮอล์ลงไปน้อย เป็นยาพอกแก้เคล็ดลับขัดยอด รวมทั้งแผลอักเสบเรื้อรัง

8

สมุนไพรฟันปลา
ฟันปลา Litsea umbellate Merr.
บางถิ่นเรียกว่า ฟันปลา เศร้าใจ (จังหวัดปราจีนบุรี) เมนตรือ (เขมร-จันทบุรี) สะเตื้อ (จังหวัดตราด)
       ต้นไม้ ขนาดเล็ก หรือไม้พุ่ม สูง 3-10 ม. ตามกิ่งก้านมีขนสีน้ำตาล ใบ โดดเดี่ยวออกเรียงสลับ หรือเรียงเวียนห่างๆรูปรี หรือ มีขนาดค่อนข้างเล็ก กว้าง 4-10 เซนติเมตร ยาว 7.5-23 เซนติเมตร ปลายใบแหลม หรือมน โคนใบแหลมขอบใบเรียบ หรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน มีขนเฉพาะตามเส้นกลางใบและเส้นกิ่งก้านสาขาใบ ข้างล่างเป็นรอยเปื้อนขาว มีขน เส้นใบมี 6-10 คู่ ด้านล่างมองเห็นชัดกว่าด้านบน ก้านใบยาว 6-12 มิลลิเมตร มี ดอก ออกเป็นช่อ เป็นกลุ่มตามง่ามใบ ก้านช่อยาว 2-5 มิลลิเมตร ช่อดอกมีขนปกคลุมหนาแน่น [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] กลีบรวมเชื่อมชิดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยกเป็น 4-6 กลีบ ทั้งถ้วยและก็กลีบติดทนกระทั่งได้ผลสำเร็จ ผล รูปไข่หรือค่อนข้างกลม ปลายมีติ่งแหลม โคนมีชั้นของกลีบรวมรองรับอยู่ ขอบกลีบรวมมีขน

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดงดิบ พบทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งทางภาคใต้ของไทย
คุณประโยชน์ : ต้น เปลือกต้นพบ alkaloid ใบ ตำเป็นยาพอกฝี

9
อื่นๆ / สัตววัตถุ เต่าบก
« เมื่อ: 18-12-2017 , 08:38:40 »

สกุลเต่าบก
เต่าเดือยmanouria impressa(Gunther), ๓๐ ซม.
เต่าขนาดกลาง มีเดือยแหลมที่ต้นขาข้างหลังข้างละ ๑ อัน กระดองหลังสีเหลืองปนสีน้ำตาล มีลายดำ พบตามภูเขาสูงจากระดับ ๖๐๐ เมตรขึ้นไป ทางภาคเหนือ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือและก็ ภาคอีสาน
เต่าเหลืองIndotestudo elongata(Blyth), ๓๖ ซม.
เต่าขนาดกลาง กระดองยาวนูนสูง สีเหลือง มีลายดำ ไม่มีเดือยเหมือนเต่าบกประเภทอื่น อยู่ในที่แห้งได้ พบตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง รวมทั้งป่าดิบแล้งทั้งประเทศ
สมุนไพร เต่าหกManouria emys(Schlegel & Muller), ๕๐ เซนติเมตร
เต่าบกที่ใหญ่ที่สุดของไทย เมื่อโตเต็มที่กระดองยาวได้ถึง ๖๐ ซม. ต้นขาข้างหลัง ๒ ข้างมีเดือยหลายเดือย กระดองสีน้ำตาลเข้มหรือดำ  พบในป่าดงดิบที่สูงทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก และก็ภาคใต้มี ๒ จำพวกย่อยเป็นเต่าหกเหลือง manouria emys emys (Schlegel & Muller) และก็เต่าหกดำ manouria emys phayrei(Blyth)

