แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - billcudror1122

หน้า: [1] 2 3
1

ขายตรีผลา ลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์ ต้นไม้เขตร้อน  สูง 7-12 เมตร เปลือกต้นเป็นtjtjสีเทาหรือสี;jdhtrmtjน้ำตาลแดง ผิวเรียบ ทรงykyukพุ่มไม้tjtyjtjแผ่ขยายytjulyejtออกกระจัดกระจายแบบไม่มีรูปร่างแน่ๆtjtjtj ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ใบย่อยออกตรงข้าม 6 – 8 คู่ ก้านใบtyjykยาว ใบจำหน่ายตรีผลา หนา เรียบลื่น สีเขียว ใบย่อยเป็นรูปไข่ค่อนข้างจะเรียjtวแหลม jtปลายใบแหลมt โtjykukykคนใบแหลtjม ขอบใบหยักน้อย จำหน่ายตรีผลาดอกออกเป็นช่tjtอแบบช่ykuiljtliอแยกกิ่งjก้านสาขาตามปลาtjtjยtjยอด  เป็นดอกแบบบริบูรณ์เพศเtjtหมืuiliueyukอนช่อjดอกมะม่วง ดอกย่อยขtjtjนาดเล็กมาก สีขาวอมเขียวขายตรีผลา กลีบดอกไม้ 5 กลีบ ฐานรykuikuองดอtjกเป็นtjtjสีเหลือง ผลสดเป็นtjรูปไข่หรืtjtอรูปกระสวย ออกเป็นพวง มียางเป็นจุดๆuilktyjluuiบนผิว ผลอ่อนเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนผลแก่เป็tyjyukนสีเขียวอมเหลือง สุกแtjล้วเป็นสีส้ม ขนtjาดกว้าtjง 4 – 5.tjtyyuej5 ซม. ยาว 5.5 – 7.5 ซม.  มีเมือกtjtjห่อหุ้tjtมผลที่jyjytjukuปอกเปลือกแล้ว เนื้อใjtjนเป็นสีขtjาวอมเขียว  มีเส้นใยหยาบๆเหมือrjyuketyนtjหนามแทรกอยู่  รสเปรี้ยวอมtหวานมันรวมทั้งกรอบอร่อย ภายในผลมีกะลาu,u,u,uที่มีเส้นtjtyjใยหยาบๆคล้ายหนามรอบtyjyjๆหุ้มu,u,jtu,อยู่ ข้างในกะลามีเม็ดระหว่u,u,ui,uาง 3-5 เม็ดขายตรีผลา รูปtjแบบของเม็ดเป็นทรงกลมรีบ้านเกิด ในทวีปเอเชียการขยายพันธุ์ ,u,uเพาะกล้าจากเมล็ด แล้วก็การตอนกิ่ง,u,

Tags : ขายตรีผลา,จำหน่ายตรีผลา

2

ขายว่านชักมดลูกชาวแคgoi/o/ลิฟอร์เนียเพาะปลูกองุ่นมานานมากกว่า 200 ปี ในศตวรรษที่ 17-นักบวชชาวสเปนเป็นคนที่เริ่6384429มปลูกองุ่นใกล้กับโบสop';opo/ถ์ที่สร้างขึ้น ต่อมาในศตวรรษที่ 18 นักขุดทองคำสามารถทำh,8i./erhเงินจากองุ่นได้มากกว่าการขุดจำหน่ายว่านชักลูกทองคำเสียอีก แค63ลิฟอร์เนียจึงแปลงเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงสำหรับเพื่อกาtjy78k8l9รปลูกองุ่นหลังจากนั้นมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ตtnj6k78รงเวลากว่า 200 ปีแล้ว ในขณะนี้ ชาวอเมริกัน42426553บริโภคองุ่นโ'='-ดยเฉลี่ยประมาณ 8-ปอนด์ต่อปี ซึ่งร้อยละ 99 ขององุ่นมาจากเมืองแคลิฟอร์เนีย เหตุผลก็คือรัฐแคลิฟอร์เนียนั้นมีtju76eg4gดินที่สมบูรณ์บริบูรณ์63 ป635ระกอ'p'บกับลักษณะของอากาศที่แห้งทำให้ได้ผลผลิตองุ่นที่มีรสชrhrtjrjilาติหวานที่สุด ที่ชนะใจผู้ซื้อ635263อย่าp[งต่อ663เนื่องในเมืองแคลิฟอร์เนีย พวกเราประณีตบรรจงแj6jล้วก็ใช้มาตรฐานมากที่สุดสำหรับในการผลิตรวมทั้งเลือกเฟ้นองุ่นทุกสายพันธุ์ นัtjytjk6บiตั้งแต่การเพาะปลูก เก็6j6j6บผลิตผล บรรจุหีบห่อ แล้วก็39+9ขนส่งด้วยประ6'-j6สบการณ์อย่างผู้ที่มีคu,วj56juามชำนาญ เพื่อแน่ใจว่าองุ่นทุกเมล็ดที่คุณได้บริโภคนั้น สดใหม่ รวมทั้งอยู่ในภาวะที่เยี่ยมที่สุด
 องุ่น เป็นไม้ยืนต้น6j6 มีลักษณะเป็นไม้พุ่มเลื้อย มีลักษณะเนื้อแข็งขายว่านชักมดลูกและก็มีลำต้น กิ่งถาวรอายุเกิน 1 ฤดู ถ้าหากปลดปล่อยให้เจริญเติบโตตามธรรมชาติจะเลื้อยเกาะก้านไม้ ใบกลมขอบหยักเว้าลึก 5 พู โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ ดอกออกเป็นช่อแยกแขนง ดอกย่อยขนrhj7y6jy7jาดเล็กสีเขียวมีหมวก จะหลุดอ85อกเมื่อดอกบานกลีบดอกไม้เมื่rrhอบานสีขาว โคนเชื่อมติดกัน ปลายแยก 5 กลีบ ได้ผลผู้เดียวที่ออกเป็นพวง (ได้ผลสำเร็จลำพังที่เกิดจากดอกช่อแต่ดอกไม่หลอมรวมกัน) ผลย่อยรูปกลมรีแล้วก็ชุ่มฉ่ำขายว่านชักมดลูกน้ำ มีผิวนวลเกาะและรสหวาน มีสีเขียว63, ม่วง77แดงและม่วงดำแล้วแต่จำพวก ในผลมีเมล็ดราว 1 - 4 เมล็ด

Tags : ขายว่านชักมดลูก,จำหน่ายว่านชักมดลูก,ขายว่านชักมดลูก

3

สมุนไพรพญายอ
เสมหะพังพอนตัวเมีย
เสลดพังพอนตัวเมีย ชื่อสามัญ Snake Plant
เสลดพังพอนตัวเมีย ชื่อวิทยาศาสตร์ Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Clinacanthus burmanni Nees, Clinacanthus siamensis Bremek., Justicia nutans Burm. f.) จัดอยู่ในตระกูลเหงือกปลาแพทย์ (ACANTHACEAE)
สมุนไพรเสมหะพังพอนตัวเมีย พญายอ มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆว่า ลิ้นมังกร ผักมันไก่ ผักลิ้นเขียด (เชียงใหม่), พญาข้อคำ (จังหวัดลำปาง), เสลดพังพอนตัวเมีย (พิษณุโลก), พญาปล้องดำ พญาข้อทองคำ (ภาคกึ่งกลาง), ลิ้นงูเห่า พญายอ (ทั่วไป), โพะโซ่จาง (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), ชิงเจี้ยน หนิ่วซิ้วฮวา (ภาษาจีนกลาง) เป็นต้น
ลักษณะของเสลดพังพอนตัวเมีย
ต้นเสลดพังพอนตัวเมีย จัดเป็นพรรณไม้พุ่มไม้ปนเถา มักเลื้อยพิงไปตามต้นไม้อื่นๆมีความสูงได้ราวๆ 1-3 เมตร ลำต้นมีลักษณะหมดจด ต้นอ่อนเป็นสีเขียว ลำต้นมีลักษณะกลม ผิวเรียบเป็นปล้องสีเขียว ขยายพันธุ์ด้วยแนวทางปักชำหรือแยกเหง้ากิ้งก้านไปปลูก เจริญเติบโตก้าวหน้าในดินทุกประเภท ถูกใจดินร่วน ระบายน้ำดี มีแสงอาทิตย์จัด มีเขตผู้กระทำระจายชนิดในจีน เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย รวมทั้งไทย ในประเทศไทยพบได้มากขึ้นตามป่าเบญจพรรณทั่วทุกภาคของประเทศ หรือพบปลูกกันตามบ้านทั่วไป
ต้นเสมหะพังพอนตัวเมีย
ต้นพญายอ
ใบเสลดพังพอนตัวเมีย ใบเป็นใบลำพัง ออกเรียงตรงกันข้ามกันเป็นคู่ๆลักษณะของใบเป็นรูปใบหอก รูปรีแคบขอบขนาน ปลายใบและก็โคนใบแหลม ส่วนขอบของใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-3 ซม. และยาวโดยประมาณ 7-9 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวเข้ม ผิวใบเรียบ
ใบเสมหะพังพอนตัวเมีย
ดอกพญายอเสมหะพังพอนตัวเมีย ออกดอกเป็นช่อกลุ่มที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกราว 3-6 ดอก กลีบดอกไม้เป็นสีแดงส้ม โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ยาวราว 3-4 เซนติเมตร ปลายแยกออกเป็น 2 ปาก คือ ปากด้านล่างและปากบน ดอกหนึ่งมี 5 กลีบ กลีบดอกเป็นรูปทรงกระบอก ส่วนกลีบรองกลีบดอกไม้นั้นเป็นสีเขียว ยาวเท่าๆกัน มีขนคือต่อมเหนียวๆอยู่โดยรอบ ดอกมีเกสรเพศผู้ 2 อัน ส่วนเกสรเพศเมียเกลี้ยงไม่มีขน ออกดอกในตอนประมาณเดือนตุลาคมถึงม.ค. (แต่ว่ามักจะไม่ค่อยมีดอก)
ดอกเสมหะพังพอนตัวเมีย
พญาบ้องทองคำ
ลิ้นงูเห่า
ผลเสลดพังพอนตัวเมีย ผลเป็นผลแห้งและแตกได้ (แม้กระนั้นผลไม่เคยติดเป็นฝักในประเทศไทย) ลักษณะของผลเป็นรูปกลมยาวรี ยาวได้ประมาณ 0.5 เซนติเมตร ก้านสั้น ภายในผลมีเมล็ดราวๆ 4 เมล็ด
หมายเหตุ : เสมหะพังพอน เป็นชื่อพ้องของพรรณไม้ 2 ชนิดหมายถึงเสมหะพังพอนเพศผู้ รวมทั้งเสลดพังพอนตัวเมีย ซึ่งจะต่างกันตรงที่เสมหะพังพอนเพศผู้ลำต้นจะมีหนามและมีดอกเป็นสีเหลือง ส่วนเสลดพังพอนตัวเมียลำต้นจะไม่มีหนามรวมทั้งมีดอกเป็นสีแดงส้ม เพื่อไม่ให้เป็นการงงเต็กหลายๆหนังสือเรียนจึงนิยมเรียกเสลดพังพอนตัวเมียว่า “พญายอ” หรือ “พญาข้อทอง” โดยเสลดพังพอนตัวผู้นั้นจะมีสรรพคุณทางยาอ่อนกว่าเสมหะพังพอนตัวเมีย และก็ตำราเรียนยาไทยนิยมนำมาใช้ทำยากันมาก
คุณประโยชน์ของเสลดพังพอนตัวเมีย
รากและก็เปลือกต้นใช้ต้มกับน้ำเป็นยาบำรุงกำลัง (รากและก็เปลือกต้น)
ทั้งยังต้นรวมทั้งใบใช้รับประทานเป็นยาถอนพิษไข้ ดับพิษร้อน (ทั้งต้นและใบ)1,3 ใช้เป็นยาลดไข้ ด้วยการใช้ใบสด 1 กำมือ ตำอย่างละเอียด ผสมกับน้ำแช่ข้าว ใช้พอกบนหัวคนไข้ประมาณ 30 นาที ลักษณะของการมีไข้และอาการปวดหัวจะหายไป (ใบ)6
ช่วยแก้อาการผิดสำแดง (ทานอาหารแสลงไข้ แล้วทำให้โรคกำเริบ) ด้วยการใช้รากสดเอามาต้มรับประทานครั้งละราวๆ 2 ช้อนแกง (ราก)
ใช้เป็นยาแก้เจ็บคอ ด้วยการนำใบสดมาบดโดยประมาณ 10 ใบ กลืนมัวแต่น้ำยาพอให้ยาจืด แล้วจึงคายกากทิ้ง (ใบ)6
ช่วยแก้คางทูม ด้วยการกางใบสดโดยประมาณ 10-15 ใบ ตำให้รอบคอบผสมกับเหล้าโรง คั้นเอาน้ำมาทาบริเวณที่บวม อาการบวมจะหายไป และอาการเจ็บปวดจะหายไปภายใน 30 นาที (ใบ)
ใช้เป็นยารักษาโรคบิด (ทั้งยังต้นรวมทั้งใบ)
รากใช้ปรุงเป็นยาขับฉี่ ขับระดู (ราก)
ใช้เป็นยาแก้ระดูมาไม่ดีเหมือนปกติ (ทั้งต้น)
ช่วยแก้อักเสบแบบโรคดีซ่าน (ต้น)
ใช้เป็นยาแก้แผลอักเสบมีไข้ ไข่ดันบวม ด้วยการใช้ใบสดราวๆ 3-4 ใบ เอามาตำอาหารสาร 3-4 เม็ด ผสมกับน้ำเพียงพอเปียก ใช้พอกประมาณ 2-3 รอบ จะช่วยทำให้อาการดียิ่งขึ้น (ใบ)
ลำต้นนำมาฝนแล้วก็ใช้ทาแผลสดจะช่วยทำให้แผลหายเร็ว (ลำต้น)ใช้รักษาแผลจากสุนัขกัดมีเลือดไหล ด้วยการใช้ใบสดราวๆ 5 ใบ นำมาตำพอกรอบๆแผลสัก 10 นาที (ใบ)
ใช้รักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ด้วยการใช้ใบสดเอามาตำเคี่ยวกับน้ำมะพร้าวหรือน้ำมันงา เอากากพอกแผล แผลจะแห้ง หรือจะใช้ใบสดเอามาตำอย่างรอบคอบผสมกับเหล้า ใช้เป็นยาพอกรอบๆที่ถูกไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก จะมีสรรพคุณช่วยดับพิษร้อนก้าวหน้า4 ส่วนอีกแบบเรียนบอกว่า นอกเหนือจากที่จะใช้รักษาแผลไฟเผาน้ำร้อนลวกได้แล้ว ยังช่วยรักษาแผลเปื่อยยุ่ยเนื่องด้วยถูกแมงกะพรุนไฟ แผลสุนัขกัด และแผลที่เกิดขึ้นจากการถูกกรดได้อีกด้วย เพียงแต่นำใบไปหุงกับน้ำมันแล้วเอามาทาบริเวณที่เป็น (ใบ)
ใช้รักษาแผลน้ำเหลืองเสีย ด้วยการใช้ใบโดยประมาณ 3-4 ใบ อาหารสาร 5-6 เม็ด เติมน้ำลงไปให้เพียงพอเปียก แล้วนำมาพอก จะรู้สึกเย็นๆซึ่งยาจะช่วยดูดน้ำเหลืองได้ดิบได้ดี ทำให้แผลแห้งไว โดยให้เปลี่ยนยาวันละ 2 ครั้ง พอกไปครู่หนึ่งหนึ่งแล้วให้เอาน้ำมาหยอดกันยาแห้งด้วย (ใบ)
ใช้แก้โรคผิวหนังผื่นคัน ด้วยการกางใบสดตำผสมกับสุราใช้ทา หรือใช้สุราสกัดใบเสลดพังพอน จะได้น้ำยาสีเขียวนำมาทาแก้ผื่นคัน (ใบ)
ใช้แก้สิวเม็ดผดผื่นคัน ด้วยการนำใบมาดองกับเหล้า แล้วผสมดินสอพองใช้ทาแก้สิวและก็เม็ดผื่นผื่นคัน (ใบ)
ใช้แก้ฝี ด้วยการกางใบเอามาตำผสมกับเกลือแล้วก็เหล้า ใช้พอกรอบๆที่เป็น แปลงยาทุกตอนเช้าและก็เย็น (ใบ)
ต้นและใบใช้เป็นยาขับพิษ ทำลายพิษ โดยยิ่งไปกว่านั้นพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย อย่างเช่น งู ตะขาบ แมงป่อง มด ยุง อื่นๆอีกมากมาย รวมถึงผื่นคัน ไฟลามทุ่ง ลมพิษ แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ด้วยการใช้ใบสดราวๆ 5-10 ใบ เอามาขยี้หรือตำใช้ทาบริเวณที่เป็น หรือใช้ใบสดนำมาตำให้พอเพียงแหลก แช่ลงในเหล้าขาวประมาณ 1 อาทิตย์ แล้วหลังจากนั้นก็ให้นำมาใช้ทาบริเวณที่เป็นแผลส่วนอีกตำรับยาแก้ผื่นคัน ตามข้อมูลระบุว่า ให้ใช้ใบตำผสมกับดินสอพอง ใส่น้ำน้อย ใช้ทาบริเวณที่เป็น (ใบ)

ชาวเมืองจะนำใบมาตากแห้งแล้วตำผสมกับแมงป่องปิ้ง ใช้เป็นยาแก้พิษงู (ใบ)
พญายอ ใช้รักษาอาการอักเสบ รักษาแผลร้อนในปาก แก้เริม (แผลผิวหนังชนิดเริม) อีสุกอีใส แก้งูสวัด ขยุ้มตีนสุนัข แล้วก็ใช้เป็นยาทำลายพิษต่างๆด้วยการใช้ใบเสลดพังพอนตัวเมียสดราว 10-20 ใบ (เลือกเอาเฉพาะใบสดสีเขียวเข้มวาว ไม่อ่อนหรือแก่กระทั่งเหลือเกิน) แล้วนำมาตำผสมกับเหล้าหรือน้ำมะนาว คั้นเอาน้ำมาดื่มหรือเอาน้ำมาทาแผลและเอากากพอกบริเวณแผล หรืออีกแนวทางให้ตระเตรียมเป็นทิงเจอร์เพื่อใช้ทารักษาอาการอักเสบจากเริมในปาก โดยใช้ใบสด 1 กก. เอามาปั่นอย่างระมัดระวัง เพิ่มแอลกอฮอล์ 70% ลงไป 1 ลิตร แล้วหมักทิ้งไว้ 7 วัน ระเหยบนเครื่องอังไอน้ำให้ขนาดลดน้อยลงครึ่งหนึ่ง (ห้ามตั้งบนเตาไฟโดยเด็ดขาด) และก็เติมกลีเซอรีน (Glycerine pure) อีกเท่าตัว (ครึ่งลิตร) แล้วนำน้ำยาเสมหะพังพอนกลีเซอรีนที่ได้มาใช้ทาแผลเริม งูสวัด แผลร้อนในปาก แล้วก็ใช้ถอนพิษต่างๆสำหรับตำราเรียนยาแก้งูสวัดอีกตำรับจะใช้ใบสดผสมกับดอกลำโพง โกฐน้ำเต้า อย่างละเท่ากัน รวมกันตำให้พอแหลก แช่กับเหล้า แล้วประยุกต์ใช้ทาแก้แผลงูสวัด (ใบ)
พญายอ ใช้แก้ถูกหนามพุงดอตำหรือถูกใบตะลังตังช้าง ด้วยการนำขี้ผึ้งแท้มาลุกลนไฟให้ร้อน แล้วนำมากดเพื่อดูดเอาขนของใบตะลังตังช้างออกซะก่อน แล้วจึงใช้ใบเสมหะพังพอนผสมกับเหล้าทาบริเวณที่เป็น (ใบ)
ใช้เป็นยาแก้แพ้เกสรรักษาป่า ยางรักป่า และก็ยางสาวน้อยผัดแป้ง ด้วยการใช้ใบผสมกับสุรา เอามาทาบริเวณที่คัน (ใบ
ใช้แก้ฝึก เหือด ด้วยการใช้ใบสดโดยประมาณ 7 กำมือ นำมาต้มกับน้ำ 8 แก้ว ต้มให้เดือด 30 นาที เทยาออกและก็ผึ่งให้เย็น แล้วนำใบสดมาอีก 7 กำมือ ตำผสมกับน้ำ 8 แก้ว แล้วเอาน้ำยาทั้งคู่มาผสมกัน ใช้กินและก็ทาทา (ยาชโลมให้ใส่พิมเสนลงไปเล็กน้อย) เด็กที่เป็นหัด เหือด ให้รับประทานวันละ 3 ครั้ง ครั้งละครึ่งแก้ว (ใบ)
พญายอ ทั้งยังต้นใช้เป็นยาพาราบวม เคล็ดลับขัดยอก ฟกช้ำ กระดูกร้าว ช่วยขับความชุ่มชื้นภายในร่างกาย แก้ลักษณะของการปวดปวดเมื่อยด้วยเหตุว่าเย็นชื้น (ทั้งต้น)
รากใช้เป็นยาแก้อาการปวดเมื่อยบั้นท้าย (ราก)
ขนาดและก็วิธีการใช้ : ยาแห้งให้ใช้ครั้งละ 5-10 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน ส่วนยาสดให้ใช้ครั้งละ 30 กรัม นำมาตำคั้นเอาน้ำรับประทาน หรือตำพอกแผลภายนอก
ข้อควรระวังพญายอ
: ในอดีตกาลจะมีการใช้ใบสดเอามาตำแล้วพอกบริเวณที่เป็นแผล แม้กระนั้นในตอนนี้วิธีนี้ไม่ได้รับความนิยมแล้ว เพราะว่าจะชำระล้างได้ยาก ทำให้กากติดแผล และอาจทำให้ติดโรคเป็นหนองได้
ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของเสลดพังพอนตัวเมีย
พญายอ รากเจอสาร Betulin, Lupeol, β-sitosterol ส่วนใบพบสาร Flavonoids ซึ่งมีฤทธิ์ลดการอักเสบ สารกรุ๊ป monoglycosyl diglycerides เช่น 1,2-O-dilinolenoyl-3-O-b-d-glucopyranosyl-sn-glycerol แล้วก็สารกรุ๊ป glycoglycerolipids ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งไวรัสเริม
จากการทดสอบในสัตว์ใช้สกัดจากใบสดของเสลดพังพอนตัวเมียด้วย n-butanol พบว่า สามารถลดการอักเสบได้2 โดยพบว่าจะช่วยลดการอักเสบของข้อเท้าหนูที่ทำให้บวมด้วยสาร carrageenan ได้ เมื่อใช้ตำรับยาที่มีเสลดพังพอนตัวเมียจำนวนร้อยละ 5 ใน Cold cream และก็สารสกัดด้วยเอทานอลจากใบ นำมาทาเฉพาะที่ให้หนูแรท จะช่วยลดการอักเสบเรื้อรังได้ แต่เมื่อใช้สารสกัดด้วย n-butanol มาทาที่ผิวหนังจะไม่ได้เรื่อง
สารสกัดจากใบความเข้ม 15 กรัม ต่อ 1 กิโล มีประสิทธิภาพต่อต้านการอักเสบได้ดิบได้ดี
เมื่อให้หนูเม้าส์รับประทานสารสกัดด้วย n-butanol จากใบ พบว่า จะช่วยลดความเจ็บของหนูที่ถูกรั้งนำให้ปวดด้วยกรดอะซีตำหนิคได้ ขึ้นรถสกัดความแรง 90 มิลลิกรัมต่อกก. จะมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับเฟนนิวบิวทาโซนขนาด 100 มก.ต่อโล ส่วนสารสกัดด้วยน้ำและสารสกัดด้วยเอทานอล 60 จากใบ พบว่าไม่เป็นผลลดความเจ็บ
สารสกัดด้วยเฮกเซน บิวทานอล และเอทิลอะสิเตทจากใบเสมหะพังพอนตัวเมียมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัสเชื้อเริม HSV-1 เมื่อนำไปทำเป็นตำรับเจลโดยใช้สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ที่ความเข้มข้นจำนวนร้อยละ 4 แล้วก็ใช้ carbopol 940 เป็นสารก่อเจล พบว่าจะมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัสก้าวหน้าและไม่เป็นพิษต่อเซลล์ ในขณะเมื่อใช้สารก่อเจล poloxamer 407 จะมีพิษต่อเซลล์ รวมทั้งจากรายงานการรักษาคนเจ็บโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์จำพวกเป็นซ้ำด้วยการใช้ยาจากสารสกัดเสลดพังพอนตัวเมีย เปรียบเทียบกับยา acyclovir และก็ยาหลอก โดยให้คนป่วยทายาวันละ 4 ครั้ง ตรงเวลา 6 วัน พบว่าไม่มีความต่างในระยะเวลาการตกสะเก็ดของแผลคนป่วยที่ใช้ยาจากสารสกัดใบและยา acyclovir โดยแผลจะตกสะเก็ดด้านใน 3 วัน รวมทั้งหายสนิทข้างใน 7 วัน ซึ่งไม่เหมือนกันกับยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญ โดยยาที่สกัดจากใบเสมหะพังพอนตัวเมียจะไม่นำมาซึ่งการอักเสบแล้วก็ระคาย ในช่วงเวลาที่ acyclovir จะก่อให้แสบ ยิ่งกว่านั้นยังมีการใช้ยาที่ทำจากเสมหะพังพอนตัวเมียในคนไข้โรคเริม งูสวัด แล้วก็แผลอักเสบในปาก แล้วพบว่าสามารถรักษาแผลและลดการอักเสบก้าวหน้า
พญายอ สารที่สกัดจากบิวทานอล (Butanol) ของใบเสลดพังพอนตัวเมีย มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัส Varicella zoster ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสชนิดที่ทำให้เกิดเริมรวมทั้งอีสุกอีใส3 จากรายงานการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคงูสวัดด้วยยาจากสารสกัดจากใบเปรียบเทียบกับยาหลอก โดยให้ป้ายยาวันละ 5 ครั้ง ตรงเวลา 1-2 สัปดาห์ จนกว่าแผลจะหาย พบว่าผู้เจ็บป่วยที่รักษาด้วยสารสกัดจากใบเสมหะพังพอนตัวเมีย แล้วมีแผลตกสะเก็ดด้านใน 3 วัน และก็หายภายใน 7-10 วัน จะมีเป็นจำนวนมากกว่ากลุ่มสุดที่รักษาด้วยยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และก็ระดับความเจ็บปวดจะน้อยลงเร็วกว่ากรุ๊ปที่ใช้ยาหลอก โดยไม่พบผลข้างเคียงอะไรก็แล้วแต่9
จากการทดสอบความเป็นพิษ เมื่อป้อนสารสกัด n-butanol จากใบให้หนูเม้าส์ พบว่ามีพิษนิดหน่อย แต่จะเป็นพิษปานกลางเมื่อฉีดเข้าช่องท้อง ส่วนสารสกัดด้วยเอทานอลขนาด 1.3 กรัมต่อกก. (เทียบเท่าใบแห้ง 5.44 กรัมต่อกิโลกรัม) เมื่อนำมาป้อนเข้าทางปากหรือฉีดเข้าช่องท้องหนูเม้าส์ พบว่าไม่นำไปสู่อาการเป็นพิษอะไรก็แล้วแต่
จากการศึกษาเล่าเรียนพิษครึ่งเรื้อรัง
ด้วยการป้อนสารสกัด n-butanol จากใบในขนาด 270 และ 540 มก.ต่อกิโลกรัม ให้หนูแรททุกวัน นาน 6 อาทิตย์ พบว่าไม่มีผลต่อการเติบโต แต่ว่าพบว่ามีน้ำหนักต่อมธัยมัเสียใจลง ในขณะน้ำหนักของตับมากขึ้น และไม่พบว่ามีความผิดธรรมดาต่ออวัยวะอื่นๆหรืออาการไม่ประสงค์แต่ว่าอ http://www.disthai.com/

Tags : สมุนไพรเสลดพังพอน (พญายอ)

4


ราชพฤกษ์

คูน ผลดีและก็สรรพคุณของคูน หรือ ต้นราชพฤกษ์
เรื่องราวดอกราชพฤกษ์
           ต้นราชพฤกษ์ หรือ ต้นคูน ฯลฯไม้ท้องถิ่นของทวีปเอเชียใต้ ตั้งแต่ประเทศปากีสถาน ประเทศอินเดีย พม่า แล้วก็ศรีลังกา โดยนิยมปลูกกันมากในเขตร้อน สามารถเจริญวัยได้ดีในที่โล่งแจ้ง และมีชื่อเสียงในประเทศไทยมาหลายสิบปี โดยมีการเสนอให้ดอกราชพฤกษ์ เป็นดอกไม้ประจำชาติไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506 แม้กระนั้นก็ยังมิได้ข้อสรุปแจ่มแจ้ง จนกว่ามีการลงนามให้เป็นดอกไม้ประจำชาติไทย ตอนวันที่ 26 ต.ค. พุทธศักราช 2544
ดอกไม้ประจำชาติไทย
           เพราะเหตุว่า ต้นราชพฤกษ์ ออกดอกสีเหลืองชูช่อ มองสง่างาม อีกทั้งยังมีสีตรงกับ สีทุกวันพระราชการเกิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จึงถูกตั้งชื่อว่าเป็น "ต้นไม้ของพระเจ้าแผ่นดิน" และมีการลงนามให้ต้นราชพฤกษ์ ยอดเยี่ยมใน 3 สัญลักษณ์ประจำชาติไทย โดยมี 1. ช้าง เป็นสัตว์ประจำชาติไทย 2. ศาลาไทย เป็นสถาปัตยกรรมประจำชาติไทย รวมทั้ง 3. ดอกราชพฤกษ์ เป็นดอกไม้ประจำชาติไทย
เหตุผลเลือกเป็นดอกไม้ประจำชาติไทย

  • เพราะว่าฯลฯไม้พื้นบ้านที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย และก็มีอยู่ทุกภาคของเมืองไทย
  • มีประวัติเกี่ยวกับจารีตประเพณีสำคัญๆในไทยและเป็นต้นไม้มงคลที่นิยมปลูก
  • ใช้ประโยชน์ได้มากมาย เป็นต้นว่า ใช้เป็นยารักษาโรค อีกทั้งยังใช้ลำต้นเป็นเสาเรือนได้ เป็นต้น
  • มีสีเหลืองสวยงาม พุ่มไม้งามเต็มต้น เปรียบเทียบเป็นเครื่องหมายที่พุทธศาสนา
  • มีอายุยืนนาน และก็แข็งแรง


คูน หรือ ราชพฤกษ์ (Golden Shower, Indian Laburnum) เป็นพืชสมุนไพรจำพวกยืนต้นขนาดกึ่งกลางถึงขั้นใหญ่ ที่มีชื่อเรียกตามเขตแดนต่างๆยกตัวอย่างเช่น ภาคเหนือเรียก ราชพฤกษ์, ต้นลมแล้ง หรือชัยพฤกษ์ ส่วนจังหวัดปัตตานีเรียก ลักเคย หรือลักเกลือ และกะเหรี่ยง-กาญจนบุรีเรียก กุเพยะ เป็นต้น ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรประจำถิ่นของทวีปเอเชียใต้ไปจนถึงอินเดีย ศรีลังกา รวมทั้งพม่า และก็คูนหรือราชพฤกษ์นี้ยังเป็นดอกไม้ประจำชาติของไทยอีกด้วย
————– advertisements ————–
การรักษา
           แสงสว่าง : อยากได้แสงอาทิตย์จัด หรือกลางแจ้ง แล้วก็เจริญวัยได้ดิบได้ดีในที่โล่งเป็นพิเศษ
           น้ำ : ชอบน้ำน้อย ควรจะรดน้ำ 7-10 วันต่อครั้ง สามารถทนกับสภาพภูมิอากาศร้อนได้ดิบได้ดี
           ดิน : สามารถเจริญวัยเจริญในดินร่วนซุย ดินร่วนผสมทราย หรือดินเหนียว
           ปุ๋ย : นิยมใส่ปุ๋ยหมัก หรือ ปุ๋ยคอก ในอัตรา 2-3 กิโลกรัมต่อต้น และควรให้ปุ๋ยปีละ 3-4 ครั้ง
ดอกราชพฤกษ์ ดอกไม้ประจำชาติไทย
การขยายพันธุ์
           วิธีขยายพันธุ์ต้นราชพฤกษ์ที่นิยม คือ การเพาะเม็ด โดยใช้เม็ดสดๆมาขลิบด้วยกรรไกรตัดเล็บ แต่ว่าจะต้องเลือกขลิบบริเวณด้านป้าน ด้วยเหตุว่าด้านแหลมจะมีต้นอ่อนอยู่ หลังจากนั้นนำไปแช่น้ำสะอาดทิ้งไว้ผ่านวัน จึงค่อยเทน้ำออกให้เหลือจำนวนพอเพียงหล่อเลี้ยงเมล็ดได้ แล้วหลังจากนั้นทิ้งไว้อีกคืนก็จะเจอรากแตกออก รวมทั้งสามารถนำลงปลูกได้เลย
ความศรัทธาเกี่ยวกับต้นราชพฤกษ์
           เชื่อว่าฯลฯพืชที่มีความมงคล ที่ควรปลูกไว้ในทิศตะวันตกเฉียงใต้ และถ้าปลูกไว้ในบ้านจะช่วยทำให้มีเกียรติยศ เกียรติยศ และก็เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางไสยศาสตร์ โดยใช้ใบทำน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์ เนื่องจากเป็นพืชที่มีความมงคลนาม
ลักษณะทั่วไปของคูน
สำหรับต้นคูนนั้นจัดว่าเป็นต้นไม้ขนาดกึ่งกลาง โดยลำต้นมีสีน้ำตาลอมเทา มักขึ้นตามป่าผลัดใบ หรือในดินที่สามารถระบายน้ำก้าวหน้า ส่วนใบจะมีสีเขียววาว วัวนมน เนื้อใบสะอาดรวมทั้งบาง ดอกจะออกเป็นช่อ มีกลีบรูปทรงไข่กลับอยู่ 5 กลีบ และก็มองเห็นเส้นกลีบแจ้งชัด ฝักอ่อนมีสีเขียวและจะเป็นสีดำเมื่อแก่จัด รวมทั้งในฝักจะมีผนังเยื่อบางๆกันเป็นช่องๆอยู่ตามแนวขวางของฝัก และข้างในช่องพวกนี้จะมีเมล็ดสีน้ำตาลแบนๆอยู่
ต้นคูน หรือ ต้นราชพฤกษ์
ผลดีและสรรพคุณของคูน
ใบ – ช่วยฆ่าพยาธิผิวหนัง ฆ่าเชื้อโรคต่างๆช่วยระบายท้อง สามารถใช้พอกแก้ลักษณะของการปวดข้อ หรือแก้ลมตามข้อ รวมทั้งช่วยแก้โรคอัมพาตของกล้ามบนใบหน้า หรือนำไปต้มรับประทานแก้เส้นพิการ แล้วก็โรคเกี่ยวกับสมอง ให้รสเมา
ดอกราชพฤกษ์ – ช่วยระบายท้อง แก้ไข้ แก้พรรดึก (ท้องผูก) และก็โรคกระเพาะอาหาร รวมทั้งแผลเรื้อรัง ให้รสขมเปรี้ยว
ราก – ช่วยสำหรับการทำลายเชื้อคุดทะราด ระบายพิษไข้ แก้ขี้กลากหรือเกลื้อน แก้อาการเซื่องซึมหนักบริเวณหัว รวมถึงช่วยถ่ายสิ่งสกปรกเปรอะเปื้อนออกมาจากร่างกาย แก้อาการหายใจขัด ทำให้ชุ่มชื่นทรวงอก แก้อาการไข้ ไปจนถึงรักษาโรคหัวใจ ถุงน้ำดี มีฤทธิ์ถ่ายแรงกว่าเนื้อในฝัก สามารถใช้ได้กับเด็กหรือสตรีมีท้อง ไม่มีผลใกล้กันอะไรก็ตามให้รสเมา
แก่น – ช่วยสำหรับเพื่อการขับพยาธิไส้เดือน ให้รสเมา
กระพี้ – ช่วยแก้โรครำมะนาด ให้รสเมา
เนื้อในฝัก – ใช้พอกเพื่อช่วยแก้ลักษณะของการปวดข้อ แก้ตานขโมย ปรับแต่งไข้จับสั่น แก้บิด ถ่ายพยาธิ หรือคนที่มีลักษณะอาการท้องผูกเรื้อรัง และก็ถ่ายเสมะและก็แก้พรรดึก (ท้องผูก) ไปจนถึงระบายพิษไข้ สามารถใช้ได้ในเด็กและสตรีตั้งครรภ์ ไปจนกระทั่งเป็นยาระบายที่ไม่ทำให้ปวดมวนหรือไข้ท้อง ให้รสหวานเอียน
เปลือกฝัก – ทำให้แท้งลูก ทำให้อาเจียน และขับรกที่ค้างอยู่ออกมา ให้รสขื่นเมา
เมล็ด – ทำให้อาเจียน ให้รสขื่นเมา
เปลือกต้น – ช่วยแก้อาการท้องเดิน ใช้ฝนผสมกับหญ้าฝรั่น น้ำดอกไม้เทศ แล้วก็น้ำตาล กินเพื่อให้กำเนิดลมเบ่ง ให้รสฝาดเมา
เปลือกราก – ช่วยแก้ไข้ไข้มาลาเรีย และระบายพิษไข้ ให้รสฝาด
ดอกคูน หรือ ดอกราชพฤกษ์
ต้นคูนมักนิยมปลูกเป็นไม้ประดับในพื้นที่เขตร้อนรวมทั้งครึ่งหนึ่งเขตร้อน สามารถเจริญวัยก้าวหน้าในที่โล่ง และปลูกได้ง่ายในดินซึ่งร่วนซุย ดินร่วนคละเคล้าทราย หรือดินร่วนเหนียว รวมถึงยังทนต่อลักษณะอากาศแห้งและดินเค็มก้าวหน้า แม้กระนั้นหากอากาศหนาวจัดอาจส่งผลให้ติดโรคราหรือโรคใบจุดได้http://www.disthai.com/