คุณประโยชน์ทางยา
เต่าที่แพทย์แผนไทยประยุกต์ใช้คุณประโยชน์ทางยาเป็นเต่าน้ำจืดและเต่าบก แต่ว่าที่ใช้กันมากมายคือเต่าที่นา Malayemyssubtrijuga(Gray) อันเป็นเต่าน้ำจืดที่หาได้ง่ายกว่าเต่าประเภทอื่นๆแล้วก็เป็นที่รู้จักกันดีทั่วไป

10

ขัณฑสกร
ขัณฑสกร ใช้เป็นน้ำกระสายยาแล้วก็เครื่องยา เนื่องจาก มีรสหวานมีกลิ่นหอมสดชื่น ใช้ละลายยาเพื่อกินง่ายขึ้น แล้วก็มีรสชาติน่าลิ้มลองขึ้น สรรพากรที่ใช้ในยาไทยนั้น เป็นของที่ได้จากธรรมชาติ ตำราโบราณจำนวนมากบันทึกเสียงที่มาไว้ไม่เหมือนกัน และว่าขัณฑสกรที่ได้จากแหล่งต่างกันนั้นจะมีคุณประโยชน์ต่างกันไปด้วย ดังต่อไปนี้
สมุนไพร
๑.ขัณฑสกร ที่ได้จากหยดค้าง คือน้ำค้างในช่วงฤดูหนาว(ฤดูหนาว) ที่ตกลงบนใบของพืชชนิดหนึ่งที่ตำราเรียนเรียก ต้นขัณฑสกร ตำราโบราณพูดว่า พืชนี้พบในอินเดียและมาเลเซียตอนนี้ยังไม่รู้จักว่าเป็นพืชจำพวกใดแต่มั่นใจว่าไม่น่าจะเป็นพืชชนิดใดโดยเฉพาะ อาจเป็นพืชหลายหลายประเภทซึ่งมีดอกที่มีน้ำหวานมากมาย ผู้เก็บจะออกไปเก็บน้ำค้างหรือน้ำฝนที่ชะหรือละลายน้ำหวานแล้วตกอยู่บนใบไม้ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่เก็บใส่กระบอกไม้ไผ่ แล้วค่อยนำไปแขวนทิ้งไว้ จนถึงน้ำหวานน้ำตกผลึกและก็แห้ง จะได้ขัณฑสกรที่เป็นสีขาวนวลหรือสีขาวอมเหลืองขัณฑสกรที่ได้โดยแนวทางแบบนี้ น่าจะเป็นของส่วนผสมระหว่างเลวูโลส (fructose) หรือน้ำตาลผลไม้ ซูโครส(sucrose) หรือน้ำตาลอ้อย แล้วก็ กลูโคส (dextrose) หรือน้ำตาลองุ่น ตำราคุณประโยชน์ยาโบราณว่าจะมีรสหวานจนกระทั่งขม มีสรรพคุณบำรุงกำลัง ทำให้ปัสสาวะช่อง ทำให้ฉี่คล่อง แก้เสลดจุกลำคอ ทำให้เปียกแฉะคอ แก้อยากกินน้ำ