5

ราชพฤกษ์
ราชพฤกษ์ ชื่อสามัญ Golden shower, Indian laburnum, Pudding-pine tree, Purging Cassia
ราชพฤกษ์ ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassia fistula L. จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยราชพฤกษ์ (CAESALPINIOIDEAE หรือ CAESALPINIACEAE)
สมุนไพรราชพฤกษ์ มีชื่อแคว้นอื่นๆว่า กุเพยะ (กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี), ปูโย ปีอยู เปอโซ แมะหล่าอยู่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), ลักเกลือ ลักเคย (กะเหรี่ยง), ราชพฤกษ์ ชัยพฤกษ์ (ภาคกลาง), คูน (ภาคเหนือ), ราชพฤกษ์ (ภาคใต้), คูน (ทั่วๆไปเรียกแล้วก็ชอบเขียนไม่ถูกหรือสะกดผิดเป็น “ต้นคูณ” หรือ “คูณ“) ฯลฯ
คำว่า “ราชพฤกษ์” หมายความว่า “ต้นไม้ของพระมหากษัตริย์” ซึ่งเป็นเครื่องหมายของงานมหกรรมแสดงนิทรรศการพืชสวนโลกซึ่งจัดขึ้นเพื่อฉลองในวโรกาสอันเป็นมหามงคลที่ในหลวงของพวกเราทรงครอบครองสิริราชสมบัติครบรอบ 60 ปี
ต้นราชพฤกษ์ ต้นไม้ประจำชาติไทย
เมื่อปี พ.ศ.2544 คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติได้มีข้อแนะนำแล้วก็สรุปให้มีการกำหนดเครื่องหมายประจำชาติ 3 สิ่ง ซึ่งประกอบไปด้วย ดอกไม้ สัตว์ รวมทั้งสถาปัตยกรรม ซึ่งจากการพิจารณาได้ผลสรุปว่า ให้สัตว์ประจำชาติเป็น “ช้างไทย” ส่วนในด้านสถาปัตยกรรมประจำชาติคือ “ศาลาไทย” และก็ในส่วนของดอกไม้ประจำชาติก็คือ “ดอกราชพฤกษ์” โดยมีเหตุผลในการเลือกเฟ้นดังนี้
ต้นคูน หรือ ต้นราชพฤกษ์ จัดเป็นต้นไม้ประจำชาติไทย (ตามประกาศของกรมป่าไม้)ต้นไม้ราชพฤกษ์ ฯลฯไม้ที่คนประเทศไทยทั่วไปรู้จักกันอย่างแพร่หลาย ในนามของ “ต้นคูน” สามารถพบเห็นได้ทั่วๆไปของทุกภาคในประเทศ
ต้นราชพฤกษ์มีส่วนเกี่ยวข้องกับประเพณีชาวไทยมาอย่างนาน เพราะว่าเป็นพืชที่มีความมงคลนามรวมทั้งใช้ในการประกอบพิธีหลักๆต่างๆหลายพิธีการ ดังเช่นว่า พิธีลงเสาหลักเมือง ทำคทาจอมพล ใช้ทำยอดธงชัยเฉลิมพล เป็นต้น
ต้นราชพฤกษ์นั้นสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย อาทิเช่น การใช้เป็นยาสมุนไพรหรือนำมาใช้ทำเป็นเสาบ้านเสาเรือนได้ อื่นๆอีกมากมาย
ต้นราชพฤกษ์ฯลฯไม้ที่แก่ยืนนานและแข็งแรงทนทาน
ต้นราชพฤกษ์มีทรงแล้วก็พุ่มไม้ที่สวยงาม มีดอกเหลืองอร่ามเต็มต้น แลดูสวยยิ่งนัก
ดอกราชพฤกษ์มีสีเหลือง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชาติไทย เป็นสัญลักษณ์แห่งพระพุทธศาสนา และก็ยังเป็นเครื่องหมายของวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันพระราชการบังเกิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
นอกจากนี้ตามตำราไม้มงคล 9 ชนิดยังเจาะจงไว้ว่า ต้นราชพฤกษ์เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความเป็นใหญ่ ความมีอิทธิพลวาสนา มีโชคมีชัย
สมุนไพรราชพฤกษ์ กับการนำมาใช้รักษาโรคและก็อาการต่างๆโดยส่วนที่ประยุกต์ใช้เป็นสรรพคุณทางยานั้น อาทิเช่น ส่วนของใบ ดอก เปลือก ฝัก แก่น กระพี้ ราก แล้วก็เม็ด ซึ่งสมุนไพรราชพฤกษ์ เป็นสมุนไพรที่สามารถใช้ได้ทั้งยังกับเด็ก สตรี รวมไปถึงคนวัยแก่ โดยปลอดภัยอะไรก็แล้วแต่
รูปแบบของต้นราชพฤกษ์
ต้นราชพฤกษ์ (ต้นคูน) เป็นพืชท้องถิ่นในแถบทวีปเอเชียใต้ ไล่ตั้งแต่ทางตอนใต้ของปากีสถานไปจนกระทั่งประเทศอินเดีย เมียนมาร์ แล้วก็ประเทศศรีลังกา โดยจัดเป็นพรรณไม้ขนาดกลาง มีลำต้นสีน้ำตาลปนเทาเกลี้ยง มักขึ้นทั่วไปตามป่าผลัดใบหรือในดินที่มีการถ่ายเทน้ำดี เพาะพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเม็ดแล้วย้ายกล้ามาปลูกลงในถุงเพาะชำ เมื่อโตพอแล้วก็ย้ายมาปลูกเอาไว้ภายในพื้นที่ แม้กระนั้นในตอนนี้บางทีก็อาจจะใช้กรรมวิธีทาบกิ่งแล้วก็ทิ่มยอดก็ได้ แต่โอกาสสำเร็จจะน้อยกว่ากรรมวิธีการเพาะเมล็ด
ใบราชพฤกษ์ (ใบคูน) ลักษณะของใบออกเป็นช่อ ใบสีเขียววาว ช่อหนึ่งยาวโดยประมาณ 2.5 ซม. แล้วก็มีใบย่อยเป็นไข่หรือรูปป้อมๆโดยประมาณ 3-6 คู่ ใบย่อยมีความกว้างโดยประมาณ 5-7 เซนติเมตร รวมทั้งยาวโดยประมาณ 9-15 ซม. โคนใบมนรวมทั้งสอบไปทางปลายใบ เนื้อใบบางหมดจด มีเส้นแขนงใบถี่รวมทั้งโค้งไปตามรูปใบ
ใบราชพฤกษ์
ดอกราชพฤกษ์ (ดอกคูน) มีดอกเป็นช่อ ยาวประมาณ 20-45 เซนติเมตร มีกลีบรองดอกรูปขอบขนาน มีความยาวประมาณ 1 ซม. กลีบมี 5 กลีบ หลุดร่วงได้ง่าย และกลีบดอกไม้ยาวกว่ากลีบรองดอกประมาณ 2-3 เท่า และก็มีกลีบรูปไข่ปริมาณ 5 กลีบ บริเวณพื้นกลีบจะมองเห็นเส้นกลีบกระจ่างแจ้ง ที่ดอกมีเกสรตัวผู้ขนาดต่างกันจำนวน 10 ก้าน มีก้านอับเรณูโค้งงอขึ้น ดอกมักจะบานในตอนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม แม้กระนั้นก็มีบางครั้งที่มีดอกนอกฤดูเหมือนกัน ดังเช่น ในช่วงธันวาคมถึงมกราคม
ดอกราชพฤกษ์ดอกคูน
ผลราชพฤกษ์ หรือ ฝักราชพฤกษ์ (ฝักคูณ) ผลมีลักษณะเป็นฝักรูปทรงกระบอกสะอาดๆฝักยาวโดยประมาณ 20-60 เซนติเมตร และก็วัดเส้นผ่านศูนย์กลางได้ราว 2-2.5 ซม. ฝักอ่อนจะมีสีเขียว ส่วนฝักแก่จัดจะมีสีดำ ในฝักจะมีผนังเยื่อบางๆชิดกันอยู่เป็นช่องๆตามขวางของฝัก รวมทั้งในช่องจะมีเม็ดสีน้ำตาลแบนๆอยู่ มีขนาดโดยประมาณ 0.8-0.9 เซนติเมตร
ฝักคูนฝักราชพฤกษ์
สรรพคุณของราชพฤกษ์
ช่วยทำนุบำรุงเลือดในร่างกาย (เปลือก)
สารสกัดจากลำต้นและใบของราชพฤกษ์มีฤทธิ์ช่วยต้านอนุมูลอิสระ (ลำต้น, ใบ)
สารสกัดจากเม็ดมีฤทธิ์ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล (เมล็ด)
ช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับหัวใจหรือถุงน้ำดี (ราก)
ราชพฤกษ์มีสรรพคุณช่วยแก้ไข้ (ราก)
ฝักราชพฤกษ์มีคุณประโยชน์ทางยาช่วยแก้ไข้มาลาเรีย (ฝัก)
ช่วยแก้ไข้รูมาติกด้วยการกางใบอ่อนเอามาต้มกับน้ำดื่ม (ใบ)
ฝักอ่อนมีรสหวานอมเปรี้ยวน้อย มีกลิ่นเหม็นเบื่อ เย็นจัด คุณประโยชน์สามารถใช้ขับเสมหะได้ (ฝักอ่อน)
ช่วยแก้อาการอยากดื่มน้ำ (ฝัก)
เปลือกเมล็ดแล้วก็เปลือกฝักมีสรรพคุณช่วยทำลายพิษ ทำให้คลื่นไส้ หรือจะใช้เมล็ดโดยประมาณ 5-6 เมล็ด เอามาบดเป็นผุยผงแล้วรับประทานก็ได้ (เม็ด, ฝัก)
ต้นราชพฤกษ์ คุณประโยชน์ของกระพี้ใช้แก้อาการปวดฟัน (กระพี้)
ในอินเดียมีการใช้ฝัก เปลือก ราก ดอก และใบมาทำเป็นยา ใช้เป็นยาแก้ไข้และก็หัวใจ แก้อาการหายใจขัด ช่วยถ่ายของเสียออกจากร่างกาย แก้อาการเศร้าใจ หนักหัว หนักตัว ทำให้ชุ่มชื่นหน้าอก (เปลือก, ราก, ดอก, ใบ, ฝัก)
สรรพคุณราชพฤกษ์ช่วยแก้โรครำมะนาด (กระพี้, แก่น)
ช่วยรักษาเด็กเป็นตานขโมยด้วยการใช้ฝักแห้งโดยประมาณ 30 กรัมเอามาต้มกับน้ำกิน (ฝัก)
ช่วยบรรเทาอาการแน่นหน้าอก (เนื้อในฝัก)
ฝักแก่ใช้เป็นยาระบาย ช่วยสำหรับการถ่าย ทำให้ถ่ายได้สบาย ไม่มวนท้อง แก้อาการท้องผูก เหมาะสำหรับคนที่มีลักษณะท้องผูกบ่อยๆและสตรีมีท้อง เนื่องจากมีสารแอนทราควิโนน (Anthraquinone glycoside) เป็นตัวช่วยระบาย สำหรับวิธีการใช้ ให้ใช้ฝักแก่ขนาดก้อนเท่าหัวแม่มือ (หนักราวๆ 4 กรัม) และน้ำอีก 1 ถ้วยแก้วใส่หม้อต้ม แล้วผสมเกลือนิดหน่อย ใช้ดื่มก่อนอาหารเช้าหรือช่วงก่อนนอนเพียงแค่ครั้งเดียว (ฝักแก่, ดอก, เนื้อในฝัก, ราก, เม็ด)
เม็ดมีรสฝาดเมา คุณประโยชน์ช่วยแก้ท้องร่วง (เมล็ด)
ช่วยหล่อลื่นลำไส้ รักษาโรคเกี่ยวกับกระเพาะและแผลเรื้อรัง (ดอก)
ช่วยรักษาโรคบิด (เม็ด)
สรรพคุณของราชพฤกษ์ ฝักช่วยแก้อาการจุกเสียด (ฝัก)
ช่วยให้กำเนิดลมเบ่ง ด้วยการใช้เมล็ดฝนกับหญ้าฝรั่น น้ำดอกไม้เทศ แล้วก็น้ำตาล แล้วนำมารับประทาน (เม็ด)
ฝักและใบมีคุณประโยชน์ช่วยขับพยาธิ ด้วยการใช้ฝักแห้งประมาณ 30 กรัมเอามาต้มกับน้ำกิน (ใบ, ฝัก, เนื้อในฝัก)
ต้นคูณมีสรรพคุณช่วยขับพยาธิไส้เดือนในท้อง (แก่น)
เปลือกฝักมีรสเฝื่อนเมา ช่วยขับรกที่ค้าง ทำให้แท้งลูก (เปลือกฝัก)
สารสกัดจากใบคูนมีฤทธิ์ช่วยต้านการเกิดพิษที่ตับ (ใบ)
สรรพคุณของคูน รากใช้แก้โรคโรคกุฏฐัง (ราก)
ใบสามารถประยุกต์ใช้สำหรับเพื่อการฆ่าเชื้อโรค เชื้อโรคบนผิวหนังที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อราได้ (ใบ)
ช่วยฆ่าพยาธิผิวหนัง (ใบ)
รากนำมาฝนใช้ทารักษากลากโรคเกลื้อน รวมทั้งใบอ่อนก็ใช้แก้ขี้กลากได้เช่นกัน (ราก, ใบ)
เปลือกรวมทั้งใบเอามาบดผสมกันใช้ทาแก้เม็ดผดผื่นตามร่างกายได้ (เปลือก, ใบ)
เปลือกมีคุณประโยชน์ช่วยแก้ฝี แก้บวม หรือจะใช้เปลือกรวมทั้งใบเอามาบดผสมกันใช้ทารักษาฝี (เปลือก, ใบ)
คูน คุณประโยชน์ของดอกช่วยแก้รอยแผลเรื้อรัง รักษาแผลเรื้อรัง (ดอก)
เปลือกราชพฤกษ์ สรรพคุณช่วยสมานรอยแผล (เปลือก)
ฝักคูณมีคุณประโยชน์ช่วยแก้อาการปวดข้อ (เนื้อในฝัก)
แขกใช้ใบนำมาโขลก นำมาพอกแล้วนวด ช่วยแก้โรคปวดข้อรวมทั้งอัมพาต (ใบ)
ช่วยกำจัดหนอนรวมทั้งแมลง โดยฝักแก่มีสารออกฤทธิ์ที่ส่งผลต่อระบบประสาทของแมลง เมื่อนำฝักมาบดผสมกับน้ำทิ้งไว้ประมาณ 2-3 วัน แล้วใช้สารละลายที่กรองได้มาฉีดพ่นจะช่วยจัดการกับคราบแมลงและก็หนอนในแปลงผักได้ (ฝักแก่)
สารสกัดจากรากราชพฤกษ์มีฤทธิ์ยับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี Acetylcholinesterase
ยิ่งกว่านั้นยังมีการนำสมุนไพรราชพฤกษ์มาแปรรูปทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆจำนวนมาก ดังเช่น
น้ำมันนวดราชพฤกษ์ ที่ต้มมาจากน้ำมันจากใบคูน เป็นน้ำมันนวดสูตรร้อนหรือสูตรเย็น ที่ใช้นวดแก้อัมพฤกษ์อัมพาต และก็จัดการกับปัญหาเรื่องเส้น
ลูกประคบราชตารู เป็นลูกประคบสูตรโบราณ ที่ใช้ใบคูนเป็นตัวยาตั้งต้น ประกอบไปด้วย ขมิ้นอ้อย เทียนดำ กระวาน และอบเชยเทศ โดยลูกประคบสูตรนี้จะใช้ปรุงตามอาการ โดยจะดูตามโรคและความอยากได้เป็นหลัก ซึ่งแต่ละคนจะได้แตกต่าง
ผงพอกคูนคาดข้อ ทำจากใบคูนที่นำมาบดเป็นผุยผง ช่วยแก้อาการปวดเส้น อัมพฤกษ์อัมพาต โดยเอามาพอกบริเวณที่เป็นจะช่วยทำให้เกิดการไหลเวียนของโลหิต บรรเทาอาการปวดข้อ รักษาโรคเกาต์ แล้วก็ยังช่วยลดอาการอักเสบได้อีกด้วย ซึ่งสูตรนี้สามารถใช้กับคนเจ็บที่เป็นอัมพาตใบหน้าครึ่งซีก ตาไม่หลับ มุมปากตกได้ด้วย
ชาสุวรรณาคา ทำมาจากใบคูน คุณประโยชน์ช่วยในด้านสมอง ไขปัญหาเส้นโลหิตตีบในสมอง ช่วยทำให้ระบบไหลเวียนภายในร่างกายดีขึ้น ช่วยแก้อัมพฤกษ์อัมพาต โดยเป็นตัวยาที่มีไว้ชงดื่มพร้อมกันไปกับการรักษาแบบอื่นๆ

ข้อพึงระวัง !
:แนวทางการทำเป็นยาต้ม ควรต้มให้พอประมาณจึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดี หากต้มนานเหลือเกินหรือเกินกว่า 8 ชั่วโมง ยาจะไม่มีฤทธิ์ระบาย แม้กระนั้นจะมีผลให้ท้องผูกแทน แล้วก็ควรจะเลือกใช้ฝักที่ไม่มากจนเกินไป และยาต้มที่ได้หากรับประทานมากจนเกินไปอาจส่งผลให้อาเจียนได้
คุณประโยชน์ที่ได้รับมาจากราชพฤกษ์
นิยมนำมาปลูกไว้ฯลฯไม้ประดับตามสถานที่ต่างๆดังเช่น สถานที่ราชการ บริเวณริมถนนข้างทาง แล้วก็สถานที่อื่นๆ
ต้นราชพฤกษ์กับความเชื่อถือ ต้นราชพฤกษ์เป็นไม้มงคลนามที่คนประเทศไทยโบราณมั่นใจว่า บ้านใดที่ปลูกต้นราชพฤกษ์ไว้เป็นไม้ประจำบ้านจะช่วยให้มีเกียรติแล้วก็เกียรติยศ ต้นเหตุเนื่องจากคนให้การยอมรับว่าต้นราชพฤกษ์เป็นไม้ที่มีคุณค่าสูงและยังเป็นสัญลักษณ์ของเมืองไทยอีกด้วย รวมทั้งยังเชื่อว่าจะมีผลให้ผู้อาศัยนั้นรุ่งเรือง โดยจะนิยมนำมาปลูกต้นราชพฤกษ์ในวันเสาร์แล้วก็ปลูกไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของบ้าน (อาจเป็นเพราะเนื่องจากทิศดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วได้รับแดดจัดในช่วงช่วงเวลาบ่าย เลยปลูกไว้เพื่อช่วยลดความร้อนข้างในบ้านและช่วยประหยัดพลังงาน)
ต้นราชพฤกษ์เป็นพืชที่มีความเป็นสิริมงคลแล้วก็ศักดิ์สิทธิ์ ใช้ทำเป็นน้ำพุทธมนต์ในพิธีบูชาต่างๆทางศาสนา อย่างเช่น พิธีวางศิลาฤกษ์ ใช้ทำเสาหลักเมือง เสาเอกในการก่อสร้างพระตำหนัก ยอดธงชัยเฉลิมพลของกองทหาร คทาจอมพล ส่วนใบของต้นราชพฤกษ์จะใช้ทำเป็นน้ำพุทธมนต์ไว้สะเดาะเคราะห์ได้ผลลัพธ์ที่ดีนัก ฯลฯ
เนื้อไม้ใช้ทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ ด้ามเครื่องมือต่างๆหรือทำเป็นไม้ไว้ใช้สอยอื่นๆได้แก่ ใช้ทำเสา เสาสะพาน ทำสากตำข้าว ล้อเกวียน คันไถ ฯลฯ
เนื้อของฝักแก่สามารถนำมาใช้แทนกากน้ำตาลสำหรับในการทำเป็นหัวเชื้อจุลินทรีย์รวมทั้งจุลอินทรีย์ขยายได้
ฝักแก่สามารถประยุกต์ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการหุงด้วยเตาเศรษฐกิจที่มีขนาดพอเหมาะพอควร โดยไม่ต้องผ่า ตัด หรือเลื่อย
แหล่งอ้างอิง :
เว็บสำนักงานโครงการสงวนพันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, เว็บไซต์กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า แล้วก็พืชพันธุ์, เว็บไซต์ไทยโพส, ที่ทำการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน), งานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2554, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) http://www.disthai.com/

Tags : สมุนไพรราชพฤษ์

6

กระเทียม
ลักษณะทางด้านกายภาพรวมทั้งเคมีที่ดี:
           ปริมาณน้ำไม่เกิน 68% w/w  ปริมาณขี้เถ้ารวมไม่เกิน 2.5% w/w  จำนวนขี้เถ้าที่ไม่ละลายในกรดไม่เกิน 1% รวมทั้งปริมาณสารสกัดเฮกเซน แอลกอฮอล์ รวมทั้งน้ำ ราว 0.52, 0.50 รวมทั้ง 15% w/w  เป็นลำดับ เภสัชตำรับอังกฤษกำหนดปริมาณสาร alliin ไม่น้อยกว่า 0.45 % w/w
คุณประโยชน์:
           หนังสือเรียนยาไทยใช้หัว[url=http://www.disthai.com/16488280/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1]กระเทียม[/url]เป็นยาขับลม แก้ลมจุกเสียด แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ธาตุพิการ  ของกินไม่ย่อย ขับเสลด ขับเหงื่อ ลดไขมัน รักษาปอด แก้ปอดพิการ  แก้อุจจาระเป็นมูกเลือด  บำรุงธาตุ  กระจายโลหิต  ขับฉี่ แก้บวมพุพอง  ขับพยาธิ  แก้ตาปลา  แก้ตาแดง น้ำตาไหล  ตาฝ้า รักษาโรคลักปิดลักเปิด  รักษามะเร็งคุด   รักษาริดสีดวง แก้ไอ  คุมกำเนิด แก้สะอึก  บำบัดรักษาโรคในอก แก้พรรดึก รักษาฟันเป็นโรครำมะนาด  แก้หูอื้อ แก้อัมพาต  ลมเข้าข้อ  แก้อาการชักกระตุกของเด็ก พอกหัวเหน่าแก้ขัดเบา รักษาวัณโรค  แก้โรคประสาท แก้โรคหืด แก้ปวดมวนในท้อง บำรุงสุขภาพทางกามคุณ  ขับโลหิตระดู  บำรุงเส้นประสาท   แก้ไข้   แก้ฟกช้ำ แก้ปวดกระบอกตา แก้โรคในปาก แก้หวัดคัดจมูก   แก้ไข้เพื่อเสมหะ ทำให้ผมเงาสวย  บำรุงเส้นผมให้ดกดำ ใช้ข้างนอก รักษาแผลเรื้อรัง รักษากลากเกลื้อน แก้โรคผิวหนัง  ทาด้านนอกทุเลาอาการปวดบวมตามข้อเพราะว่าเป็นยาพอกให้ร้อน ใช้พอกตรงที่ถูกแมลง ตะขาบ แมงป่องต่อยเป็นส่วนประกอบในตำรับยาเหลืองปิดสมุทร (แก้ท้องเดิน), ยาประสะไพล (ขับน้ำคร่ำ ในสตรีหลังคลอด), ยาธาตุบรรจบ (แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ  ท้องเดิน ใช้กระเทียม 3 กลีบ ตีชงน้ำร้อน ใช้เป็นน้ำกระสายยา สำหรับยาผง)
         บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้เริ่มแรก ตามประกาศคณะกรรมการปรับปรุงระบบยาแห่งชาติ ในบัญชียาหลักแห่งชาติ กำหนดการใช้กระเทียมในตำรับ “ยาแก้ลมอัมพฤกษ์” มีส่วนประกอบของหัวกระเทียมร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณทุเลาอาการปวดตามเอ็น กล้ามเนื้อ มือ เท้า ตึงหรือชา ตำรับ "ยาประสะไพล" มีส่วนประกอบของหัวกระเทียมร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์รักษารอบเดือนมาไม่บ่อยนักหรือมาน้อชูว่าปกติ ทุเลาลักษณะของการปวดประจำเดือน  รวมทั้งขับน้ำคาวปลาในหญิงหลังคลอดบุตร
รูปแบบและขนาดวิธีใช้ยา:
กระเทียมสด 2-5 กรัมต่อวัน กระเทียมแห้ง 0.4-1.2 กรัมต่อวัน น้ำมันกระเทียม 2-5 มิลลิกรัมต่อวัน สารสกัด 300-1,000 มก.ต่อวัน หรือแบบยาอื่นๆที่มีสาร alliin 4-12 มิลลิกรัมหรือสาร allicin 2-5 มิลลิกรัม
ขนาดแล้วก็วิธีการใช้สำหรับอาการท้องอืดท้องอืดแน่นจุกเสียด:
ใช้กระเทียม  5-10  กลีบ ซอยละเอียด  กินหลังรับประทานอาหาร หรือพร้อมอาหาร
ขนาดรวมทั้งการใช้สำหรับรักษาขี้กลากเกลื้อน:
                   ฝานกระเทียมถูบ่อยๆรอบๆที่เป็น  หรือตำแล้วขยี้ทาบริเวณที่เป็น  วันละ 2 ครั้ง ก่อนที่จะทายาใช้ไม้บางๆเล็กๆที่ได้ฆ่าเชื้อโรคแล้ว (โดยการแช่ในแอลกอฮอล์ 70%  หรือต้มในน้ำเดือด 10-15 นาที) ขูดรอบๆที่เป็น ให้ผิวหนังแดงๆก่อนทา เพื่อให้ตัวยาซึมลงไปได้ดีขึ้น เมื่อหายแล้วให้ทายาต่ออีก 7-10 วัน
ขนาดรวมทั้งการใช้สำหรับแก้ไอ:
                   ตำราเรียนยาไทยให้ใช้กระเทียม แล้วก็ขิงสดอย่างละเท่ากันตำละเอียด ละลายน้ำอ้อยสด คั้นเอาน้ำจิบแก้ไอ กัดเสมหะ ทำให้เสมหะแห้ง ตำรายาไทยบางตำรับให้คั้นกระเทียมกับน้ำมะนาวเพิ่มเกลือใช้จิดหรือกวาดคอ
องค์ประกอบทางเคมี:
           น้ำมันหอมระเหย ราว 0.1-0.4% มีส่วนประกอบหลักเป็น allicin  ajoene  alliin  allyldisulfide diallyldisulfide ซึ่งเป็นสารประกอบกลุ่มกรุ๊ป organosulfur  สารในกลุ่มนี้ที่พบในกระเทียมเช่น  สารกลุ่ม S-(+)-alkyl-L-cysteine sulfoxides , alliin 1% , methiin 0.2% , isoalliin 0.06% รวมทั้ง cycloalliin 0.1% แล้วก็สารที่ไม่ระเหยคือ สารกลุ่ม gamma-L-glutamyl-S-alkyl-L-cysteines , gamma-glutamyl-S-trans-1-propenylcysteine 0.6% และก็ gamma-glutamyl-S-allylcysteine รวมราวๆ 82% ของสารกรุ๊ป organosulpur ทั้งสิ้น ส่วนสารกลุ่ม thiosulfinates (allicin) สารกรุ๊ป ajoenes (E-ajoene และก็ Z-ajoene) สารกลุ่ม vinyldithiins (2-vinyl-(4H)-1,3-dithiin , 3-vinyl-(4H)-1,2-dithiin) รวมทั้งสารกลุ่ม sulfides (diallyl disulfide , diallyl trisulfide) ซึ่งเป็นสารที่มิได้พบในธรรมชาติแต่มีต้นเหตุที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของสาร allin ซึ่งถูกสลายตัวด้วยเอนไซม์ alliinase หลังจากนั้นจึงมีการรวมตัวกันใหม่ได้สาร allicin ซึ่งเป็นสารที่ไม่เสถียร สลายตัวได้สารกรุ๊ป sulfides อื่นๆด้วยเหตุนั้นกระเทียมที่ผ่านขั้นตอนการสกัด การกลั่นน้ำมัน หรือความร้อน สารประกอบส่วนมากที่เจอเป็นสารกลุ่ม diallyl sulfide , diallyl disulfide , diallyl trisulfide และ diallyl tetrasulfide ส่วนกระเทียมที่ผ่านแนวทางการหมักในน้ำมัน สารประกอบที่เจอส่วนใหญ่เป็น 2-vinyl-(4H)-1,3-dithiin , 3-vinyl-(4H)1,2-dithiin , E-ajoene และ Z-ajoene จำนวนของ alliin ที่เจอในกระเทียมสด ราว 0.25-1.15% สารกลุ่มอื่นๆที่เจอ เช่น สารเมือก รวมทั้ง albumin, scordinins, saponins 0.07% , beta-sitosterol 0.0015%, steroids, triterpenoids และ flavonoids
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา: 
ฤทธิ์คุ้มครองป้องกันตับจากพิษ
      การทดลองป้อนสาร diallyl disulfide (DADS) จากกระเทียมให้แก่หนูขาว ขนาดวันละ 50 และ 100 มก./กก. น้ำหนักตัว ในหนูแต่ละกรุ๊ป นานติดต่อกัน 5 วัน ก่อนรั้งนำให้ตับเกิดการเสียหายด้วยสาร carbon tetrachloride (CCl4) พบว่า DADS ทั้งสองขนาดสามารถปกป้องตับเป็นพิษได้ การพิจารณาลักษณะทางจุลกายวิภาคศาสตร์พบว่าสามารถยับยั้งความย่ำแย่ของเซลล์ตับ โดยลดลักษณะการทำงานของเอนไซม์ aspartate transaminase (AST) และ alanine transaminase (ALT) ในตับลงได้ ลดการแสดงออกของโปรตีนที่เกี่ยวโยงในขั้นตอนการอักเสบ และก็การตายของเซลล์ตับ เช่น Bax, cytochrome C, caspase-3, nuclear factor-kappa B, I kappa B alpha นอกนั้นยังส่งผลเพิ่มการแสดงออกของโปรตีน แล้วก็โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีที่เกี่ยวในกรรมวิธีต่อต้านอนุมูลอิสระ เช่น catalase, superoxide dismutase, glutathione peroxidase, glutathione reductase, glutathione S-transferase ผลจากการศึกษาทำให้เห็นว่า สาร DADS จากกระเทียมมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระแล้วก็ปกป้องรักษาตับจากพิษ โดยกลไกกระตุ้นการทำงานของ nuclear factor E2-related factor 2 (Nrf2) ซึ่งเป็น transcription factor หรือโปรตีนที่ควบคุมการแสดงออกของยีนที่ปฏิบัติภารกิจคุ้มครองปกป้องเซลล์ และก็เยื่อจากอนุมูลออกสิเจนที่ว่องไวต่อปฏิกิริยา การกระตุ้น Nrf2 ส่งผลเหนี่ยวนำการผลิตเอนไซม์ต่อต้านอนุมูลอิสระ และสร้างโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีในระบบการกำจัดสารพิษออกมาจากร่างกายในขั้นตอนที่ 2 (detoxifying Phase II  enzyme) รวมทั้งยับยั้ง nuclear factor-kappa B มีผลให้ลดการสร้างสารที่เกี่ยวกับการอักเสบลง แล้วก็ป้องกันตับจากพิษได้ (Lee, et al, 2014)
ฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ
      เรียนรู้ฤทธิ์ต้านทานการอักเสบของสารสกัดน้ำโดยไม่ผ่านความร้อน (raw garlic) และสารสกัดกระเทียมที่ผ่านการต้มแล้ว เอามาทดสอบในหลอดทดสอบ โดยใช้เนื้อเยื่อของกระต่าย พบว่า raw garlic สามารถยั้งเอนไซม์ cyclooxygenase (ที่ทำให้มีการเกิดการผลิตสารอักเสบ) แบบ non-competitive และ irreversible จากการศึกษาพบว่า raw garlic สามารถยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี cyclooxygenase ได้ โดยมีค่า IC50 ต่อเกล็ดเลือด,ปอด และหลอดเลือดแดงในกระต่ายเท่ากับ 0.35, 1.10 และก็ 0.90 mg ในขณะที่กระเทียมที่ต้มแล้วมีฤทธิ์ยั้ง cyclooxygenase ได้นิดหน่อยเมื่อเปรียบเทียบกับกระเทียมที่ไม่ผ่านความร้อน เพราะเหตุว่าส่วนประกอบสำคัญในกระเทียมนั้นถูกทำลายในระหว่างที่ให้ความร้อน จากผลการศึกษาวิจัยแสดงให้เห็นว่ากระเทียมคงจะมีสาระสำหรับเพื่อการคุ้มครองโรคเส้นเลือดตันได้ (Ali, 1995)
      จากการรวบรวมงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัย ที่เรียนฤทธิ์ต้านทานการอักเสบของกระเทียม โดยสรุปพบว่ากระเทียมมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบผ่านหลายกลไก ดังต่อไปนี้เป็น ต่อต้านการอักเสบผ่าน T-cell lymphocytes โดยไปยั้ง SDF1a-chemokine-induced chemotaxis มีผลให้การมารวมกรุ๊ปกันของสารที่ส่งผลให้เกิดการอักเสบลดลง, ยั้ง transendothelial migration of neutrophils มีผลให้ลดการเคลื่อนที่ของเม็ดเลือดขาวชนิด neutrophil ในกรรมวิธีการอักเสบลง, ยั้งการหลั่งสาร TNFα ซึ่งเป็นสารเริ่มในวิธีการอักเสบ, กดการสร้างอนุมูลไนโตรเจนที่ว่องไวต่อการเกิดปฏิกิริยาการอักเสบ และการทำงานผ่าน ERK1/2 อีกทั้ง 2 กลไก ยกตัวอย่างเช่น การหยุดยั้ง phosphatase-activity (directly related with ERK1/2 phosphorylation) รวมทั้งการเพิ่ม phosphorylation of ERK1/2 kinase (ผ่านทาง p21ras protein thioallylation) มีผลทำให้การอักเสบลดลง (Martins, et al, 2016)

ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย
      การทดลองความสามารถสำหรับการต่อต้านเชื้อ Escherichia coli ซึ่งป็นเชื้อก่อโรคทางเดินอาหาร ของสารสกัดหัวกระเทียมด้วย เอทานอล เมทานอล  อะซิโตน  และก็การสกัดสดโดยแนวทางบีบคั้นแบบเย็น โดยใช้วิธี microdilution broth susceptibility test พบว่าการสกัดสดมีค่า MIC รวมทั้งค่า MBC น้อยที่สุด (3.125กรัมต่อลิตร) รวมทั้งรองลงมาคือ สารสกัดจากตัวทำละลาย เอทานอล เมทานอล และอะซิโตน ให้ค่า MIC รวมทั้ง MBC เท่ากัน (6.25กรัมต่อลิตร) หมายความว่าสารสกัดสดมีทรัพย์สินสำหรับการยับยั้ง และฆ่าเชื้อแบคทีเรียดีที่สุด ด้วยเหตุว่าในกระเทียมสดมี allin เป็นสารประกอบกำมะถันที่สำคัญ เมื่อกระเทียมสดถูกบด หรือผ่านวิธีการแปรรูป allinase จะถูกปล่อยออกมาจากด้านใน vacuole ของเซลล์ และอาศัยน้ำเป็นกลไกในการทำปฏิกิริยาได้เป็น allicin ซึ่งเป็นสารที่มีความรู้และความเข้าใจสำหรับในการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งกระบวนการสกัดสดช่วยทำให้กระบวนการทำปฏิกิริยาระหว่างสาร allin รวมทั้ง allinase ดีขึ้น เพราะต้องใช้เวลาสำหรับการบีบเค้นน้ำกระเทียมซึ่งช่วงเวลาดังที่กล่าวผ่านมาแล้วช่วยให้แนวทางการทำปฏิกิริยาระหว่างสารมากยิ่งขึ้น อาจส่งผลให้ได้ allicin เพิ่มขึ้น (ภรภัทร แล้วก็รังสินี, 2554)
ฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ
         เมื่อนำสารสกัดกระเทียมที่ได้จากการบ่มสกัด (aged garlic extract (AGE) ด้วย 20 % เอทานอล ตรงเวลา 20 เดือน ที่อุณหภูมิห้อง เอามาทดลองการต่อต้านการเกิดปฏิกิริยาขบวนการออกซิเดชันของไลโปโปรตีนจำพวกความหนาแน่นต่ำ หรือต้านทานการเกิด oxidized LDL (ซึ่งเป็นต้นเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะเส้นเลือดแดงแข็งตัว) โดยนำ LDL ที่แยกได้จากคนมาทดสอบในสภาวะที่มีไหมมี AGE โดยใช้ CuSO4 และก็ 5-lipoxygenase รั้งนำให้เกิด oxidized LDL และก็ทดลองสารสกัดของ AGE ผลการทดลองพบว่า AGE มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระโดยลดการสร้าง superoxide ion (อนุมูลอิสระของออกซิเจน) และก็ลดการเกิด lipid peroxide (ขบวนการออกซิเดชันของไขมัน)  โดย AGE 10%v/v เมื่อใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย สามารถยับยั้งการเกิด superoxide ได้อย่างสมบูรณ์ ส่วนสารสกัด 10% v/v จาก diethyl ether ของ AGE ให้ผล 34%  ฤทธิ์ลดการเกิด lipid peroxidation ของ LDL พบว่าสารสกัด 10% v/v จาก diethyl ether ลดการเกิด lipid peroxidation ที่เกิดขึ้นมาจากการเหนี่ยวนำของ Cu2+ และ 5-lipoxygenase ได้ 81% และ 37% เป็นลำดับ สรุปได้ว่า AGE ส่งผลยับยั้งการเกิด oxidation ของ LDL โดยลดการผลิต superoxide และก็ยับยั้งการเกิด lipid peroxide  เพราะฉะนั้น AGE จึงอาจมีหน้าที่สำหรับในการปกป้องการเกิดสภาวะเส้นเลือดแดงแข็ง (atherosclerotic disease) ได้ (Dillon, et al, 2003)
      การเล่าเรียนฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดหัวกระเทียมด้วย เอทานอล เมทานอล  อะซิโตน  และก็การสกัดสดโดยวิธีบีบคั้นแบบเย็น ทดลองโดยกรรมวิธียับยั้งอนุมูลอิสระ DPPH, การต้านออกซิไดส์จากสาร hydrogen peroxide (hydrogen peroxide (H2O2) scavenging activity ผลของการทดสอบฤทธิ์ยับยั้งอนุมูลอิสระ DPPH พบว่าการสกัดกระเทียมด้วยตัวทำละลายอะซิโตน ให้ค่า IC50 ต่ำที่สุด พอๆกับ 3.58±0.02 mg/ml รองลงมา ยกตัวอย่างเช่น สารสกัดเมทานอล เอทานอล และก็การสกัดสด เป็นลำดับ โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 3.72±0.03, 4.47±0.20 และก็ 55.36±3.96 mg/ml ตามลำดับ  ผลการต่อต้านสารออกสิไดซ์ที่ร้ายแรง ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (H2O2) พบว่าสารสกัดด้วยตัวทำละลายเมทานอล มีทรัพย์สินการต้านออกซิไดส์ของสาร H http://www.disthai.com/

Tags : สมุนไพรกระเทียม

7

กระเทียม
คุณประโยชน์กระเทียม
ปรับความดันโลหิตให้อยู่ในระดับธรรมดา
ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด จึงเหมาะสมกับคนไข้โรคเบาหวาน
บำรุงเลือด ปกป้องอาการโลหิตจาง
เพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
คุ้มครองโรคหัวใจ
ลดอาการท้องผูก ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานก้าวหน้าขึ้น
ช่วยขับลม แก้อาการจุดเสียดแน่นท้อง
คุ้มครองหวัด ยั้งการเติบโตของเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา
มีสารต้านอนุมูลอิสระ บำรุงผิวพรรณ และก็ลดความเสี่ยงสำหรับในการเป็นโรคโรคมะเร็ง
chopped-garlicsiStock
[url=http://www.disthai.com/16488280/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1]กระเทียม[/url] กับ 10 ผลดีดีๆที่พวกเราอยากให้ท่านทานทุกเมื่อเชื่อวัน
วิธีทานกระเทียมให้ได้ประโยชน์
สารอัลลิสินในกระเทียมที่มีสาระต่อสถาพทางร่างกายของเรา ต้องผ่านการหั่น สับ ตี หรือบด ควรต้องหั่น สับ ทุบ หรือบดกระเทียมก่อนเอามาปรุงอาหาร 5-10 นาที ขึ้นรถอัลลิซินนี้จะไม่สลายหายไปเมื่อถูกความร้อน ด้วยเหตุนี้จะทานสด หรือจะประกอบอาหารในน้ำมันก็ช่างเถิด
จำนวนกระเทียมที่ควรทานต่อวัน
ในวัยผู้ใหญ่สามารถทานกระเทียมได้ราว4 กรัมต่อวัน แม้กระนั้นไม่ควรทานมากเกินกว่านี้ติดต่อกันเกิน 10 วัน ด้วยเหตุว่าจะเพิ่มความเสี่ยงภาวการณ์เลือดแข็งตัวช้า  หรือเลือดไหลไม่หยุดเมื่อเกิดรอยแผล
แนวทางเลือกซื้อกระเทียมมาปรุงอาหาร
ควรที่จะทำการเลือกกระเทียมที่ศีรษะแน่นๆไม่ฝ่อ เปลือกบาง เนื้อสีเหลืองอ่อน สด ไม่เน่า ไม่มีราขึ้น รวมทั้งถ้าหากอยากได้รสชาติของกระเทียมแบบแรงๆควรที่จะทำการเลือกกระเทียมหัวเล็กๆ
ว่าแล้วอาหารมื้อต่อไปก็บอกให้แม่ครัวพ่อครัวใส่กระเทียมลงไปในอาหารให้ด้วยนะคะ แต่ว่าระวังสักหน่อย หากทานกระเทียมมากมายๆโดยยิ่งไปกว่านั้นกระเทียมสด อาจมีลักษณะการเจ็บคอวันหลัง รวมทั้งอย่าลืมระมัดระวังกลิ่นปากกันด้วยจ้ะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือนนะ
ลักษณะทั่วไปของกระเทียม
กระเทียมเป็นไม้ล้มลุกประเภทรับประทานหัว ลำต้นสูง 1-2 ฟุต มีหัวลักษณะกลมแป้นขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 นิ้ว ด้านนอกของหัวกระเทียมมีเปลือกบางๆห่อหุ้มอยู่หลายชั้น ข้างในหัวประกอบแกนแข็งตรงกลาง ภายนอกเป็นกลีบเล็กๆปริมาณ 10-20 กลีบ เนื้อกระเทียมในกลีบมีสีเหลืองอ่อนรวมทั้งใส  มีน้ำเป็นส่วนประกอบสูง มีกลิ่นแรงจัด
ลำต้นและก็หัวกระเทียมสด
แหล่งเพาะปลูก
กระเทียมสามารถปลูกได้ทั่วๆไปในทุกภาคของเมืองไทย แม้กระนั้นนิยมนำมาปลูกกันมากมายทางภาคเหนือแล้วก็ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะเหตุว่ามีภาวะดินและก็สถานการณ์อากาศที่เหมาะสมมากกว่าภาคอื่นๆทำให้กระเทียมเจริญวัยเจริญ ได้ผลผลิตสูงแล้วก็มีรสชาติที่ดีมากกว่า

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
กระเทียมเป็นไม้ล้มลุกรวมทั้งใหญ่ยาว สูง 30-60 ซม. มีกลิ่นแรง มีหัวใต้ดิน2 ลักษณะกลมแป้น เส้นผ่านศูนย์กลาง 2-4 เซนติเมตร มีแผ่นเยื่อสีขาวหรือสีม่วงอมชมพูหุ้มอยู่ 3-4 ชั้น ซึ่งลอกออกได้ แต่ละหัวมี 6-10 กลีบ กลีบมีต้นเหตุจากตาซอกใบของใบอ่อน ลำต้นลดรูปลงไปมาก ใบผู้เดียว (Simple leaf) ขึ้นมาจากดิน เรียงซ้อนสลับ แบนเป็นแถบแคบ กว้าง 0.5-2.5 เซนติเมตร ยาว 30-60 ซม. ปลายแหลมแบบ Acute ขอบเรียบรวมทั้งพับทบเป็นสันตลอดความยาวของใบ โคนแผ่เป็นแผ่นและก็เชื่อมชิดกันเป็นวงห่อรอบใบที่อ่อนกว่าแล้วก็ก้านช่อดอกทำให้มีการเกิดเป็นลำต้นเทียม ปลายใบสีเขียวและสีจะเบาๆจางลงจนตราบเท่าถึงโคนใบ ส่วนที่หุ้มหัวอยู่มีสีขาวหรือขาวอมเขียว ช่อดอกแบบช่อซี่ร่ม (Umbel) มีตะเกียงรูปไข่เล็กๆมากไม่น้อยเลยทีเดียวอยู่ปะปนกับดอกขนาดเล็กซึ่งมีจำนวนน้อย มีใบแต่งแต้มใหญ่ 1 ใบ ยาว 7.5-10 เซนติเมตร ลักษณะบาง ใส แห้ง เป็นจะงอยแหลมหุ้มช่อดอกระหว่างที่ยังตูมอยู่ แต่เมื่อช่อดอกบานใบเสริมแต่งจะเปิดอ้าออกรวมทั้งห้อยลงรองรับช่อดอกไว้ ก้านช่อดอกเป็นก้านกระโดด เรียบ รูปทรงกระบอกตัน ยาว 40-60 เซนติเมตร ดอกสมบูรณ์เพศ กลีบรวม 6 กลีบ แยกจากกันหรือชิดกันที่โคน รูปใบหอกปลายแหลม ยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร สีขาวหรือขาวอมชมพู เกสรเพศผู้ 6 อัน ติดที่โคนกลีบรวม อับเรณูและก้านเกสรเพศเมียยื่นขึ้นมาสูงขึ้นมากยิ่งกว่าส่วนอื่นๆของดอก รังไข่ 3 ช่อง แต่ละช่องมีออวุล 1-2 เม็ด ผลเล็กเป็นกระเปาะสั้นๆรูปไข่หรือค่อนข้างกลม มี 3 พู เมล็ดเล็ก สีดำ
ในประเทศไทยปลูกมากทางภาคอีสานรวมทั้งภาคเหนือ แต่กระเทียมที่เป็นที่รู้จักว่าเป็นกระเทียมคุณภาพดี กลิ่นแรง อาทิเช่นกระเทียมจากจังหวัดศรีสะเกศ
วิธีเลือกซื้อกระเทียม
วิธีการสำหรับเลือกซื้อกระเทียมนั้น มีหลักพิจารณง่ายๆเป็น เลือกกระเทียมที่หัวแน่น กลีบแน่น เปลือกบาง มีเนื้อสีเหลืองอ่อน สด แน่น ไม่ฝ่อและไม่มีเชื้อรา ที่สำคัญถ้าเกิดจำต้องประกอบอาหารที่อยากกลิ่นแรงๆจะต้องเลือกกระเทียมหัวเล็กแค่นั้น
กระเทียมสดคุณภาพดี
จะมีความคิดเห็นว่ากระเทียมมีประโยชน์แล้วก็คุณประโยชน์มาก ถึงกระเทียมจะมีกลิ่นแรง แม้กระนั้นก้ไม่ยากเหลือเกินที่จะรับประทานครับผม เพราะฉะนั้นอย่าลืมเพิ่ข้อพึงระวังในการกินกระเทียมโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลในกรุ๊ปตั้งแต่นี้ต่อไป
ผู้ที่กำลังท้องหรือคนที่อยู่ในตอนให้นมลูก การกินกระเทียมในช่วงการมีท้องออกจะปลอดภัยถ้าหากกินเป็นอาหารหรือในปริมาณที่เหมาะสม แต่อาจไม่ปลอดภัยแม้รับประทานกระเทียมเป็นยารักษาโรค อีกทั้งยังไม่มีช้อมูลที่น่าเชื่อถือพอเพียงเกี่ยวกับความปลอดภัยของการทากระเทียมที่รอบๆผิวหนังในตอนการตั้งท้องหรือให้นมบุตร
เด็ก การกินกระเทียมในจำนวนที่สมควรรวมทั้งในระยะสั้นๆบางทีอาจปลอดภัยสำหรับเด็ก แต่ว่าการใช้กระเทียมทาบริเวณผิวหนังอาจจะเป็นผลให้กำเนิดอาการแสบร้อนแล้วก็ระคายเคือง
ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะหรือการย่อยของอาหาร อาจส่งผลให้มีการเคืองที่ทางเดินของกินได้
คนที่มีความดันโลหิตต่ำ การรับประทานกระเทียมอาจส่งผลให้ระดับความดันโลหิตลดต่ำลงมากยิ่งกว่าธรรมดา
คนที่วางแผนเข้ารับการผ่าตัด ควรหยุดรับประทานกระเทียมก่อนการผ่าตัดขั้นต่ำ 2 สัปดาห์เนื่องจากว่าอาจทำให้เลือดออกมากและส่งผลต่อความดันโลหิตในระหว่างการผ่าตัด แล้วก็ผู้ที่มีภาวะเลือดออกเปลี่ยนไปจากปกติไม่สมควรรับประทานกระเทียม โดยเฉพาะกระเทียมสด เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น
คนที่อยู่ในระหว่างการกินยารักษาโรค เช่น ไอโซไนอะซิด เพราะเหตุว่ากระเทียมบางทีอาจลดการดูดซึมของยาในร่างกายแล้วก็ส่งผลต่อความสามารถรูปแบบการทำงานของยา รวมถึงไม่ควรรับประทานกระเทียมในระหว่างใช้ยาดังนี้
ยารักษาการติดเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องหรือโรคภูมิคุมกันบกพร่อง
ยาคุมกำเนิด
ยาต่อต้านการแข็งตัวของเลือด
ยาต้านเกล็ดเลือดกระเทียมลงในเมนูอาหารของท่านครับผม คุณประโยชน์รวมทั้งประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากกระเทียมนั้นเหลือร้ายจริงๆ http://www.disthai.com/

8

[url=https://www.charmingfresh.com/product/49/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3https://www.chiangdaonaturefood.com/product/45/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3]น้ำมันนวดสมุนไพร
[/url]
[/color][/size][/b]
อาการของโรคปวดต่างๆ
ปวดหลังด้านขวาที่อยู่ทางด้านล่าง
          น้ำมันนวดสมุนไพรหลังข้างล่างก็คือรอบๆหลังตั้งแต่ใต้สะบักไปจนกระทั่งก้นกบ ซึ่งเป็นส่วนที่พบได้ทั่วไปลักษณะของการปวดได้บ่อยที่สุด แถมเมื่อมีลักษณะปวดและจากนั้นก็ชอบทำให้ทำอะไรก็ทำได้ลำบาก ทั้งนี้สาเหตุที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดลักษณะของการปวดข้างหลังด้านขวาด้านล่าง นอกเหนือจากการใช้กล้ามเนื้อมากเกินความจำเป็นแล้วก็ผิดท่าทีแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆอีกเช่น