๒.ขัณฑสกร ที่ได้จากน้ำอ้อย ได้จากการนำน้ำอ้อยมาอุ่นที่อุณหภูมิต่ำๆจนงวด แล้วทิ้งไว้ให้แห้ง จะได้เกร็ดสีขาวอมเขียว เกร็ดนี้มีส่วนประกอบหลักเป็นผลึกของน้ำตาลอ้อย แม้กระนั้นหากนำน้ำอ้อยไปนอนก้นโปรตีนออกก่อน ฟอกสีให้ขาว แล้วกลายเป็นผลึกจะได้น้ำตาลที่ใช้ปรุงแต่งรส ที่รู้จักกันทั่วๆไป หนังสือเรียนโบราณว่าขัณฑสกรที่ได้จากน้ำอ้อยนี้มีคุณประโยชน์ บำรุงธาตุ รวมทั้งแก้ฝี ผอมบางเหลือง
๓.ขัณฑสกร ที่ได้จากน้ำผึ้งรวงที่เกิดชายทะเล ว่ากันว่าน้ำผึ้งรวง (น้ำผึ้งที่บีบจากรวงผึ้งในธรรมชาติ ไม่ใช่ในรังผึ้งเลี้ยง) ที่เกิดชายหาดนั้น เมื่อเอามาอุ่นด้วยไฟอ่อนๆสนงวดลงบ้าง รวมทั้งตั้งทิ้งไว้ จะมีเกร็ดขัณฑสกรมากกว่าน้ำผึ้งรวง ที่เกิดตามป่าเขา ตำราสรรพคุณยาโบราณว่า ขัณฑสกรที่ได้ด้วยแนวทางลักษณะนี้มีคุณประโยชน์แก้นิ่ว แก้ท้องมาน แก้สะอึก แก้ไข้เซื่องซึม แก้จุกเสียด แก้ลมพิษ แก้คอแห้ง
๔. ขันทศกร ที่ได้จากเกสรบัวหลวง พบบ่อยบนใบบัวหลวง หลังฝนตกโดยน้ำฝนแจ่มแจ้งเอาน้ำหวานจากดอกบัวหลวง แล้วขังไว้บนใบบัว เมื่อแดดออก น้ำระเหยไป จะเกล็ด สีขาวนวลหรือสีขาวอมเหลืองเกล็ดดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ก็น่าจะเป็นของผสมระหว่าง น้ำตาลผลไม้ น้ำตาลอ้อย และ องุ่น น้ำตาลองุ่น เหมือนกับขัณฑสกรที่ได้จากหยดน้ำค้าง ก็เลยมีสรรพคุณเสมอกัน ด้วยเหตุนี้ขัณฑสกรหรือที่บางตำราเรียกว่า น้ำตาลกรวด นี้ ในทางเคมีจึงเป็นของผสม ของน้ำตาลละลายชนิดสุดแต่ต้นตอ อาจมีทั้งๆที่เป็นโมโนแซ็กคาไรด์ ตัวอย่างเช่นน้ำตาลผลไม้ น้ำตาลองุ่น และก็ ไดแซ็กคาไรด์ ยกตัวอย่างเช่นน้ำตาลอ้อย เดี๋ยวนี้ขัณฑสกรที่หาซื้อได้ จากร้านค้าขายเครื่องยาไทย มักไม่ใช่ขัณฑสกรที่ได้จากธรรมชาติ ดังที่กล่าวมาข้างต้น บางร้านค้าเอาเกร็ดน้ำตาลอ้อย ที่ได้จากการเอาน้ำตาลทรายมาต้มกับน้ำแล้วเที่ยวจนกระทั่งงวด มาขายเป็นขัณฑสกร แต่ว่าร้านส่วนใหญ่มักเอาสารสังเคราะห์ที่เรียก แซ็กคารินหรือดีน้ำตาล มาขายเป็นขัณฑสกร ซึ่งไม่ควรใช้สำหรับในการทำยาไทยเพราะเป็นสารก่อมะเร็ง ในหนังสือเรียนพระยาพระนารายณ์ระบุ ให้ใช้ขัณฑสกรเป็นน้ำกระสายยาในยามี่ใช้แก้ เตโชธาตุ ธาตุไฟ พิการ ขนานที่ ๑ และก็ ๗เช่นในเวลาที่๗ดังต่อไปนี้ ถ้ามีถอย ให้เอาผลชะพลู ผลสมอไทย ผลจิงจ้อหลวง รากเจตมูลเพลิงเเดง ผลมะขามป้อม ว่านเปราะป่า รากไคร้ต้น รากไคร้เครือ ชะเอมต้นหญ้ารังกา รากกะค่อย เท่าเทียมกันทำเป็นจุล ละลายขันทศกร กินตามควรจะ แก้เตโชธาตุให้โทษแลฯ ละลายขันทศกร กินตามควรจะนั้นหมายความว่าเมื่อจะรับประทานยานี้ให้เอาขัณฑสกรมาละลายน้ำสุกหรือน้ำฝนหรือน้ำสะอาดก่อนแล้วจึงเอาน้ำที่ได้นั้นไปละลายยากิน คำ ขัณฑสกร ที่ใช้ในที่ใช้กันในปัจจุบัน ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานพ. ศาสตราจารย์ ๒๕๒๕ ในแบบเรียนพระยาพระนารายณ์เขียนเป็น ขันทศมือ คำนี้มาจาก คำ ขัณฑ แปลว่าก้อน รวมทั้ง ศมือ (อ่านว่า สะ-กะ-ระ มาจากคำสันสกฤต shakara ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดคำ sugar ในภาษาอังกฤษ) หมายความว่า น้ำตาล บางหนังสือเรียนจึงเรียกว่าขัณฑสกรว่า “น้ำตาลกรวด” มักมี ผู้หลงผิดว่าขัณฑสกรเป็นแซ็กคารินหรือดีน้ำตาล มันเป็นสารสังเคราะห์ที่มีชื่อทางเคมีว่า 2,3-dihydro-3-oxobenzisosulfonazole เคยใช้แต่งรสหวานแต่เดี๋ยวนี้ใช้ลดลงมากเนื่องจากว่าหรือแทบไม่ใช้ก็แล้ว

11
อื่นๆ / สัตววัตถุ นกกะลิง
« เมื่อ: 08-12-2017 , 14:29:42 »

นกกะลิง
นกกะลิง หรือที่ทางพายัพเรียก นกกะแล
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Psittacula himalayana finchii (Hume)
จัดอยู่ในตระกูล Psittacidae
มีชื่อสามัญว่า gray – headed parakeet หรือ slaty – headed parakeet
ชีววิทยาของนกกะลิง
นกนี้เป็นนกปากโค้งกระเป๋านขอประเภทหนึ่ง ความยาวยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหายราว ๔๖ เซนติเมตร ความยาวนี้เป็นความยาวของหางราวครึ่งหนึ่ง ปากบนสีแดงปลายเหลือง ปากล่างสีเหลือง ตาสีดำ หัวสีเทาแก่  ที่คอมีแถบดำใหญ่พิงจากรอบๆใต้คางไปถึงด้านหลัง แถบนี้จะเบาๆเรียวเล็กลงกระทั่งเหลือเป็นเพียงเส้นเล็กๆที่ท้ายทอย ต้นคอใต้เส้นดำเป็นสีฟ้า ใต้ปีกสีน้ำเงินอมเขียว หางยาว ตอนบนสีฟ้าแกอมเขียว ปลายเหลือง เมื่อมองผาดๆจะเห็นเป็นนกที่มีสีเขียว ตัวผู้มีทาสีสีแดงเข้มที่ที่หัวปีกข้างๆ และแถบดำที่คางมีขนาใหญ่มากยิ่งกว่าของตัวเมีย นกกะลิงอยู่รวมกันเป็นฝูง พบบ่อยทางภาคเหนือที่ระดับความสูงจากระดับน้ำมะเลปานกลาง ๖๐๐ – ๑,๒๐๐ เมตร นกประเภทนี้รับประทานผลไม้ เมล็ดพืชแล้วก็ยอดอ่อนของพืช  ทำรังตามโพรงไม้ ออกไข่คราวละ ๒ – ๕ ฟอง ในระหว่างมกราคมถึงม.ย. ไข่ออกจะกลม สีขาว ใช้เวลาฟัก ๒๒ – ๒๕ วัน

ประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยตามต่างจังหวัดใช้เลือดนกกะลิงผสมกับยาอื่น เป็นยาบำรุงโลหิต แก้โรคโลหิตจางและก็โลหิตทุพพลภาพ
สมุนไพร ใน พระคู่มือชวดารให้ยาขนานหนึ่ง คือยาแก้ลมกล่อน ยาขนานนี้เข้า “หางนกกะลิง” เป็นเครื่องยาด้วยดังต่อไปนี้ ยาแก้ลมกล่อน อัณฑะเจ็บเมื่อยล้าตายไปข้างหนึ่ง ทั้งกายก้ดี เอายาเข้าเย็น ๑ โพกพาย ๑ ประพรมคตตีนเต่า ๑ หางนกกะลิง ๑ กำลังวัวเถลิง ๑ หนวดนาคราช ๑ เอาเท่ากัน ต้มทากล่อนลม หายแล

12
อื่นๆ / สัตววัตถุ ไก่ป่า
« เมื่อ: 07-12-2017 , 09:46:46 »

ไก่ป่า
ไก่ป่าฯลฯเชื้อสายของไก่บ้าน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus (Linnaeus)
อยู่ในวงศ์ Phasianidae
มีชื่อสามัญว่า red jungle fowl
มีถิ่นเกิด แถบเอเชียใต้ (ศรีลังกาแล้วก็ประเทศอินเดีย) มาทางตะวันออก จนกระทั่งหมู่เกาะมลายู
ไก่ป่าที่เจอในประเทศไทยมีเพียงแค่ประเภทเดียวเป็น Gallus gallus (Linnaeus) ประเภทนี้มีหน้าสีแดง ไม่มีขน หงอนสีแดง มีเหนียงสีแดงรวมทั้งติ่งหูอย่างละคู่ ขนบริเวณคอ หลัง ถึงบั้นท้ายมีสีส้ม ขนปีกสีเขียวเป็นมันขลิบสีส้มใต้ท้องสีน้ำเงินดำ หางโค้งลาด ปลายพริ้ว สีเขียวแซมดำแล้วก็สีน้ำเงินเข้มเป็นเงา ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๖๐ ซม. ตัวผู้หนัก ๘๐๐ – ๑๓๐๐ กรัม ไก่ป่าตัวผู้มีลักษณะสำคัญที่แตกต่างจากนกอื่นๆเป็น
๑.มีหงอนบนหัวที่เป็นเนื้อ ไม่ใช่หงอนที่เป้นขน
๒.มีเหนียงเป็นเนื้อห้อยลงมาทั้งสองข้างของโคนปากรวมทั้งคาง
๓.มีหน้าแล้วก็คอเป็นหนังเกลี้ยงๆ ไม่มีขน
๔.โดยทั่วไปขนเรียกตัวมีสีสวยงาม มีขนหาง ๑๔ – ๑๖ เส้นตั้งเรียงกันเป็นสันสูงตรงกลาง คู่กลางยาวกว่าคู่ อื่น ปลายแหลมและอ่อนโค้ง เรียก หางกะลวย
๕.แข้งมีเดือยข้างละอันเป็นอาวุธ
ไก่ป่า ตัวเมียมักมีขนาดเล็กกว่าตัวผู้ ขนไม่งดงาม สีไม่ฉูดฉาด ลำแข้งไม่มีเดือย หงอนและเหนียงเล็กมากมาย หรือบางตัวแทบจะเป็นศูนย์ ไก่ป่าอาศัยตามพุ่มเล็กๆในป่าทั่วๆไป บินได้เร็ว แต่ในระดับที่ถือว่าต่ำๆรวมทั้งระยะทางสั้นๆเหมือนเคยอยู่เป็นฝูงใหญ่หมดทั้งตัวผู้และตัวเมียรวมกันราว ๕๐ ตัว แต่ว่าจะแยกเป็นฝูงเล็กๆในฤดูสืบพันธุ์ ซึ่งเพศผู้ต้องต่อสู้กันเพื่อถือครองพื้นที่แล้วก็แก่งแย่งตัวเมียกันตัวละ ๓ – ๕ ตัว หลังผสมพันธุ์แล้วตัวเมียจะสร้างรังเป็นหลุมตื้นๆบนพื้นดินหรือบนกองใบไม้แห้งๆในที่ปลอดภัย  แล้วตกไข่คราวละ ๕ – ๖ ฟอง ไข่สีขาวหรือน้ำตาล ใช้เวลาฟักโดยประมาณ ๒๑ วัน ลูกไก่ป่าอายุ ๘ วันก็เริ่มบินเกาะตามกิ่งไม้ได้ และก็เมื่ออายุโดยประมาณ ๑๐ วัน ก็เริ่มบินได้ในระยะทางสั้นๆ