  • ท้อง

              ลักษณะของการปวดข้างหลังเป็นเรื่องปกติของว่าที่ม่าม้าที่กำลังตั้งครรภ์ เนื่องจากรอบๆข้างหลังด้านล่าง เป็นรอบๆที่ต้องรองรับเด็กแบเบาะตัวน้อย ยิ่งถ้าว่าที่ม่าม้าจำเป็นต้องนั่ง ยืน หรือเดิน ติดต่อกันนานๆก็อาจจะยิ่งรู้สึกเจ็บปวดหลังข้างล่างทางขวาได้ง่ายมากยิ่งขึ้น น้ำมันนวดสมุนไพรทั้งนี้อาการจะเป็นๆหายๆขึ้นกับท่าทางที่ทำอยู่ หากว่าได้นอนพักชั่วประเดี๋ยวก็จะ แต่ว่าหากกำเนิดอาการนี้เรื้อรัง แถมยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ควรจะรีบไปพบหมอ เพราะเหตุว่านั่นอาจมิได้มีต้นเหตุมาจากเพียงแค่ความปวดเมื่อย แม้กระนั้นอาจจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากความเปลี่ยนไปจากปกติของครรภ์ได้ค่ะ


    โรคติดเชื้อในกระดูก


              หนึ่งในอาการติดโรคที่คนทั่วไปสามารถเจอได้ โดยอาการชอบเกิดขึ้นที่บริเวณกระดูกสันหลัง ส่งผลให้รู้สึกปวดที่กระดูกสันหลังแล้วก็ขยายไปทั่วบริเวณข้างหลังด้านล่างทางขวา โดยส่วนมากแล้วการตำหนิดเชื้อในกระดูกมักจะเกิดกับคนชรา ผู้ที่มีปัญหาภูมิคุ้มกันขาดตกบกพร่อง รวมทั้งจะมีลัษณะทิศทางมีการติดเชื้อโรคเพิ่มมากขึ้นแม้มีปัญหาสุขภาพอื่นๆอยู่ก่อนแล้วค่ะ


    กระดูกสันหลังหักจากแรงกดดัน


              แค่เพียงไอ หรือจาม ก็สามารถทำให้กระดูกสันหลังหักได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีลักษณะอาการโรคกระดูกพรุน หรือคนสูงอายุที่มีภาวะกระดูกเปราะกว่าธรรมดา โดยถ้าเกิดอาการกระดูกสันหลังหักเพราะว่าแรงดัน จะก่อให้เกิดอาการปวดที่หลังด้านขวาล่าง ในลักษณะปวดถ่วงๆครั้งคราวอาจะมีลักษณะอาการปวดร้ายแรงน้ำมันนวดสมุนไพร ด้วยเหตุดังกล่าวถ้าเกิดคุณจาม หรือไอแล้วมีอาการปวดที่ข้างหลังขวาที่อยู่ข้างล่าง อย่าชะล่าใจและปล่อยทิ้งไว้ ควรจะรีบไปหาหมออย่างด่วนเลยจ้ะ


    หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท


              น้ำมันนวดสมุนไพรสามารถ ลักษณะของการปวดที่เกิดขึ้นมาจากปัจจัยนี้สามารถพบได้มากสูงที่สุด โดยปัจจัยที่ทำให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทนั้นอาจะเกิดได้จากอาการบาดเจ็บ หรือเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากปัญหาหมอนรองกระดูกเสื่อม โดยอาการนี้นอกเหนือจากการที่จะทำให้ปวดหลังด้านล่างด้านขวาแล้ว ก็จะมีอาการชารอบๆขาร่วมด้วย ยิ่งถ้าหากด้วยเหตุว่าหมอนรองกระดูกไปทับเส้นประสาท ทำให้การทำงานของระบบประสาทที่สั่งงานไปยังขากำเนิดความแปลก ยิ่งถ้าเกิดเส้นประสาทที่ถูกกดทับนั้นเป็นเส้นประสาทไซอาว่ากล่าวก (Sciatic) ซึ่งเป็นประสาทขนาดใหญ่ที่อยู่บริเวณกระสันหลังส่วนเอวด้วย จะมีผลให้กำเนิดลักษณะของการปวดร้าวลงขา บางทีก็อาจจะทำให้ถึงขั้นไม่สามารถเดินได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวหากว่ากำเนิดอาการปวดหลังร่วมกับอาการชา หรือเจ็บปวดรวดร้าวลงขาอย่างเรื้อรังละก็ ควรรีบไปกระทำตรวจโดยด่วน เพื่อที่จะได้วางวิธีการรักษาได้อย่างแม่นยำจ้ะ


    โรคไต


    ไม่ว่าจะเป็นอาการไตอักเสบ หรือนิ่วในไต ก็ทำให้รู้สึกปวดข้างหลังส่วนล่างได้ เพราะว่าไตเป็นอวัยวะที่อยู่ใกล้หลังสูงที่สุด โดยถ้าเกิดเกิดอาการไตอักเสบ หรือนิ่วในไตที่ไตข้างขวาก็จะทำให้รู้สึกเจ็บปวดหลังด้านขวาที่อยู่ข้างล่างมากเป็นพิเศษ รวมทั้งอาการนี้ไม่สามารถที่จะหายสนิทได้ ถ้ามิได้กระทำรักษาอย่างถูกต้องค่ะ


    การตำหนิดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection)


              การตำหนิดเชื้อในทางเดินฉี่ไม่เพียงแต่ทำให้ปวดท้องด้านล่าง แต่ยังทำให้ปวดหลังส่วนล่างด้านขวาได้อีก ยิ่งถ้าการติดเชื้อแพร่ขยายไปที่ไต ทำให้กรวยไต หรือไตอักเสบ ก็จะยิ่งทำให้ลักษณะของการปวดข้างหลังร้ายแรงมากเพิ่มขึ้น และมีลักษณะอาการไข้ต่ำๆเกิดขึ้นร่วมด้วย โดยเหตุนั้นถ้าหากมีอาการปวดหลังขวาที่อยู่ข้างล่างน้ำมันนวดสมุนไพร พึงสังเกตว่ามีลักษณะฉี่เป็นเลือด หรือมีกลิ่นเหม็น และมีลักษณะอาการเจ็บเวลาฉี่หรือไม่ ถ้ามีละก็ ควรจะไปพบแพทย์เลยจ้ะ


    โรคอ้วน


              ความอ้วนเป็นอีกหนึ่งต้นสายปลายเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดลักษณะของการปวดข้างหลังส่วนล่างได้ โดยเฉพาะอ้วนมากมายๆเนื่องจากว่าน้ำหนักส่วนเกินจะไปกดน้ำมันนวดสมุนไพรทับที่รอบๆกระดูกสันหลัง รวมทั้งกล้ามเนื้อรอบๆข้างหลังจนทำให้ปวดหลัง ซึ่งถ้าเรื้อรังเป็นเวลานานๆก็จะทำให้กระดูกสันหลังผิดรูปผิดรอยได้ค่ะ


    ไม่บริหารร่างกายกล้ามข้างหลัง


              เหมือนกันกับกล้ามส่วนอื่นๆกล้ามน้ำมันนวดสมุนไพรหลังก็อยากได้บริหารร่างกายเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของกล้ามเช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าเราไม่ยอมออกกำลังกายกล้ามเนื้อหลัง กล้ามก็จะอ่อนแอลง และไม่สามารถรองรับน้ำหนักตัวที่กดทับลงมาได้ จนถึงเป็นต้นเหตุทำให้ปวดหลังด้านขวาที่อยู่ทางด้านล่างน้ำมันนวดสมุนไพร รู้อย่างนี้รวมทั้งอย่าลืมหมั่นบริหารร่างกายกล้ามข้างหลังเป็นประจำนะคะ แค่ออกกำลังกายด้วยท่ายืดกล้ามเนื้อ หรือฝึกโยคะก็จะช่วยกล้ามข้างหลังแข็งแรงมากยิ่งขึ้นแล้วล่ะค่ะ
              สาเหตุของอาการปวดหลังข้างขวาเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นต้นเหตุที่พบได้มาก แต่ดังนี้เองก็ยังมีโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆที่ก่อให้เกิดลักษณะของการปวดหลังด้านขวาได้ด้วยเหมือนกัน ซึ่งถ้าปวดแบบเรื้อรังไม่หายสักที แทนที่จะพึ่งยาพาราหรือนวดทุเลาอาการก็น่าจะไปพบหมอเพื่อรับการวินิจฉัยอย่างถูกต้องจ้ะ
              น้ำมันนวดสมุนไพร แต่ว่าสำหรับคนไหนกันแน่ที่มีลักษณะปวดหลังเพราะว่ามีอิริยาบถที่ไม่ถูกท่า ชี้แนะให้ออกพลังกาย หรือยืดเหยียดร่างกายตามนี้เลย
              - 6 ท่าโยคะแก้ปวดหลังสุดเบสิก หยุดทุกอาการปวดก่อนหรือหลังพัง
              - 10 ท่าโยคะแก้ปวดหลัง ยืดดูหมิ่นเหยียดหยามทุกวัน อาการปวดหายไว !
              แล้วก็ทดลองปรับท่านอนมานอน 4 ท่านอนแก้ปวดหลัง ไม่ต้องการที่จะอยากข้างหลังพังทลายรีบเปลี่ยนแปลงท่านอนด่วน ! อาจจะช่วยทำให้หายปวดหลังได้ค่ะ

9

มะนาว
ชื่อสมุนไพร มะนาว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น ส้มมะนาว (ภาคกึ่งกลาง),ส้มท้องนาว (ภาคใต้) ,สีมานีปีห์ (มลายู) ,หมากฟ้า (ไทยใหญ่) , โกรยชะม้า (เขมร) , มะเน้าเลย์ , มะนอเกละ , ปะนอเกล (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน) , ปะโหน่ขี้ตระหนี่ลยาน (กะเหรี่ยง กาญจนบุรี)
ชื่อสามัญ  Common lime, Lime , Sour lime
ชื่อวิทยาศาสตร์  Citrus aurantifolia (Christm. et Panz.) Swing.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Limonia aurantifolia Christm. & Panzer.
สกุล  Rutaceae
ถิ่นเกิด เชื่อกันว่ามะนาวเป็นพืชพื้นเมืองในภูมิภาคเอเซียอาคเนย์เพราะว่าผู้ที่อยู่ในภูมิภาคนี้ รู้จักการใช้ประโยชน์จากมะนาวกันอย่างดีเยี่ยมมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเมืองไทย แต่มีการศึกษาค้นพบอีกชิ้นหนึ่งที่เชื่อว่ามะนาวมีต้นกำเนิดในอินเดียภาคเหนือ และก็เขตเชื่อมต่อกับประเทศพม่า รวมถึงทางตอนเหนือของมาเลเซีย (แต่น่าแปลกที่ไม่เจอมะนาวในป่าของไทย) ปัจจุบันมีการปลูกมะนาวทั่วไปในเขตร้อน และเขตอบอุ่นครึ่งร้อนทั่วโลกเนื่องจากว่ามะนาวสามารถขึ้นได้ในที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำ และทนต่อดินเนื้อละเอียดได้ดีกว่าส้ม
ลักษณะทั่วไป มะนาวเป็นไม้ผลยืนต้นขนาดเล็กมีลักษณะเป็นพุ่มไม้มีความสูงเฉลี่ย 2-5 เมตร ลำต้นมีลักษณะโค้งงอไม่ค่อยแข็งแรง เปลือกของลำต้นมีสีน้ำตาลผสมเทา กิ่งอ่อนของมะนาวมีสีเขียวอ่อน เมื่อแก่ สีจะเข้มขึ้นกระทั่งเป็นสีน้ำตาลส่วนกิ่งที่แก่มากจะเป็นสีเทา การออกของแขนงไม่ค่อยเป็นระเบียบเรียบร้อย บนลำต้นและก็กิ่งจะมีหนาม หนามมีลักษณะแหลมมีทั้งหนามสั้นแล้วก็หนามยาวมีสีเขียวเข้มรวมทั้งสีเขียวอมเหลือง ส่วนรอบๆปลายหนามีสีน้ำตาล เมื่อแก่ขึ้นหนามจะแห้งตามไป
                ใบของมะนาวมีลักษณะเป็นใบผู้เดียว คือมีแผ่นใบอันเดียว ใบมีขนาดเล็กกว้างประมาณ 3-6 เซนติเมตร ยาวราวๆ 6-12 ซม.รูปร่างเป็นแบบรีหรือทรงไข่ ฐานใบมีลักษณะกลม ปลายใบมีรูปแหลม ป้าน ขอบใบเป็นคลื่น หรือเป็นหยักละเอียด ก้านใบสั้นและมีปีกใบแคบหรืออาจไม่มีปีกใบก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นกับจำพวกมะนาว ใบอ่อนมีสีเขียวจางแทบเป็นสีขาว ใบแก่มีสีเขียวเข้ม ผิวใบข้างบนละเอียดวาวส่วนผิวใบด้านล่างออกจะหยาบคายและมีสีจางกว่า เมื่อกระทำขยี้ใบจะมีกลิ่นฉุน
                ดอกมะนาวบางทีอาจเกิดเป็นดอกเดี่ยวหรือช่อก็ได้ มีทั้งที่เป็นดอกสมบูรณ์และไม่สมบูรณ์ ดอกจะออกบริเวณซอกใบและก็ปลายกิ่ง ดอกมะนาวมีขนาดเล็ก ดอกที่ตูมจะมีขนาดความยาว 1-2 ซม. กลีบเลี้ยงมีสีเขียวเป็นรูปถ้วยมี 4-6 หยัก ส่วนกลีบมีสีขาว แล้วก็ด้านท้องกลีบดอกไม้อาจมีสีม่วงอมแดงเจืออยู่ด้วย กลีบดอกไม้มีลักษณะเป็นรูปถ้วย มีจำนวน 4-5 อัน จำนวนกลีบในและก็กลีบนอกมีปริมาณเท่าๆกัน แต่ละกลีบมีขนาด 0.8-1.2 ซม. ดอกมะนาวมีเกสรตัวผู้จำนวนมากถึง 20-40 อัน เชื่อมชิดกันเป็นกรุ๊ป กลุ่มละ 4-8 อัน เกสรตัวเมียมีรังไข่รูปร่างเป็นทรงกระบอก ใน 1 ดอก จะมีรังไข่โดยประมาณ 9-12 อัน
                ผลมะนาวมีรูปร่างนาๆประการตามจำพวกของจำพวก มีอีกทั้งรูปร่างยาวรี รูปไข่ รวมทั้งรูปร่างกลม ที่ตูดผลมีลักษณะเป็นจุกหรือปุ่มเล็กๆผลโดยธรรมดามีขนาดความยาว 3-12 ซม. เปลือกมักษณะตะปุ่มตะป่ำ รวมทั้งมีต่อมน้ำมันเปลือกผิว ผิวเปลือกเมื่อแหลม บรรจุอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว เนื้อมะนาวมีสีเหลืองอ่อน มีรสเปรี้ยวและก็มีกลิ่นหอมสดชื่นเม็ด ขนาดเล็กเหมือนรูปไข่ ด้านปลายหัวจะแหลม ด้านในเมล็ดมีเยื่อสีขาว
การขยายพันธุ์  มะนาวเป็นพืชที่สามารถปลูกก้าวหน้าในดินดูเหมือนจะทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น ดินเหนียว ดินปนทราย แต่ว่าถ้าต้องการจะปลูกมะนาว ให้เติบโตดี มี ผลดก แล้วก็คุณภาพดี ก็ควรจะปลูกไว้ในพื้นที่ที่เป็นดินซึ่งร่วนซุย มีการระบาย น้ำดี มีสารอินทรีย์ผสม อยู่มากมาย และก็ควรจะเลือกพื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ
ส่วนการขยายพันธุ์มะนาวนั้นสามารถทำได้หลายวิธี อย่างเช่น การตอนกิ่ง การทาบกิ่ง รวมทั้งการต่อว่าดตา แต่ว่าวิธีที่เป็นที่ชื่นชอบในการขยายพันธุ์มะนาวเยอะที่สุดเป็น การทำหมันกิ่ง โดยมีวิธีดังต่อไปนี้

  • เลือกกิ่งที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินไปและไม่เป็นโรคหรือมีแมลงกัดกิน ยาวราวๆ 30-50 ซม. และก็มีเส้นผ่านศูนย์กลางโดยประมาณ 0.5 เซนติเมตรขึ้นไป
  • ตัดหนามรวมทั้งใบในรอบๆที่จะควั่นกิ่งออกราวๆ 5 เซนติเมตร
  • ควั่นกิ่งออกเป็น 2 รอยให้ลึกถึงแก่นไม้ห่างกัน 1-2 เซนติเมตร
  • ขูดเยื่อเจริญรุ่งเรืองออกให้หมด
  • ห่อด้วยขุยมะพร้าวที่มีความชุ่มชื้นหรือใช้ตุ้มตอนเสร็จ มัดเปาะหัวท้ายให้แน่น แล้วทิ้งเอาไว้ประมาณ 30-45 วัน เมื่อรากออกมาแล้วก็ใช้กรรไกรตัดกิ่งตัดเพื่อนำไปแช่น้ำจนกระทั่งอิ่มตัว
  • นำไปชำต่อในถุงสีดำขนาด 5x8 นิ้ว ที่ผสมดิน 1 ส่วน แกลบ 1 ส่วน แล้วก็เมื่อกิ่งที่ชำเดินรากเจริญในถุงดำและแข็งแรงแล้วจากนั้นจึงค่อยนำไปปลูกต่อไป
การเตรียมพื้นที่ปลูก

  • พื้นที่ลุ่ม จัดแจงพื้นที่โดยทำคันนาให้มีความกว้างโดยประมาณ 6-8 เมตร ความสูงให้สังเกตจากจำนวนน้ำที่เคยท่วมสูงโดยให้อยู่สูงกว่า แนวระดับน้ำท่วม 50 เซนติเมตร แทงร่องหรือซอยร่องทำแต้มน้ำเพื่อ ระบายน้ำเข้าออก ขนาดร่องน้ำกว้าง 1.5 เมตร ลึก 1 เมตร พื้นที่ร่องกว้าง 0.5-0.7 เมตร ใช้ระยะปลูก 5X5 เมตร
  • พื้นที่ดอน ควรจะไถลูกพรวนเพื่อกำจัดวัชพืช แล้วก็ทำให้ดินร่วนซุย ใช้ระยะปลูก 4 x 4 – 6 x 6 เมตร ทั้งนี้ขึ้นกับความอุดมสมบูรณ์ของดิน
กรรมวิธีปลูก
ควรจะปลูกเอาไว้ภายในตอนต้นหน้าฝน ควรขุดหลุมปลูก ให้มีขนาดกว้างแล้วก็ลึกราว 50 เซนติเมตร ผสมดิน ปุ๋ยธรรมชาติ และปุ๋ยร็อคฟอสเฟตเข้าด้วยกัน ในหลุมให้ สูงราวๆ 2 ใน 3 ของหลุม ชูถุงกล้า ต้นไม้วางในหลุม โดยให้ระดับของดินในถุงสูงขึ้นยิ่งกว่า ระดับดินปากหลุมน้อย ใช้มีดที่คม กรีดถุง จากก้นถุงขึ้นมาถึงปากถุง 2 ด้าน (ช้ายและขวา) ดึงถุงก๊อบแก๊บออก โดยระวังไม่ให้ดินแตก กลบดินที่เหลือลงในหลุม กดดินรอบๆโคนต้นให้แน่น ปักไม้หลักรวมทั้งผูกเชือกยึด เพื่อปกป้องลมพัดโยก หาวัสดุคลุมดินรอบๆโคนต้น อาทิเช่น ฟางข้าว หญ้าแห้ง รดน้ำให้โชก ทำร่มเงา เพื่อช่วยบดบังแสงแดด
การกระทำรักษา การให้น้ำ ควรจะมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยยิ่งไปกว่านั้น ในช่วง ที่ปลูกใหม่ๆควรจะให้น้ำวันละครั้งเป็นอย่างต่ำ (กรณีฝนไม่ตก) หลังจากปลูกโดยประมาณ 15 วัน มะนาวสามารถตั้งตัวได้แล้ว ให้น้ำเดือนละ 2-3 ครั้ง แล้วก็ควรหา อุปกรณ์มาหุ้มดินบริเวณโคนต้น เพื่อช่วยรักษาความชื้น                ควรจะเริ่มงดเว้นให้น้ำ ตั้งแต่ตอนมี.ค. เป็นต้นไป จนถึงช่วงมีดอก เพื่อให้มะนาวสะสม ของกินให้สูงถึงระดับที่สามารถสร้างตาดอกได้ ธรรมดามะนาวจะออกดอก เมษายน-เดือนพฤษภาคม ภายหลังจากมะนาวออกดอก แล้วก็กำลังติดผลอ่อน เป็นช่วงที่มะนาวอยากน้ำมาก เพื่อใช้ในการเจริญวัย ของผล

     ส่วนจำพวกมะนาวที่มีการปลูกกันมากในไทย เป็นต้นว่า

  • มะนาวไข่ ผลกลม หัวท้ายยาวคล้ายมะนาวหนัง เมื่อโตเต็มกำลังผลมีลักษณะกลมมน เปลือกบางผลโต กว่ามะนาวหนัง
  • มะนาวแป้น ผลใหญ่ ค่อนข้างกลมแป้น เปลือกบาง มีน้ำมาก นิยมใช้บริโภคมากยิ่งกว่าพันธุ์อื่นๆเชิงพาณิชย์จะปลูกมะนาวชนิดแป้นดกพิเศษ สามารถบังคับให้ออกหน้าแล้งได้ง่าย
  • มะนาวหนัง ผลอ่อนกลมยาวหัวด้านหลังแหลม เมื่อโตสุดกำลังผลจะมีลักษณะกลมออกจะยาว มีเปลือกหนา ทำให้รักษาผลประโยชน์นาน


องค์ประกอบทางเคมี น้ำจากผลมีกรด citric acid, malic acid, ascorbic acid,  ผิวมะนาวมีน้ำมันหอมระเหยที่มาจากผู้กระทำลั่นผิวผล จำนวนร้อยละ 0.3-0.4 มีสารต่างๆยกตัวอย่างเช่น  d-limonene (42-64%), alpha-berpineol (6.81%), bergamotene ผสมกับ terpinen-4-ol (3%),  alpha-pinene          citric acid       
(1.69%), geraniol (0.31%), linalool,  terpineol, camphene, bergapten (furanocoumarin)    ใบมะนาวเมื่อนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยโดยการ    camphene
ต้มกลั่น (hydrodistillation) ได้น้ำมันหอมระเหยร้อยละ 0.27  องค์ประกอบทางเคมีของน้ำมันมีสารต่างๆเช่น  6-methyl-5-hepten-2-one (3.19), limonene (44.82), neral (4.95), geranial (7.66) , geranyl acetate (8.98), caryophyllene oxide (2.31) ส่วนข้อมูลทางโภชนาการของมะนาวมีดังนี้