ไก่ป่าที่พบในประเทศไทยมี ๒ จำพวกย่อย เป็น
๑. ไก่ป่าติ่งหูขาว หรือ ไก่ป่าอีสาน (Cochin Chinese red jungle foml) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus gallus (Linnaeus) มีติ่งหูสีขาว พบได้มากทางภาคทิศตะวันออกรวมทั้งภาคอีสาน
๒. ไก่ป่าติ่งหูแดง หรือ ไก่ป่าประเภทพม่า (Burmese red jungle fowl) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus  spadiceus (Bonnaterre) มีติ่งหูสีแดง มักพบทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้
สรรพคุณทางยา
สมุนไพร โบราณไทยใช้ตับไก่เป็นทั้งของกินรวมทั้งเป็นยา  แบบเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณบันทึกไว้ว่า  ตับไก่ใช้แก้โรคตาฝ้าตาพร่า ปัจจุบันนี้เพิ่งรู้ดีว่าโรคนี้เกิดจากการขาดวิตามินเอ ซึ่งพบมากในตับไก่ หมอแผนไทยรู้จักใช้เปลือกไก่ฟัก ไข่แดง ตับไก่ รวมทั้งเล็บไก่ป่า เป็นเครื่องยามานานแล้ว ตำราเรียนโบราณว่า ไข่แดงมีรสมัน คาว มีสรรพคุณบำรุงกำลังสร้างความเจริญให้แก่ร่างกาย ตับไก่มีรสมัน คาว มีคุณประโยชน์บำรุงเลือด แก้โลหิตจาง บำรุงร่างกายให้แข็งแรง แก้โรคตาฝ้าตาฟาง รวมทั้งเล็บไก่ป่าใช้แก้พิษไข้ ไข้กาฬ ไข้หัวทุกประเภท ยิ่งไปกว่านั้นไข่ขาวยังคงใช้เป็นตัวยาแต่งทางเภสัชกรรมสำหรับทำยาขี้ผึ้ง ดังที่ปรากฏในยาขนานที่ ๗๙ ใน ตำราพระยารักษาโรคพระนารายณ์ ดังนี้
ขนานหนึ่ง ให้เอาพิมเสน ๒ สลึง การบูร ๓ สลึง มาตะกี่ ๕ สลึง ชันตะคียน กำยาน สิ่งละ ๗ สลึง สีปากขาว ๑๐ ตำลึง น้ำมันที่ผลิตขึ้นมาจากมะพร้าวอันใหม่ดีนั้นครึ่งทนาน เคี่ยวขึ้นด้วยกันให้สุกดี  แล้วกรองกากออกเสีย เอาไว้ให้เย็น จึงเอาไข่ไก่ มัวแต่ไข่ขาว ๒ ลูก เอาเหล้ากลั่นประมาณจอกหนึ่ง กวนกับไข่ให้สบกันดี แล้วจึงแบ่งออกให้เป็น ๓ ภาคๆหนึ่งนั้น เอาน้ำทะแลงไซ้ ๓ สลึง การบูร ๓ สลึง กวนเข้าด้วยกันให้สบดีแล้ว เป็นขี้ผึ้งแดง ก็เลยเอาสีปากขาวภาค ๑ นั้น มากมายวนด้วยจุที่สีพอควร เป็นสีผึ้งเขียว ภาคหนึ่งเป็นสีผึ้งขาว ปิดแก้เพ่งพิศม์ แสบร้อนให้เย็น

13

สัตว์ชั้นเลี้ยงลูกด้วยนม
สัตว์ที่จัดอยู่ในชั้นนี้มีขน มีต่อมน้ำนมสำหรับใช้เลี้ยงตัวอ่อน มีกะบังลมสำหรับกั้นระหว่างช่องอกกับท้อง หัวใจมี ๔ ห้อง เป็นสัตว์เลือดอุ่น กระดูกคอมี ๗ ชิ้น เส้นประสาทมี ๑๒  คู่  มีต่อมเหงื่ออยู่ใต้ผิวหนัง ใบหูเจริญก้าวหน้าดี สืบพันธุ์ด้านในส่วนใหญ่ตัวอ่อนรุ่งโรจน์อยู่ด้านใน [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/b][/url] อย่างเช่น เม่น ลิ่น ช้าง  วัว ควาย หมี คน

Tags : สมุนไพร

14
อื่นๆ / สัตววัตถุ อีกา
« เมื่อ: 05-12-2017 , 11:14:27 »

อีกา
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Corvus macrorhynchos Wagler
จัดอยู่ในตระกูล  Corvidae
ที่พบในประเทศไทยมี ๒ จำพวกย่อยเป็นประเภทย่อย Corvus macrorhynchos macrorhynchos Wagler  กับชนิดย่อย  Corvus  macrorhynchos  levaillantii  Lesson   มีชื่อสามัญว่า large-billed หรือ jungle  crow

ชีววิทยาของกา
สมุนไพร กาเป็นนกขนาดกลาง ความยาวของตัววัดจากปากถึงปลายหางราว ๕๓ เซนติเมตร มีสีดำตลอดตัว มองเห็นเป็นมันเมื่อมีแสงสว่างจัด มีปากใหญ่ สันบนโค้งมากขาแข็งแรง กินอาหารทุกประเภท พบได้ในทั่วทุกภาคของเมืองไทย ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน ได้ตั้งแต่เขตกลางเมืองจนถึงเขตป่าเขา

15
อื่นๆ / สัตววัตถุ กวาง
« เมื่อ: 02-12-2017 , 13:09:06 »