  • พลังงาน 30 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 10.5 กรัม
  • น้ำตาล 1.7 กรัม
  • เส้นใย 2.8 กรัม terpineol
  • ไขมัน 0.2 กรัม
  • โปรตีน 0.7 กรัม
  • วิตามินบี 1 0.03 มก.
  • วิตามินบี 2 0.02 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 3 0.2 มก.
  • วิตามินบี 5 0.217 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 6 0.046 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 9 8 ไมโครกรัม
  • วิตามินซี 29.1 มิลลิกรัม
  • แคลเซียม 33 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 0.6 มิลลิกรัม
  • แมกนีเซียม 6 มิลลิกรัม
  • ธาตุฟอสฟอรัส 18 มก.
  • โพแทสเซียม 102 มก.
  • โซเดียม 2 มิลลิกรัม ที่มา : Wikipedia
ประโยชน์/คุณประโยชน์
น้ำมะนาวมีคุณค่าสำหรับการเป็นสารให้ความเปรี้ยว ผิวมะนาวมีกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหย มะนาวเป็นเครื่องปรุงรสของกินไทยที่ขาดเสียไม่ได้ เป็นองค์ประกอบรสเปรี้ยวหลักของน้ำพริก ส้มตำ ยำทุกชนิด ลาบแล้วก็ของกินไทยอีกอีกเพียบเลย ต่างถิ่นใช้มะนาวในของคาวหวาน ได้แก่ ในพายมะนาวของรัฐฟลอริด้า ประเทศสหรัฐอเมริกา
น้ำมะนาวเว้นเสียแต่ใช้ปรุงรสเปรี้ยวในของกินหลาย จำพวกแล้ว ยังนำมาใช้เป็นเครื่องดื่ม ผสมเกลือ รวมทั้งน้ำตาล เป็นน้ำมะนาว ซึ่งมีชื่อเสียงกันดีทั้งในประเทศไทย และก็ต่างถิ่นทั้งโลก ยิ่งกว่านั้นเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์บางประเภทยังนิยมฝานมะนาวเป็นชิ้นบางๆทิ่มไว้กับขอบแก้ว เพื่อใช้แต่งรส
โดยภายในผลมะนาวมีน้ำมันหอมระเหยถึงจำนวนร้อยละ 7 น้ำมะนาวก็เลยมีสาระสำหรับใช้เป็นส่วนประกอบน้ำยาที่ใช้สำหรับเพื่อการนำมาทำความสะอาด เครื่องหอม การบำบัดด้วยกลิ่น (aromatherapy) หรือน้ำยาที่เอาไว้สำหรับล้างจาน
ยิ่งไปกว่านี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากมะนาวด้านอื่นๆอีกตัวอย่างเช่น หุงข้าวให้ขาวรวมทั้งอร่อยขึ้น ด้วยการใช้น้ำมะนาวประมาณ 2-3 ช้อนนำไปซาวข้าว  ทอดไข่ให้ฟูแล้วก็นุ่ม มะนาว 4-5 หยดจะช่วยได้  มะนาวช่วยลดกลิ่นคาวจากปลาเมื่อปรุงอาหารและก็ทำให้ปลาอาจจะรูปไม่เหลว เมื่อใช้มีดผ่าหัวปลี มีดจะมีสีม่วงหมู่ ล้างออกลำบาก เอามาท้องนาวที่ผ่าแล้วมาถูตามใบมีด จะช่วยทำให้มีดสะอาดดังเดิม  การเชื่อมกล้วยหักมุกให้น่ากิน เมื่อน้ำตาลเดือดเป็นยางมะตูมแล้ว ให้บีบมะนาวครึ่งซีกลงไป จะช่วยให้กล้วยใส น่าอร่อยมากขึ้น  มะนาว 2-3 ลูกใส่ด้านในถังข้าวสารช่วยคุ้มครองมอดได้  ส่วนการเปลี่ยนแปลงรูปมะนาว มะนาวดัดแปลงได้ ตัวอย่างเช่น น้ำมะนาวปรุงอาหาร มะนาวแช่อิ่มตากแห้ง น้ำมะนาวเข้มข้น มะนาว ผง เครื่องดื่มผสมน้ำมะนาว แยมมะนาว เยลลีมะนาว แยมเปลือกมะนาว แยมนะทุ่งนาวดอง มะนาวดองเค็ม มะนาวหวาน กิมจ้อมะนาว เปลือกมะนาวสามรส เปลือกของมะนาวเส้นปรุงรส เปลือกมะนาวเชื่อม เปลือกของมะนาวแช่อิ่ม มาร์มาเลดมะนาว ฯลฯ
ส่วนคุณประโยชน์ทางยานั้นระบุว่า ตำรายาไทยผิวมะนาวจัดอยู่ใน “เปลือกส้ม 8 ประการ” มี ผิวส้มเขียวหวาน ผิวส้มจีน ผิวส้มซ่า ผิวส้มโอ ผิวส้มจังหวัดตรังกานู ผิวมะงั่ว ผิวมะกรูด แล้วก็ผิวมะนาว (หรือผิวส้มโอมือ) มีสรรพคุณแก้ลมกองละเอียด กองหยาบ แก้เสลดโลหะ ใช้ปรุงยาหอม แก้ทางลม
           นอกเหนือจากนี้บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์วิชาความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ปรากฏการใช้ผิวมะนาว ในยารักษาอาการทางระบบไหลเวียนเลือด (แก้ลม) ปรากฏตำรับ”ยาหอมเทพจิตร” มีส่วนประกอบของผิวมะนาว อยู่ใน ”เปลือกส้ม 8 ประการ” ร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์สำหรับในการแก้ลมเวียนหัว แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียนอาเจียน อ้วก แก้ลมจุกแน่นในท้อง
                ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันระบุถึงสรรพคุณของมะนาวว่า สารดี-ลิโมนิน (d-limonin) เป็นสารที่ทำให้มีการเกิดความขมในน้ำมะนาว น้ำมันผิวมะนาว (lime oil) พบได้มากบริเวณผิวเปลือกของมะนาวมีสารดี-ลิโมนิน เป็นส่วนประกอบหลักเกินกว่าปริมาณร้อยละ 90 พบว่าน้ำมันผิวมะนาว มีคุณลักษณะป้องกันรวมทั้งรักษาโรคมะเร็งหลายอย่าง
คนตะวันตกทั่วไปมักดื่มน้ำส้ม หรือน้ำจากผลพืชเครือญาติส้ม ยกตัวอย่างเช่น ส้มโอ หรือมะนาว ประกอบกับอาหารมื้อเช้า น้ำผลไม้กลุ่มนี้มีวิตามินซี และก็มีสารกรุ๊ปฟลาโวนอยด์ (flavonoid) ประกอบด้วยสารเฮสเพอริดิน (hesperidin) รูทิน (rutin) แล้วก็ที่นาริงจิน (naringin) และก็ลิโมนิน เป็นฟลาโวนอยด์หลักของพืชเชื้อสายส้ม จากนี้จะเรียกสารกลุ่มนี้ว่าฟลาโวนอยด์ส้ม (citrus bioflavonoid)
สารกรุ๊ปฟลาโม้นอย์ส้มนี้มีรายงานทางด้านการแพทย์ตะวันตกว่าใช้ในการรักษามาลาเรีย โรครูมาติสม์เรื้อรังและโรคเกาต์ ใช้ในการปกป้องโรคเลือดออกตามไรฟัน คุ้มครองการตกเลือดข้างหลังคลอด และก็ช่วยทุเลาอาการระคายคอจากการติดเชื้อรวมทั้งโรคลักปิดลักเปิด ซึ่งโรคที่มีสาเหตุมาจากการได้รับวิตามินซีในอาหารน้อยเกินไป ซึ่งอาจจะเป็นผลให้มีลักษณะอาการของโรคเกิดขึ้นข้างใน 8-12 สัปดาห์ คนไข้มักมีลักษณะเหมือนป่วยไข้ อ่อนเพลีย ง่วงซึม โลหิตจาง ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บกระดูก มีแผลบวมช้ำหรือบวมง่าย มีจุดเลือดออกแดงๆตามผิวหนัง กำเนิดโรคทางปริทันต์ เป็นแผลแล้วหายยาก อารมณ์แปรปรวน หรือมีสภาวะซึมเซา สำหรับประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากน้ำมะนาวต่อโรคนี้ มีงานศึกษาเรียนรู้วิจัยเมื่อก่อนที่ให้คนป่วยโรคนี้รับประทานส้มกับมะนาวเหลือง พบว่าคนไข้สามารถฟื้นตัวได้อย่างสมบูรณ์และก็เร็ว เมื่อเทียบกับผู้เจ็บป่วยอีกกลุ่มที่รับประทานอาหารประเภทอื่น นอกเหนือจากนี้ในน้ำมะนาวยังมีกรด citric ซึ่งมีรสเปรี้ยว จะกระตุ้นให้มีการขับน้ำลายออกมาทำให้ชุ่มคอ ก็เลยช่วยทุเลาลักษณะการเจ็บคอได้
ต้นแบบ/ขนาดวิธีการใช้
อาการไอ  ระคายคอจากเสลดใช้น้ำจากผลที่โตเต็มที่  เติมเกลือน้อย  จิบบ่อยๆหรือ จะทำน้ำมะนาวเติมเกลือและน้ำตาลน้อย           อาการท้องอืดท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด   ใช้เปลือกผลสด 1/2-1 ผล ฝานเป็นชิ้นเล็กๆบางๆชงด้วยน้ำเดือด ปิดฝาทิ้งไว้ 5-10 นาที ดื่มแต่น้ำขณะมีอาการ หรือหลังอาหาร 3 เวลาใช้มะนาว 1 ผล บีบเอาน้ำมะนาวมาชงกับน้ำร้อนดื่มหรือใช้มะนาวฝานบางๆจิ้มเกลือกินจะช่วยขับเสลดได้เช้าหลังตื่นนอน กินน้ำอุ่น 1 แก้ว บีบมะนาว 1/4 ผล (หรือใส่เกลือเล็กน้อย) จะช่วยบรรเทาท้องผูก แล้วก็ช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกายน้ำมะนาวผสมผงกำมะถันใช้ทาก่อนนอน แก้อาการกลาก เกลื้อน หิดใช้น้ำมะนาวทาที่ตุ่มคัน ทิ้งไว้ให้แห้ง ล้างน้ำสบู่แล้วถูให้แห้ง แล้วใช้แป้งทาตุ่มคัน แก้น้ำกัดเท้าในด้านความสวย ผลัดเซลล์ผิว ลดรอยด่างดำ ใช้น้ำมะนาว 1 ช้อนชา ผสมน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ คนจะกว่าจะเข้ากัน ทาให้ทั่วบริเวณใบหน้า ทิ้งไว้ชั่วประเดี๋ยว ล้างออกโดยการใช้นำที่สะอาดแล้วดูดซึมให้แห้ง ทำสัปดาห์ละครั้ง ผิวหน้าจะมองผ่องใส หรือใช้น้ำมะนาวผสมน้ำแช่อาบใช้สำหรับการแก้ไข้ทับประจำเดือน ด้วยการเอาใบมะนาวประมาณ 100 ใบมาต้มกินช่วยแก้ลิ้นเป็นฝ้า ด้วยการใช้สำลีชุบน้ำมะนาวถูที่ลิ้นวันละ 2-3 ครั้ง
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา การเล่าเรียนสัตว์ทดสอบในหนู พบว่าเมื่อให้สารเฮสเพอริดินซึ่งเป็นฟลาโวนอยด์หลักจากเปลือกในพืชเชื้อสายส้มกับหนูไขมันสูง ส่งผลเพิ่มไขมันที่ดี (เอชดีแอล-คอเลสเตอรอล) ลดไขมันไม่ดี (แอลดีแอล-คอเลสเตอรอล) ลดปริมาณไขมันรวมและไตรกลีเซอไรด์ ในหนูดังที่กล่าวถึงแล้ว และมีผลลดระดับความดันเลือดและก็ขับปัสสาวะในหนูความดันสูง การทดสอบในห้องปฏิบัติในแคนทุ่งนาดาการพบว่า ฤทธิ์ดังที่กล่าวถึงมาแล้วของฟลาโวนอยด์ส้มมีต้นเหตุที่เกิดจากผลการกระตุ้นหลักการทำงานของยีนรีเซปเตอร์ไขมันไม่ดี (แอลดีแอล) ในตับ ณ ตำแหน่งที่ควบคุมโดยสเตอรอคอยล (sterol regulatory element, SRE)
ในสหรัฐอเมริกา งานศึกษาเรียนรู้ในสัตว์ทดลองพบว่า ฟลาโวนอยด์ส้มสองกลุ่ม อย่างเช่นกรุ๊ปเฮสเพอริดิน รวมทั้งกลุ่มโพลีมันข้นทอกซิเลตฟลาโม้น (PMFs) มีฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอลในพลาสม่าของสัตว์ทดสอบ ซึ่งสนับสนุนผลของงานวิจัยในหนูถีบจักรของแคนาดา
เมืองจีน งานค้นคว้าวิจัยพบว่า ท้องนาริงจิน และก็เฮสเพอริดินซึ่งเป็นฟลาโวนอยด์ส้มมีฤทธิ์กระตุ้นแนวทางการทำงานของยีนอะดีโพเนกทิน (adiponectin) ซึ่งเป็นยีนสำคัญในเมตาบอลิซึมของกลูโคสและไขมันที่เกี่ยวพันกับการสร้างพลัคอุดตันของเส้นโลหิตแล้วก็ขั้นตอนการอักเสบ ผลการค้นคว้าบอกว่าฟลาโวนอยด์ส้ม 2 ประเภทแสดงผลลัพธ์ต้านการเกิดพลัคโดยกระตุ้น perovisome proliferator-activated receptor (PPAR) รวมทั้งยีนอะดีโพเนกทินในเซลล์ไขมันอะดีโพไซต์
ยิ่งกว่านั้น สารทั้งสองยังมีฤทธิ์เอสโทรเจนอย่างอ่อน ส่งผลต่อการผลิตไนตริกออกไซด์ในเซลล์ผนังเส้นเลือดผ่านการกระตุ้นรีเซปเตอร์ของเอสโทรเจน จึงมีฤทธิ์คุ้มครองปกป้องการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ส่งผลให้สนับสนุนการกินมะนาว แล้วก็ฟลาโวนอยด์ส้มเพื่อลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือด ป้องกันโรคเส้นเลือดหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหญิงวัยทอง
งานศึกษาเรียนรู้วิจัยหนึ่งพบว่า น้ำมะนาวเข้มข้น (concentrated lime juice, CLJ) มีฤทธิ์กระตุ้นเซลล์โมโนนิวเคลียร์ในระบบภูมิต้านทาน และโปรตีนในน้ำมะนาวเข้มข้นมีฤทธิ์ต่อต้านการแบ่งตัวของเซลล์ของโรคมะเร็ง การเรียนในห้องทดลองในรัฐเท็กซัสและแคลิฟอเนีย อเมริกาพบว่า สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ส้มมีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นพอสมควร แต่ว่าต่ำกว่าฟลาโวนอยด์ในพืชตระกูลขิง มีบทความทางด้านการแพทย์กล่าวว่า ฟลาโวนอยด์ส้มยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ ปอด โพรงปาก กระเพาะอาหาร และโรคมะเร็งเต้านมจากการทดลองในห้องปฏิบัติการแล้วก็ในสัตว์ทดสอบหลายอย่าง แม้กระนั้นยังไม่พบผลการศึกษาทางสถานพยาบาล
ส่วนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของมะนาวที่เกี่ยวกับแก้เจ็บคอมีดังต่อไปนี้  ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย มีการทำการค้นคว้าผลของทั้งน้ำมันหอมระเหยและสารสกัด พบว่า น้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ยั้งเชื้อ Bacillus cereus และ E. coli สารสกัด 80% เอทานอลจากเปลือกผิว มีฤทธิ์ยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus และ Bacillus cereus สารสกัดจากเมล็ดมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Bacillus subtilis, E. coli. Pseudomanas cichorii รวมทั้ง Salmonella typhimurium สารสกัดเอทานอลจากส่วนกิ่ง (branches) ความเข้มข้น 20 มิลลิกรัม/มล. ไม่มีฤทธิ์ยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus, Bacillus subtilis และ Streptococcus faecalis
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา การทดลองความเป็นพิษ  เมื่อให้น้ำสกัดจากใบมะนาวทางปาก หรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนูเม้าส์ ด้วยขนาด 10 กรัม/กิโลน้ำหนักตัว (เสมอกันกับ 1,852 เท่าของขนาดที่ใช้ในคน) ไม่พบความไม่ปกติอะไรก็แล้วแต่เมื่อป้อนสารสกัดรากมะนาวด้วยน้ำครั้งเดียวทางปาก ในขนาด 5 กรัม/กก.น้ำหนักตัว ให้หนูแรทไม่พบว่าเป็นพิษทั้งยังแบบกระทันหันแล้วก็กึ่งเรื้อรัง แต่พบว่าในหนูที่ได้รับสารสกัด 1.2 กรัม/กก.น้ำหนักตัว/วัน  มีเอ็นไซม์ในตับเพิ่มขึ้นแต่ว่ายังอยู่ในตอนธรรมดา และไม่เจอความไม่ปกติของอวัยวะภายใน  ส่วนสารสกัดจากเปลือกผิวมะนาวมีผลยั้งฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์  และก็การทดลองฤทธิ์ระคายโดยกรรมวิธี Patch test พบว่าสารสกัดจากมะนาวให้ผล positive
ข้อเสนอแนะ/ข้อควรคำนึง

  • การทาน้ำมันมะนาวลงบนผิวหนังโดยตรงบางทีอาจไม่ปลอดภัยในผู้ที่มีผิวหนังแพ้ง่าย ซึ่งสามารถทำให้ผิวหนังไวต่อแสงอาทิตย์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะคนที่มีผิวค่อนข้างขาว ภายหลังการใช้น้ำมันมะนาวทาลงผิวหนังจะต้องทาโลชั่นที่มีไว้กันแดดและก็ใส่เสื้อผ้ามิดชิดเพื่อคุ้มครองป้องกันก่อนออกไปเผชิญกับแสงแดด
  • รสเปรี้ยวของมะนาวอาจจะส่งผลให้กำเนิดท้องร่วงหรือท้องร่วงได้ถ้ากินมากเกินความจำเป็น
  • ภายหลังจากกินน้ำมะนาวแล้วไม่สมควรแปรงฟันในทันทีเนื่องจากว่าอาจจะส่งผลให้สารเคลือบฟันตามธรรมชาติหลุดได้
  • แม้ดื่มหรือกินมะนาวเป็นประจำแล้วก็เป็นเวลานานต่อเนื่องกันอาจส่งผลให้ฟันผุร่อนได้
  • ผู้ที่มีภาวะโลหิตจางไม่สมควรรับประทานมะนาว เพราะรสเปรี้ยวจะไปกัดฟอกโลหิตกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดอันตรายได้
  • ยาบางประเภทที่จะถูกเปลี่ยนแปลงภายในตับ โดยมะนาวอาจส่งให้ช่วงเวลาในการเปลี่ยนรูปของยากลุ่มนี้ลดลง การกินน้ำมะนาวขณะรับประทานยาบางชนิดที่เปลี่ยนรูปในตับก็เลยอาจทำให้มีผลข้างเคียงมากเพิ่มขึ้น เป็นต้นว่า ยาคีโตโคนาโซล (Ketoconazole) ไอทราโคนาโซล (Itraconazole) เฟกโซเฟนาดีน (Fexofenadine) ไตรอาโซแลม (Triazolam) ด้วยเหตุดังกล่าว ก่อนกินมะนาวควรจะหารือหมอเกี่ยวกับยาที่ใช้อยู่ด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม. 2536. พจนานุกรมสมุนไพรไทย. กรุงเทพ ฯ : พิมพ์ครั้งที่ 2, สำนักพิมพ์สุริยบรรณ.
  • รวี เสรฐภักดี.2553.คู่มือประกอบการฝึกอบรมโครงการปลูกมะนาวและการผลิตมะนาวนอกฤดู:การสร้างสวนไม้ผลยุคใหม่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน.นครปฐม
  • Sethpakdee, R. 1992. Citrus aurantifolia (Christm. & Panzer) Swingle . In: L.P.A. Oyen and Nguyen Xuan Dung (Editors): Plant Resourses of South-East Asia No 2. Edible fruits and nuts. Prosea Foundation, Bogor, Indonesia. pp. 126-128.
  • รศ.สุธาทิพ ภมรประวัติ.มะนาว ลดคลอเรสเตอรอลป้องกันโรคหลอดเลือด.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่354.คอลัมน์บทความพิเศษ.ตุลาคม.2551.
  • มะนาว.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีธิราภา แสนเสนา นพดล กิตติวราฤทธิ์ มาลิน จุลศิริ รุ่งระวี เติมศิริฤกษ์กุล. ฤทธิ์ต้านเชื้อและฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ของสารสกัดจากผิวผลพืชตระกูลส้ม. โครงการพิเศษ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, 2536.
  • มะนาว.สมุนไพรที่ใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.disthai.com/
  • อรรถศิษฐ์  วงศ์มณีโรจน์.2553.คู่มือประกอบการฝึกอบรมโครงการปลูกมะนาวและการผลิตมะนาวนอกฤดู ดินและปุ๋ยสำหรับการปลูกมะนาวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน.นครปฐม.ไม้ผลเศรษฐกิจ.ฉบับที่102(251)/2552.วารสารเมืองไม้ผล.เทคนิคการปลูกมะนาวพันธุ์แป้นเกษตรดกพิเศษให้ออกในช่วงฤดูแล้ง.88-93 น.
  • Prabuseenivasan, S. et al. 2006. Invitro antibacterial activity of some plant essential oils. BMC Complement Altern Med 30(6):39
  • ประโยชน์ของมะนาวต่อการรักษาโรคได้ผลชัวร์หรือไม่.พบแพทย์ดอทคอม
  • อาจินต์ ปัญจพรรค์. ขุดทองในบ้าน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์อนงค์ศิลป์การพิมพ์, 2524.
  • Ross SA, El-Keltawi NE, Megalla SE. Antimicrobial acti

10

เพกา
ชื่อสมุนไพร เพกา
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน ลิ้นฟ้า , หมากลิ้นฟ้า (โคราช,เลย,ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) , มะลิดไม้ , มะลิ้นไม้ , ลิดไม้ (ภาคเหนือ) ,เบโก (นราธิวาส,ภาคใต้) ,หมากลิ้นช้าง , หมากลิ้นก้าง (ไทยใหญ่) ,กาโดโด้ง(กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) , ดอก๊ะ ,ดุมึง ,ด๊อกก๊ะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ,โชยเตี้ยจั้ง (จีน)
ชื่อสามัญ   Broken bone, Damocles tree, Indian trumpet flower, Indian trumpet tree
ชื่อวิทยาศาสตร์  Oroxylum indicum (L.) Vent.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Oroxylum indicum (L.) Kurz
สกุล             Bignoniaceae
ถิ่นกำเนิด เพกาเป็นพืชท้องถิ่นที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิมของทวีปเอเชีย ซึ่งพบในประเทศอินเดียรวมทั้งเอเซียอาคเนย์ เป็นครั้งแรก ในตอนนี้สามารพบได้หลายประเทศ ดังเช่น ประเทศอินเดีย เมียนมาร์ ไทย ลาว เขมร มาเลเซีย รวมถึง จีนตอนใต้ด้วย ซึ่งมักจะเจอเพกาตามป่าเบญจพรรณ และป่าชื้นทั่วๆไป ส่วนในประเทศไทยนั้นสามารถเจอเพกาได้ทุกภาคของประเทศ อย่างไรก็ตามสำหรับในการนำเพกามาทำเป็นอาหานั้น ดูเหมือนจะมีแต่ว่าคนไทยแค่นั้นที่นำมาบริโภค ส่วนประเทศอื่นๆนั้นไม่พบข้อมูลสำหรับในการนำมาบริโภคเป็นของกินอะไร
ลักษณะทั่วไป   เพกาเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกึ่งกลางรวมทั้งเป็นไม้ ครึ่งหนึ่งผลัดใบไหมผลัดใบ สูง 5-12 เมตร ขนาดลำต้นโดยประมาณ 10-30 ซม. เรือนยอดเล็ก กิ่งเปราะหักง่าย แตกกิ่งก้านน้อย ต้นที่มีอายุน้อยมีกิ่งใหญ่กึ่งกลางกิ่งเดียว เปลือกเรียบ มีใบเป็นกรุ๊ปตรงกลาง คล้ายกับต้นปาล์ม หลังจากมีดอก ลำต้นจะแยกเป็นกิ่งเกะกะ เปลือกต้น สีน้ำตาลครีมอ่อน หรือเทาอ่อน แตกเป็นสะเก็ดสี่เหลี่ยม รวมทั้งแผลของใบยาวถึง 150 ซม. เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากใบที่ร่วงไปแล้ว ลำต้นและกิ่งมีรูระบายอากาศ กระจายอยู่ทั่วๆไป เปลือกลำต้นเรียบสีเทา มีรอยแผลเป็น จากการหลุดตกของใบ ใบประกอบแบบขนนก 3 ชั้น ปลายคี่ ใบขนาดใหญ่ ยาว 60-200 ซม. เรียงตรงกันข้ามกันอยู่บริเวณปลายกิ่ง ใบย่อยรูปไข่ หรือรูปไข่แกมวงรี กว้าง 4-8 เซนติเมตร ยาว 6-12 เซนติเมตร ปลายยาว ขอบของใบเรียบ ฐานใบสอบแคบ ใบเกลี้ยง หรือมีขนสีขาวสั้นๆข้างล่าง ท้องใบนวล ก้านใบข้างบนสุดแยกออก 1 ครั้ง ก้านใบกลางแยก 2 ครั้ง และก็ก้านใบข้างล่างแยก 3 ครั้ง ทำให้มองเห็นใบทั้งสิ้นเป็นรูปสามเหลี่ยม  ก้านใบย่อยยาว 5-8 มิลลิเมตร ก้านใบข้าง รวมทั้งก้านใบร่วมโค้งพองออกที่ฐานแล้วก็ที่ข้อ ก้านใบยาว 0.5-2 เมตร ดอกช่อขนาดใหญ่แบบกระจะ ออกที่ปลายยอดเป็นกลุ่ม มีดอกย่อย 20-35 ดอก จะบานพร้อมกันคราวละ 2-3 ดอก ก้านช่อดอกยาว 60-180 เซนติเมตร ยื่นออกมานอกทรงพุ่มไม้ของยอด ดอกย่อยขนาดใหญ่ 8-12 ซม. กลีบสีนวลปนเขียวโคนกลีบเป็นหลอดสีม่วงแดง หรือม่วงข้างนอก หลอดกลีบยาว 2-4 เซนติเมตร รูปแตร กลีบดอกไม้หนา ขอบย่นย่อ ไม่มีพู หรือพูไม่เท่ากัน มีต่อมกระจัดกระจายอยู่ด้านนอก ภายในมีขนหนาแน่น ดอกบานตอนกลางคืน มีกลิ่นสาบฉุน และร่วงรุ่งอรุณ มักจะมีดอกและผลในกิ่งเดียวกัน เกสรตัวผู้ 5 อัน ชิดกับหลอดดอก โคนก้านมีขน เกสรตัวเมียมี 1 อัน กลีบเลี้ยงยาว 2-4 เซนติเมตร มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นรูปทรงกระบอก ปลายไม่แยกเป็นกลีบอย่างชัดเจน เมื่อเป็นผล กลีบเลี้ยงนี้จะเจริญรุ่งเรืองเป็นเนื้อแข็งมาก ผลเป็นฝัก แบน โค้งน้อยที่ฐาน มีสันเล็กๆที่ด้านข้าง คล้ายรูปลิ้น แขวนอยู่เหนือเรือนยอด กว้าง 6-10 เซนติเมตร ยาว 30-120 ซม. สีน้ำตาลเข้ม สีแดง ติดฝักยาก ฝักเป็นรูปกระบี่ เมื่อแก่จะแตกเป็น 2 ซีก เม็ดแบนสีขาว  ขนาด 4-8 ซม. มีปีกบางโปร่งแสง เยื่อนี้ช่วยทำให้เม็ดปลิวตามแรงลมให้ตกห่างต้นเพื่อขยายพันธุ์ได้ไกลขึ้น
การขยายพันธุ์ เพกาสามารถแพร่พันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด  โดยเลือกเม็ดจากฝักแก่ เปลือกฝักแห้ง มีสีดำ โดยให้เก็บฝักไว้สัก 2-3 เดือน ก่อนนำมาเพาะเม็ด เพราะว่าภายหลังจากฝักแก่ เม็ดเพกาจะเข้าสู่ระยะพักตัวอยู่ตอนหนึ่ง ถ้าหากนำเมล็ดมาเพาะในระยะหลังฝักแก่มักมีอัตราการงอกต่ำ โดยเหตุนี้ จึงทิ้งฝักไว้สักระยะหนึ่งก่อน
การเพาะเม็ด ควรจะเพาะในถุงเพาะชำ เพื่อย้ายต้นลงปลูกเอาไว้ในแปลงได้สบาย โดยนำเม็ดออกจากฝัก รวมทั้งตากแดดสัก 2-3 วันก่อน จากนั้นค่อยเอามาเพาะ  สำหรับอุปกรณ์เพาะ ควรจะใช้ดินผสมกับวัสดุอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก แล้วก็แกลบดำ แม้กระนั้นแม้ไม่สะดวกให้ใช้เพียงปุ๋ยหมักอย่างเดียวก็ได้ โดยใช้อัตราส่วนดิน:ปุ๋ยหมัก:แกลบดำ ที่ 1:3:1 ก่อนใส่ลงถุงเพาะชำ หลังจากนั้น นำเมล็ดลงกลบ รวมทั้งรดน้ำให้เปียกแฉะ กับดูแลด้วยการรดน้ำเป็นประจำทุกวี่ทุกวัน ขั้นต่ำวันละ 1 ครั้ง จนกระทั่งต้นจะงอก และก็แตกใบได้ 2 ข้อ ก่อนย้ายลงปลูกลงในแปลง  การปลูกเพกานิยมนำมาปลูกในต้นหน้าฝน เมื่อต้นกล้าแตกยอดได้ 2 ข้อแล้ว ให้นำกล้าเพกาลงปลูกได้ สำหรับระยะปลูกให้มีระยะห่างที่ 4×4 เมตร โดยการขุดหลุมขนาดโดยประมาณ 30 เซนติเมตร ลึกโดยประมาณ 30 ซม. ก่อนที่จะรองตูดหลุมด้วยปุ๋ยมูลสัตว์ราวๆ 3-5 กำ และปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 โดยประมาณ 1 จับมือ พร้อมคลุกหน้าดินผสม ก่อนที่จะนำกล้าเพกาลงปลูก
ส่วนประกอบทางเคมี
ในฝักเจอสาร Oroxylin A , Chrysin     ,Baicalein , Triterpene  , Carboxyliv acid , Ursolic acid
ในเมล็ดพบสาร Flavonoids , Chrysin , Oroxylin A ,Terpene , Baicalein , Saponins , Benzoic acid  , 6-Glucoside , Tetuin
สำหรับองค์ประกอบของน้ำมันของเมล็ดเจอสาร
Caprylic, Lauric  , Myristic ,Palmitic ,Palmotoleic ,Stearic ,Oleic , Linoleic acid
ในใบพบสาร Flavones  ,Baicalein ,Glycosides ,6,7-Glucuronides,7-Glucuronides , Chrysin , Scutellarein , Anthraquinone , Aloe emodin
ส่วนของลำต้นเจอสาร Oroxylin A  ,Baicalein  ,Chrysin ,7-Glucuronides, Biochanin A ,Ellagic acid , Puunetin ,B-sitosterols ,b-Methylbailein  ,Lapachol
ส่วนรากพบสาร  Oroxylin A  ,  Baicalein , Chrysin, Pterocarpan , Rhodioside  ,D-Galatose ,Sitosterol
ที่มา : wikipedia
ส่วนค่าทางโภชนาการของเพราะนั้นมีดังนี้
คุณค่าทางโภชนาการในยอดอ่อนเพกา (100 กรัม) พลังงาน 101 กิโลแคลอรี โปรตีน 6.4 กรัม ไขมัน 2.6 กรัม คาร์โบไฮเดรต 13.0 กรัม วิตามินบี1 0.18 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.69 มิลลิกรัมรวมทั้งวิตามินบี3 2.4 มิลลิกรัม  ฝักอ่อนของเพกา (ต่อน้ำหนัก 100 กรัม) วิตามินซี 484 มก. วิตามินเอ 8,200 มิลลิกรัม แคลเซียม 13 มก., ฟอสฟอรัส 4 มก., โปรตีน 0.2 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 14 กรัม, ไขมัน 0.5 กรัม, เส้นใย 4 กรัม
ผลดี/คุณประโยชน์  คุณประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากเพกานั้นโดยมากนิยมเอามารับประทานเป็นอาหาร เป็นต้นว่า ฝักอ่อน อายุฝักราวๆ 1 เดือน (ที่ขนาดไม่ใหญ่มากนัก สามารถใช้เล็บมือจิกลงไปได้) จัดเป็นผักท้องถิ่นที่นิยมเอามารับประทานด้วยการลวกหรือปิ้งไฟ คู่กับน้ำพริก รายการอาหารลาบต่างๆรวมทั้งซุปหน่อไม้ ซึ่งฝักอ่อนนี้ เมื่อรับประทานจะมีรสขมอ่อนๆทั้งนี้ การย่างไฟ นิยมปิ้งไฟจากเตาถ่าน แต่บางทีอาจปิ้งจากไฟลุกไหม้ก็ได้ โดยย่างให้เปลือกฝักอ่อนร้อน แล้วก็อ่อนตัวกระทั่งไหม้เกรียมเป็นสะเก็ดดำ หลังจากนั้นค่อยขูดสะเก็ดดำออก ก่อนนำมาหั่นรับประทาน    ใบ แล้วก็ยอดอ่อน ราษฎรนิยมนำมากินดิบหรือลวกหรือปิ้งไฟ คู่กับน้ำพริก ซุปหน่อไม้ และเมนูลาบต่างๆรวมถึงนำมาผัดใส่กุ้ง หรือยำใส่กระเทียมเจียว ทั้งนี้ ใบอ่อน และก็ยอดอ่อน มักไม่นิยมเด็ดมารับประทานมากสักเท่าไรนัก เนื่องจากจำเป็นต้องให้ยอดเติบโต และก็ติด ดอกบานนิยมนำมาลวกเท่านั้น เนื้อดอกเมื่อลวกแล้วจะมีความนิ่ม และให้รสขมน้อยกว่าฝักอ่อน แล้วก็ยอดอ่อน ถือได้ว่าเป็นส่วนที่อร่อยมากที่สุด และมักจะใช้สำหรับกินคู่กับน้ำพริก ส่วนการใช้ผลดีอื่นๆนั้น ยกตัวอย่างเช่น แก่นไม้เพกา ในบางพื้นของภาคอีสาน นิยมใช้เผาถ่านสำหรับทำผงถ่านผสมทำดินปืนหรือดินบั้งไฟ ทั้งนี้ สามารถเผาเป็นถ่านได้ในรูปไม้สด เพราะเหตุว่าเนื้อไม้สดค่อนข้างจะแห้งอยู่แล้ว และก็เผาในรูปท่อนไม้แห้ง ซึ่งเผาได้ง่ายกว่า แต่ตอนนี้ ไม่ค่อยนิยมแล้ว เนื่องจาก ต้นเพกาในอีสานหายากขึ้น และหันมาใช้ไม้ยูคาลิปตัสแทน ส่วนฝักเพกาแก่ นิยมนำมาตากแห้ง แล้วก็ส่งออกเมืองนอกเพื่อใช้ทำยาสมุนไพร สามารถทำรายได้ให้แก่เกษตรกรได้ นอกนั้นชาวเขายังใช้เปลือกต้นเพกาย้อมผ้าให้ได้สีเขียวอีกด้วย
ยิ่งกว่านั้นเพกายังมีสรรพคุณทางยาอีกด้วย ดังนี้  ตำราเรียนยาไทย  ใช้  เมล็ด ต้มน้ำกิน แก้ไอและก็ขับเสลด ใช้เป็นยาระบาย เมล็ดแก่ มีรสขม เป็นยาระบาย แก้ไอ ขับเสมหะ เมล็ดแห้ง ทำน้ำจับเลี้ยงแก้ร้อนใน อยากดื่มน้ำ ฝักแก่ มีรสขมรับประทานได้ แก้ร้อนในอยากดื่มน้ำ ช่วยเจริญอาหาร หยุดไอ ฝักอ่อน มีรสขมร้อน ใช้เป็นยาขับลม
ใบ มีรสฝาดขม ต้มน้ำดื่มแก้ปวดท้อง เจริญอาหาร แก้ปวดข้อต่างๆ
เปลือกต้น -รสฝาดเย็น รวมทั้งขมนิดหน่อย เป็นยารักษาแผล ทำน้ำเหลืองให้ปกติ ขับน้ำเหลืองเสีย ขับเลือดดับพิษเลือด บำรุงโลหิต แก้เสมหะจุกคอ ขับเสมหะ แก้บิด แก้อาการจุกเสียด
ราก   มีรสฝาดเย็น ขมบางส่วน ใช้บำรุงธาตุ ทำให้เกอดน้ำย่อยอาหาร เจริญอาหาร   แก้ท้องร่วง แก้บิด แก้ไข้สันนิบาต
เพกาอีกทั้ง 5    ได้แก่การใช้ส่วนราก ใบ ดอก ผล ต้น รวมกันจะมีรสฝาดเย็น มีคุณประโยชน์รักษาแผล แก้อักเสบบวม แก้ท้องร่วง บำรุงธาตุ แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ไข้เพื่อลม เพื่อเลือด

รูปแบบ/ขนาดการใช้
ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข      นำเปลือกต้นฝนกับน้ำปูนใสทาแก้อาการบวม บวมช้ำ แล้วก็ อักเสบ  หรือนำเปลือกเพกาฝนทารอบๆฝีแก้ปวดฝี        เปลือกต้นตำผสมกับสุรา     ใช้เป็นยากวาดประสะพิษซางเด็กรูปแบบเม็ดเหลือง      แก้ละอองขึ้นในปาก คอลิ้น แก้ละอองไข้     ใช้ฉีดพ่นเรียกตัวคนคลอดบุตรที่ทนการอยู่ไฟมิได้ ทำให้ผิวหนังชา     ทารอบๆฝี แก้ปวดฝีทาแก้อาการฟกบวมอักเสบ  เปลือกต้นสดตำผสมกับน้ำส้ม  (ซึ่งได้จากรังมดแดง) หรือเกลือบก    รับประทานขับลมในไส้ แก้จุกเสียด แก้บิด แก้อ้วกไม่หยุด    รับประทานแก้เสมหะจุกคอ (ขับเสลด) ขับเลือดเน่าในเรือนไฟ บำรุงเลือด
นอกนั้น ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ด้วยการใช้เปลือกเพกา เปลือกต้นไข่เน่า ใบไข่เน่า แก่นลั่นทม บอระเพ็ด ใบเลี่ยน รากต้นหญ้าค้าง รวม 7 อย่าง น้ำหนักอย่างละ 2 บาท นำมาต้มกับน้ำดื่มทีละ 1 แก้วเล็ก ก่อนรับประทานอาหาร ยามเช้ารวมทั้งเย็น  ช่วยแก้และก็บรรเทาอาการไอ และขับเสมหะโดยใช้เม็ดแก่เพกาโดยประมาณครึ่งกำมือถึงหนึ่งกำมือ (1.5 – 3 กรัม) ใส่เอาไว้ภายในหม้อที่เติมน้ำ 300 มล. แล้วต้มไฟอ่อนๆจนถึงเดือดราวๆ 1 ชั่วโมง แล้วนำมาดื่มทีละ 1 แก้ว รุ่งเช้า กลางวัน เย็น จวบจนกระทั่งอาการจะดียิ่งขึ้น  แก้โรคไส้เลื่อน ด้วยการใช้เปลือกต้นเพกา รากเขยตาย ต้นหญ้าตีนนก นำมาตำรวมกันอย่างละเอียด แล้วนำไปละลายกับน้ำข้าวเช็ด ใช้ขนไก่ชุบพิง เอามาทาลูกอัณฑะ
การเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ     ฟลาโวนอยด์ที่สกัดจากเพกาสามารถลดการอักเสบในเท้าของหนูเม้าส์ที่ถูกรั้งนำให้บวมด้วย dextran และก็จะส่งผลลดบวมมากยิ่งขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับ a-chymotrypsin  สารสกัดจากเปลือกต้นเพกามีฤทธิ์ลดการอักเสบในหนูที่ถูกกระตุ้นให้เกิดการอักเสบด้วยอัลบูมินจากไข่  ฟอร์มาลิน รวมทั้งฮีสตามีน แม้กระนั้นไม่มีผลในหนูที่ถูกกระตุ้นด้วยซีรัมจากม้า หรือไซลีน (xylene)  นอกนั้นยังพบว่าสารสกัดจากเปลือกมีฤทธิ์ลดการแพ้ในหนูที่กระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ได้มากกว่าหนูปกติ
           จากการศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์ต้านการอักเสบในหลอดทดลอง พบว่าสารสกัดจากเปลือกต้นเพกามีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบโดยยั้งสารภายในร่างกายที่ก่อให้เกิดการอักเสบหมายถึงPGE2 รวมทั้ง NF-kB รวมทั้งยังออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเมื่อทดลองด้วยการยับยั้งขั้นตอนออกซิเดชันของไขมัน (lipid-peroxidation)  นอกจากนั้นยังพบว่าสารสกัดด้วยไดคลอโรมีเทนจากเปลือกต้น รวมทั้งรากมีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยยั้งเอนไซม์ 5-lipoxygenase และก็พบว่าสาร lapachol ที่สกัดได้จากเปลือกต้นรวมทั้งรากของเพกาก็มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ 5-lipoxygenase ได้เหมือนกัน โดยมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับ fisetin ซึ่งใช้เป็นสารมาตรฐานสำหรับการทดลองฤทธิ์ต้านการอักเสบ  ยิ่งไปกว่านี้ยังพบว่าสารสกัดด้วยน้ำจากเปลือกยังสามารถลดการอักเสบได้โดยลดการหลั่งเอนไซม์ myeloperoxidase
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรียแล้วก็แก้ท้องเสียสารสกัดไดคลอโรมีเทนของเปลือกต้น แล้วก็รากของเพกา มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียได้หลายสายพันธุ์เช่น Bacillus subtilis, Staphylococcus aureus, Escherichia coli แล้วก็ Pseudomonas aeruginosa และก็ยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อราCandida albicans แล้วก็เจอสาร lapachol ที่สกัดได้จากเปลือกต้นและก็รากของเพกา มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อ B. subtilis แล้วก็ S. aureus ได้เท่ากันกับยา streptomycin  สารสกัดเพกาทั้งต้นด้วยการต้ม ไม่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย Salmonella typi type 2 (ค่า MIC พอๆกับ 125 มิลลิกรัม/มล.) แต่มีฤทธิ์อย่างอ่อนต่อเชื้อ Staphylococcus aureus (ค่า MIC เท่ากับ 15.13 มก./มิลลิลิตร) (2) สารสกัดจากฝักด้วยเอทานอล (80%) ขนาด 12.5 มิลลิกรัม/มล. มีฤทธิ์ไม่แน่นอนต่อเชื้อ S. aureus แล้วก็ Escherichia coli
สำหรับสารสกัดจากตำรับยาเหลืองปิดสมุทรซึ่งมีเปลือกเพกาเป็นส่วนประกอบ รวมทั้งใช้ทุเลาอาการท้องเสียที่มิได้เป็นผลมาจากการต่อว่าดเชื้อ พบว่ามีฤทธิ์ลดอาการท้องร่วงในหนูเม้าส์ที่ทำให้ท้องเสียด้วยน้ำมันละหุ่ง และก็มีฤทธิ์ยั้งการเคลื่อนไหวของกล้ามเรียบในลำไส้เล็กขิงหนูตะเภา  นอกเหนือจากนั้นยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ส่งผลให้เกิดอุจจาระร่วง 6 สายพันธุ์ในหลอดทดสอบ คือ Bacillus cereus ATCC 14579, Escherichia coli ATCC 25922, Salmonella typhimurium ATCC 11331, Shigella flexneri  DMSC 1130, Staphylococcus aureus ATCC 25923, Vibrio parahaemolyticus DMST 5665 แล้วก็ แบคทีเรียที่แยกได้จากอาหาร ขึ้นรถสกัดด้วยน้ำจะออกฤทธิ์ดีมากยิ่งกว่าสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์แล้วก็สารสกัดของสมุนไพรโดดเดี่ยวแต่ละจำพวกที่เป็นองค์ประกอบในตำรับยานี้
ฤทธิ์ต้านการหดเกร็งกล้าม  สารสกัดฝักเพกาด้วยเอทานอลและก็น้ำ (1:1) มีฤทธิ์ต้านการหดเกร็งของกล้ามเนื้อลำไส้เล็ก เมื่อทำทดลองในหนูตะเภาที่ถูกทำให้มีการเกิดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อส่วนลำไส้เล็กด้วย acetylcholine และ histamine
ฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ การศึกษาใช้สารสกัดจากใบเพกาสำหรับเพื่อการต้านสารอนุมูลอิสระ DDPH แล้วก็ยับยั้งสารอนุมูลอิสระ Nitric Oxide พบว่า สารสกัดสามารถออกฤทธิ์ยับยั้งในค่า IC50 = 24.22 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร รวมทั้ง ค่า IC10 = 129.81 ไมโครกรัม/มล. ของสารทั้ง 2 เป็นลำดับ
ฤทธิ์ต้านมะเร็ง การเล่าเรียนทดลองสารสกัดจากเพกาชื่อ Baicalein สำหรับเพื่อการต้านทานเซลล์ของมะเร็ง HL-60 พบว่า สาร Baicalein สามารถยับยั้งเซลล์ของมะเร็ง HL-60 ได้มากกว่าปริมาณร้อยละ 50 ด้านใน 36-48 ชั่วโมง
การเรียนรู้ทางพิษวิทยา
การทดลองความเป็นพิษ มีการทดลองกรอกสารสกัดรากเพกาด้วยน้ำร้อนแก่หนูเพศผู้ในขนาด 1 โมล/กิโลกรัม มีกล่าวว่านำมาซึ่งพิษ Dhar แล้วก็คณะ ทำการทดสอบฉีดสารสกัดฝักเพกาด้วยเอทานอลและก็น้ำ (1:1) และก็สารสกัดรากเพกาด้วยเอทานอลและน้ำ (1:1) เข้าช่องท้องหนู พบว่าสารสกัดในขนาดสูงสุดที่หนูสามารถทนได้ (maximum tolerated dose)หมายถึง100 มก./กิโลกรัม แล้วก็ 1 กรัม/กิโลกรัม เป็นลำดับ (4) ธีระยุทธ ได้กระทำการทดลองความเป็นพิษรุนแรงของสารสกัดเปลือกเพกาด้วยเอทานอล (70%) โดยการฉีดเข้าท้องแล้วก็กรอกลงกระเพาะหนูถีบจักรในขนาด 100 มิลลิกรัม/กก.น้ำหนักตัว พบว่าสารสกัดไม่ก่อให้เกิดพิษกระทันหันในหนู แล้วก็เมื่อทดลองความเป็นพิษรุนแรงโดยใช้สารสกัดในขนาดสูงขึ้นหมายถึง400 รวมทั้ง 800 มก./กิโลกรัมน้ำหนักตัว พบว่าสารสกัดไม่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดพิษฉับพลันเมื่อให้โดยการกรอกลงกระเพาะหนู แต่ส่งผลให้เกิดพิษรุนแรงได้เมื่อฉีดเข้าท้องในขนาด 800 มิลลิกรัม/โล สำหรับความเป็นพิษกึ่งรุนแรงของสารสกัด พบว่าเมื่อกรอกสารสกัดลงกระเพาะหนูถีบจักรในขนาด 400 แล้วก็ 800 มก./กก.น้ำหนักตัว แต่ละวันเป็นเวลา 30 วัน  พบว่าไม่ก่อให้เกิดพิษฉับพลันในหนู
แล้วก็เมื่อป้อนสารสกัดจากตำรับยาเหลืองปิดสมุทรขนาด 5 กรัม/กิโล ครั้งเดียวให้หนูแรท ดูการกระทำภายใน 14 วัน ไม่พบพิษแบบฉับพลันแล้วก็ความแปลกของอวัยวะภายใน แล้วก็เมื่อให้สารสกัดขนาด 1, 2 และก็ 4 กรัม/กก./วัน แก่สัตว์ทดลองต่อเนื่องกันเป็นเวลา 90 วันไม่พบพิษแบบครึ่งหนึ่งเรื้อรัง ไม่เจอความแตกต่างจากปกติของน้ำหนักตัว ค่าตรวจทางโลหิตวิทยา และทางชีวเคมี แล้วก็การเปลี่ยนแปลงในพยาธิวิทยาของอวัยวะภายใน  สำหรับตำรับยารักษาโรคมะเร็งที่มีเพกา ชุมเห็ดเทศ (Senna alata (L.) Roxb.) และก็ยาเขียว (Thunbergia laurifolia Lindl.) ซึ่งออกฤทธิ์ต้านทานโรคมะเร็งในหลอดทดสอบ ก็พบว่ามีความปลอดภัยสำหรับการทดสอบความเป็นพิษแบบทันควันในสัตว์ทดสอบ
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ จากการทดลองฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ โดยวิธี Ames’ test จากผลของการทดสอบพบว่าสารสกัดในขนาดสูงสุดที่ทำงานทดลอง (2 มิลลิกรัม/จานเพาะเชื้อ) กับ Salmonella typhimurium สายพันธุ์ TA98 และก็ TA100 พบว่าไม่มีคุณสมบัติสำหรับเพื่อการส่งผลให้เกิดการ กลายพันธุ์ อมรศรี รวมทั้งแผนก พบว่าสารสกัดเพกาที่ได้จากการต้มมีฤทธิ์ต่อต้านการกลายพันธุ์ เมื่อทดสอบโดยวิธี Ames’ test
การคาดคะเนความเป็นพิษของสารสกัดจากเพกาโดยแนวทาง somatic mutation and recom bination test ในแมลงหวี่ พบว่าสารสกัดเพกาในขนาด 120 มก./มล. สามารถนำไปสู่ somatic mutation ได้  โดยพบว่าแมลงหวี่ที่ได้รับสารสกัดมีปริมาณจุดบนปีกลดน้อยลง เมื่อเปรียบเทียบกับแมลงหวี่กรุ๊ปควบคุม แล้วก็มีรายงานว่าส่วนสกัดอัลกอฮอล์ของเพกาเมื่อเอามาทำปฏิกิริยากับเกลือไนไตรท์ในสถานการณ์โอบล้อมที่เป็นกรดแล้วเอามาทดสอบการกลายพันธุ์ พบว่าผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นมีฤทธิ์ก่อการกลายพันธุ์
ข้อเสนอ/ข้อควรระวัง