เขากวางอ่อน
เมื่อกวางผลัดเขา เขากวางแยกหลุดจากตอเขา ผิวหนังบริเวณรอบๆโคนเขาจะเจริญขึ้น มาปิดแผลภายใน ๔-๕  วัน เลือดจะเริ่มเข้าไปหล่อเลี้ยง พร้อมทั้งมีสารประกอบแคลเซียมพอกสะสมขึ้น เขาใหม่จะปกคลุมด้วยหนังนุ่มๆและขนสั้นๆสีน้ำตาลราวกับผ้ากำมะหยี่ เขาลักษณะนี้เรียกว่า “เขากวางอ่อน”  ซึ่งหักได้ง่าย เมื่อหักจะมีเลือดออก กวางลางตัวอาจถึงตายได้ ถ้าเลือดออกไม่หยุด ในระยะที่มีเขาอ่อน กวางจะหาเลี้ยงชีพอยู่กลางแจ้งหรือ โดยเลี่ยงไม่เข้าไปในป่าทึบหรือป่าหนามเขากวางอ่อนเป็นเครื่องยาที่พักเป็นหนังสือเรียนยาที่ประเทศสหรัฐพลเมืองจีน   บางทีอาจได้จากเขาอ่อนกวาง  ๒  จำพวก  คือ
๑.กวางดอกเหมย  (sika  deer)   มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Cervus  Nippon  Temminck
๒.กวางแดง  (red  deer)   มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Cervus  elaphus  Linnaeus
เขากวางอ่อนนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า pilose  antler มีชื่อยาในภาษาละตินว่า Cornu  Cervi  Pantotrichum เป็นเขากวางอ่อนที่พึ่งจะแตกออก ข้างในเขายังไม่เป็นกระดูกแข็งสำหรับในการตัดเขากวางนั้น ใช้เลื่อยตัดทิ้ง โดยเริ่มตัดเขาอ่อนเมื่อกวางแก่ตั้งแต่  ๓  ปีขึ้นไป ตัดได้ปีละ  ๑-๒  ครั้ง เมื่อตัดแล้วต้องนำไปแปลภาวะโดยทันที เริ่มด้วยการล้างเอาสิ่งสกปรกที่ติดมาพร้อมกับขนบนเขากวาง แล้วบีบเลือดที่ติดมาอีกส่วนหนึ่งออกไป แล้วต่อจากนั้นก็เลยใส่ลงในน้ำเดือด  ๓-๔  ครั้ง ทีละ  ๑๕-๒0 วินาที เพื่อขับเลือดให้หมด จากนั้นจึงเอามาตากหรืออบให้แห้ง นอกจากนั้นยังบางทีอาจตัดเขากวางชิดกับกะโหลก แม้กระนั้นจะใช้กับกวางที่เจ็บไข้หรือแก่มากมายแล้วเท่านั้น เขากวางอ่อนที่มีคุณภาพดีควรจะเป็นเขาบริบูรณ์ (ขนละเอียด สีน้ำตาลอ่อนไม่หัก) มีน้ำหนักค่อย ด้านล่างไม่มีรอยแยก หน้าตัดมีรูพรุนแน่น สีเหลืองเปลือกข้าว ส่วนที่มีขนหยาบคายไม่สมบูรณ์ หน้าตัดมีสีเทาปนแดง เป็นประเภทที่มีคุณภาพรองลงมา

หนังสือเรียน
ยาจีนว่า เขากวางอ่อนมีรสหวาน มีฤทธิ์ร้อน เป็นยาบำรุงชั้นหนึ่ง ดังคำจีนโบราณที่ว่า “ยามพอหมดเรี่ยวแรง หายาใดๆไม่ได้ ถ้าเกิดได้รับประทานเขากวางอ่อนแล้ว หากแม้หมดแรงก็ช่วยทำให้ฟื้นคืนได้” เขากวางอ่อนมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงเลือด บำรุงกำลังทำให้กระดูกแล้วก็เอ็นแข็งแรง แก้อาการหมดแรง ตาลาย หูตึง ตามัว เข่าเจ็บ และก็ที่สำคัญเป็น สมุนไพร  ช่วยเสริมความสามารถทางเพศ แก้โรคน้ำเชื้อไหลเองโดยไม่ทันรู้สึกตัวเสมอๆแก้เมนส์มามากแตกต่างจากปรกติ บำรุงครรภ์ (ทำให้เด็กในท้องสงบ) แก้อาการท้องเสียเรื้อรัง โดยยิ่งไปกว่านั้นที่เกิดกับคนวัยชรา โดยธรรมดาใช้บดเป็นผง รับประทานทีละ ๑-๒.๕ กรัม กับน้ำสุกจะใช้ดองสุรา หรือปั้นเป็นยาลูกกลอนก็ได้ เพราะเขากวางอ่อนเป็นยาบำรุงที่มีฤทธิ์ร้อน ก็เลยห้ามใช้กับคนเจ็บที่จับไข้ ถ่ายหรืออาเจียนเป็นเลือด นอกจากนั้น ผู้เจ็บป่วยโรคความดันโลหิตสูงหรือลักษณะการทำงานของตับไม่ดีเหมือนปรกติก็ไม่สมควรรับประทานมากจนเกินความจำเป็น

หน้า: [1] 2