  • หญิงตั้งท้องไม่ควรกินฝักอ่อนของเพกา เพราะเหตุว่ามีฤทธิ์ร้อน โดยอาจทำให้แท้งลูกได้
  • ควรระวังสำหรับเพื่อการใช้เพการ่วมกับยากลุ่มต้านการแข็งตัวของเกร็ดเลือด ดังเช่นว่า แอสไพริน (aspirin) ,วาฟาริน (warfarin) , สารสกัดแปะก๊วย (Ginko biloba)
  • เพกาเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนอาจจะก่อให้เกิดผลใกล้กันได้ เช่น มีการเคืองกระเพาะได้
เอกสารอ้างอิง

  • ธีระยุทธ กลิ่นสุคนธ์.  รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน (ครั้งที่ 1): โครงการย่อย “การวิจัยด้านพิษวิทยา”.  การสัมมนาเรื่อง “การพัฒนาการใช้สมุนไพรทางคลินิก และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสมุนไพร ที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน” 26-27 ก.พ. 2530, มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • เพกา.สมุนไพรทีใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • จีรเดช มโนสร้อย วรพงษ์ กิจดำรงธรรม ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ อรัญญา มโนสร้อย. การทดสอบความเป็นพิษแบบเฉียบพลันของสารสกัดตำรับยารักษาโรคมะเร็งที่คัดเลือกจากฐานข้อมูลตำรายาสมุนไพรไทย มโนสร้อย 2. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 2553;8(2):54.
  • อมรศรี ช่างปรีชากุล อริศรา เวชกัลยามิตร มาลิน จุลศิริ ปัญญา เต็มเจริญ.  การต้านสารก่อกลายพันธุ์ของสารสกัดน้ำจากพืช สมุนไพรชนิดที่สามารถนำมาปรุงเป็นเครื่องดื่ม. Special project, Faculty of pharmacy, Mahidol university,1991.
  • เพกา.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหิทยาลัยอุบลราชธานี
  • Ali RM, Houghton PJ, Raman A, Hoult JRS.  Antimicrobial and antiinflammatory activities of extracts and  constituents of Oroxylum indicum (l.) Vent.  Phytomedicine 1988;5(5):375-81.
  • เพกา.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ป่วยติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • อุดมการณ์ อินทุใส และปาริชาติ ทะนานแก้ว . สมุนไพรไทย ตำรับยา บำบัดโรค บำรุงร่างกาย.2549.
  • ธีระยุทธ กลิ่นสุคนธ์.  รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน (ครั้งที่ 2): โครงการย่อย “การวิจัยด้านพิษวิทยา”.  การสัมมนาเรื่อง “การพัฒนาการใช้สมุนไพรทางคลินิกและการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน” 26-27 ก.พ. 2530, มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • เพกา/ลิ้นฟ้า สรรพคุณและการปลูกเพกา.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อพิชเกษตรไทย http://www.disthai.com/
  • นพมาศ สุนทรเจริญนนท์. การพัฒนาตำรับยาแผนโบราณเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน. การสัมมนาเรื่อง “การเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านสมุนไพรสู่ระดับอุตสาหกรรม ครั้งที่ 2”, 19-20 มีนาคม ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ, 2552.
  • ขวัญฤทัย คำฝาเชื้อ.2551.พฤกษศาสตร์พื้นบ้านของชาวกะเหรี่ยง ที่ตำบลบ้านจันทร์และแจ่มหลวง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ .วิทยานิพนธ์(วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.271 หน้า
  • Glinsukon T. Toxicological report. Symposium on Development of Medicinal Plants for Tropical Diseases, 26-27 February, Bangkok, Thailand, 1987. p.110-4.
  • เพกา.กลุ่มยาแก้โรคบิด ท้องเดิน ท้องร่วง โรคกระเพาะ.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด .โครงการอนุรักษ์พันธุกรมมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพฯรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี.
  •   Siriwatanametanon N, Fiebich BL, Efferth T, Prieto JM, Heinrich M. Traditional Used Thai Medicinal Plants: In Vitro Anti-inflammatory, anticancer and Antioxidant Activities. J Ethnopharmacol 2010; 130:196-207.
  • Golikov PP, Brekhman II. Pharmacological study of a liquid extract from the bark of Oroxylum indicum.  Rastit, Resur 1967; 3(3): 446.
  • พัฒน์ สุจำนงค์.  ตำรายาไทย-จีนยากลางบ้าน ยาสมุนไพร และยาแผนโบราณ.  ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แพร่วิทยา, 2524. หน้า 363.
  •   Chen CP, Lin CC, Namba T.  Development of natural crude drug resources from Taiwan. (VI). In vitro studies of the inhibitory effect on 12 microorganisms.  Shoyakugaku Zasshi 1987; 41(3):215-25.
  • แก้ว กังสดาลอำไพ วรรณี โรจนโพธิ์. การประเมินฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของสมุนไพรไทยในรูปของยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข และสมุนไพรบางชนิด โดยวิธีเอมส์เทสต์. รายงานผลการวิจัยเอกสารด้านการแพทย์แผนไทยโดยศูนย์ประสานงาน การพัฒนาการแพท

11

เห็ดหลินจือ
รู้เรื่องมะเร็งโรคมะเร็งเป็นอย่างไรมีเหตุต้นสายปลายเหตุ กลไกลการกำเนิดลักษณะของการมีอาการโรคมะเร็ง โรคมะเร็งที่พบย่อยไม่ว่าจะเป็น ปากมดลูกโรคมะเร็งตับ ปอด แล้วจะคุ้มครองปกป้องได้ไหม รักษายังไง
สมุนไพร-เห็ดหลินจือ[/b] โรคมะเร็ง ( Cancer1 ) พบได้ในทุกเพศทุกวัยตั้งแต่ตอนแรกกำเนิดไปจนถึงผู้สูงวัย โดยมากจะเจอในอายุตั้งแต่ 50 ขึ้นไปส่วนในเด็กพบน้อยกว่าผู้ใหญ่ราว 10 เท่า เดี๋ยวนี้ว่าผู้คนจำนวนมากจะเริ่มหันมาใสใจในสุขภาพเกี่ยวกับร่างกายเห็ดหลินจือของตนเองกันเยอะขึ้นเรื่อยๆ แต่ว่าเหล่าเชื้อโรคต่างๆก็พัฒนาตัวเองขึ้นมาอย่างไม่หยุดยั้งเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่เรียกว่าเป็นโรคยอดฮิตที่ผู้คนเป็นกันเยอะๆมากกว่าโรคติดต่อ
โรคมะเร็งเป็น โรคของเซลล์ ที่มีการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติเปลี่ยนเป็นก้อนโรคมะเร็งซึ่งสามารถบุกรุง ทำลายเนื้อเยื่อใกล้เคียงแล้วก็กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆได้โรคซึ่ง (เห็ดหลินจือ)โรคซึ่งกำเนิดมีเซลล์เกิดมีเซลล์เปลี่ยนไปจากปกติภายในร่างกาย แล้วก็เซลล์เหล่านี้มีการเจริญเติบโตรวดเร็วเกินปกติ ร่างกายควบคุมมิได้ ด้วยเหตุนี้เซลล์กลุ่มนี้ก็เลยเจริญลุกลามรวมทั้งแพร่ได้ทั่วร้างกายทำให้เซลล์ปกติของสมอง ไต กระดูก และไขกระดูก
ต้นเหตุแล้วก็ปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็ง
เห็ดหลินจือ-สำหรับต้นเหตุที่ทำให้ผู้คนต่างป่วยด้วยโรคมะเร็งกันมากขึ้นเกิดขึ้นจากทั้งปัจจัยภายใน คือ
1.ปัจจัยภายนอก
-ผู้ที่ติดเชื้อเชื้อไวรัสตับอักเสบบี  มักกำเนิดในคนที่ไม่นิยมที่ไม่นิยมกินร้อนช้อนกลาง โดยอาจติดจากทางเรือลายสำหรับการทานอาหารร่วมกัน
-การต่อว่าดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ ในกรณีที่ถูกใจรับประทานอาหารแบบดิบๆหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ
-คนที่ชอบดื่มเครื่องดือแอลกอฮอล์เป็นความรู้สึกนึกคิด รวมทั้งคนที่สูบบุรีบ่อยๆ
-คนที่เคยผ่านการฉายรักสีเอกซเรย์
สารอะฟลาทอกซินที่แปดเปื้อนอยู่ในของกินและเครื่องดื่มที่เรารับประทานกันทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพวกพริกแห้ง ถั่ว
-สารก่อมะเร็งในของกินชนิดปิ้ง ย่าง ทอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ปิ้งหรือปิ้งจนกระทั่งไหม้เกรียม หรือเนื้อที่ทอดโดยใช้น้ำมันบ่อยๆวันแล้ววันเล่า
-สารไฮโดรคาร์บอน เป็นสารเคมีที่นำมาใช้ในการถนอมอาหารอย่างไนโตซามิน ซึ่งเป็นสีย้อมผ้าที่นำมาผสมอาร
2.ปัจจัยภายใน
-เห็ดหลินจือมีสาเหตุมาจากความคิดแตกต่างจากปกติภายในร่างกาย อาทิเช่น เด็กไม่สมประกอบแต่กำเนิด ซึ้งเป็นความไม่ปกติทางพันธุกรรม
-ร่างกายมีภูมิต้านทานขาดตกบกพร่องหรือขาดสารอาหารบางสิ่งบางอย่าง ยกตัวอย่างเช่น พวกวิตามินเอ หรือ ซี
ซึ่งจะเห็นได้ว่าโรคมะเร็งโดยมากนั้นเกิดขึ้นจากปัจจัยภายใน นั้นมีความหมายว่าพวกเราสามารถป้องกันการก่อมะเร็งได้มากพอสมควร ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับความประพฤติรวมทั้งระเบียบวินัยการเลือกปฎิบัติของพวกเราเป็นหลัก และก็ความรู้ในเรื่องของสารก่อมะเร็งด้วย
เห็ดหลินจือ-ไม่มีอาการเฉพาะโรคมะเร็ง แม้กระนั้นเป็นอาการเหมือนกับการอักเสบเยื่อ/อวัยวะที่เป็นมะเร็ง โดยที่ต่างกันเป็นมักเป็นอาการที่ห่วยแตกลงเรื่อยและเรื้อรัก เพราะฉะนั้นเมื่อมีลักษณะอาการต่างๆนานเกิน 1 – 2 สัปดาห์ จะต้องรีบเจอหมอ อย่างไร ก็ตาม อาการที่น่าสงสัยว่าเนมะเร็ง ได้
-มีก้อนเนื้อโตเร็ว หรือ มีแผลเรื้อรังไม่หายภายใน 1-2 อาทิตย์ ภายหลังจากการดูแลตัวเองในพื้นฐาน
-มีต่อมน้ำเหลืองโต คลำเ ชอบแข็งไม่เจ็บ แล้วก็โตขึ้นเรื่อยๆ
-ไฝ ปาน หูด ที่โตเร็วกว่าปกติ หรือเป็นแผลแตก
-หายใจ กรือ มีกลิ่นปากร้ายแรงจากที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
-เลือดกำเดาออกเรื้อรัง มักออกเพียงแต่ฝ่ายเดียว (อาจออกทั้งสองข้างได้)
-ไอเรื้อรัง เรือ ไอเป็นเลือด
-มีเสมหะ น้ำลาย หรือเสลดผสมเลือดหลายครั้ง
-อาเจียนเป็นเลือด
-ฉี่เป็นเลือด
-เยี่ยวบ่อยมาก ขัดลำ ปัสสาวะเล็ด โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
-อุจจาระเป็นเลือด  มูก หรือเป็นมูกเลือด
-ท้องผูก สลับท้อง โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
สมุนไพร เห็ดหลินจือ-มีเลือดออกทางช่องคลอดไม่ดีเหมือนปกติ หรือ มีรอบเดือนไม่ดีเหมือนปกติ หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดในวัยหมดประจำเลือดหรือข้างหลังมีเซ็กส์ทั้งๆที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
-ท้องเฟ้อ ท้องเฟ้อ แน่ อึดอัดท้อง โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
-เป็นไข้ต่ำๆหามูลเหตุไม่ได้
-มีไข้สูงบ่อยมาก หามูลเหตุมิได้
-มีไข้สูงบ่อยมาก หาปัจจัยไม่ได้
-ผอมลงมากใน 6 เดือน น้ำหนักลดจากเดิมเป็น 10%
-มีจ้ำช้ำเลือดง่าย หรือ มีจุดแดงเหมือนไข้เลือดออกตามผิวหนังบ่อย
-ปวดหัวรุนแรงเรื้อรัง หรือ แขน/ขาอ่อนแรง หรือ ชัก โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
-ปวดหลังเรื้อรัง และปวดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอาร่วมกับ แขน/ขาอ่อนแรง

สัญญาณอันตราย 7 ประการ ที่ควรจะรีบมาพบหมอ
เห็ดหลินจือ-มีเลือดหรือเรื่องผิดปกติออกจากร่างกาย ยกตัวอย่างเช่น มีตกขาวมากเหลือเกิน
-มีก้อนเลือดหรือตุ่ม เกิดขึ้นที่แห่งใดอันดับแรกของร่างกายและก็ก้อนนั้นโตเร็วเปลี่ยนไปจากปกติ
-มีแผลเรื้อรัง
-มีการถ่ายอุจจาระ เยี่ยว ไม่ปกติหรือแปรไปจากเดิม
-เสียงแหบ ไอเรื้อรัง
-กลืนของกินตรากตรำ ไม่อยากอาหาร น้ำหนักลด
สมุนไพร-มีการเปลี่ยนแปลงของหูด ไฝ ปาน เช่น โตเปลี่ยนไปจากปกติ ควรรีบมาเจอหมอ
รายชื่อโรคมะเร็งที่มักพบ
1.มะเร็งตับ
2.โรคมะเร็งปอด
3.มะเล็งเม็ดเลือดขาว
4.มะเร็งสมอง
5.มะเร็งปากมดลูก
6.โรคมะเร็งลำไส้
7.มะเร็งกล่องเสียง
8.มะเร็งผิวหนัง
9.มะเร็งรังไข่
10.โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
11.มะเร็งต่อมลูกหมาก
12.โรคมะเร็งเต้านม
13.โรคมะเร็งกระเพาะ
14.มะเร็งกระดูก
15.มะเร็งหลอดของกิน
16.มะเล็งลิ้น
17.มะเร็งช่องปากและลำคอ
18.โรคมะเร็งท่อน้ำดีและถุงน้ำดี
19.โรคมะเร็งหลอดลม
20.มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
21.มะเร็งตับอ่อน
22.มะเร็งไต
23.โรคมะเร็งไทรอย์
24.โรคมะเร็งโรงจมูก
สมุนไพร-เห็ดหลินจือ[/b] จะมองเห็นได้ว่าโรคมะเร็งนั้นเป็นโรคอันตรายซึ่งสามารถป้องกันให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งได้ ดังนี้ข้นอยู่กับการกระทำระเบียบวินัยของทุกคนเป็นหลักว่าจะสามารถใคร่ครวญในอ่อนของกินกินได้มากน้อยเพียงใด เพราะว่าสาเหตุของโรคมะเร็งจำนวนมากนั้นมีต้นเหตุจากการรับประทานอาหาร เราจึงควรเลือกรับประทานอาหารซึ่งมีก็เพียงแต่คุณค่าแล้วก็คุณประโยชน์ทางโภชนาการและก็ความสะอาดโดยไม่มีการแปดเปื้อนของสารเคมีต่างๆเพื่อห่างไหลกลจากโรคร้ายอย่างโรคมะเร็ง

Tags : เห็ดหลินจือแดง,สารสกัดเห็ดหลินจือ

12

เห็ดหลินจือ
สมุนไพร เพื่อนๆบางคนอาจสงสัยว่าโรคตับที่เห็ดหลินจือรักษาได้นี่หมายถึงโรคอะไรกันแน่ใช่ไหม โรคตับเป็นทองคำกว้างๆที่รวมโรคหลายอย่างเกี่ยวกับตับ เช่นตับแข็ง มะเร็งในตับ และไวรัสตับเป็นทองคำกวางๆที่รวมหลายอย่างเกี่ยวกับตับ เช่น ตับแข็ง มะเร็งในตับ และไวรัสตับอักเสบบี ก็ล้วนโรคตับทั้งสิ้น
ผลการวิจัยพบว่า เห็ดหลินจือ มีสารสามารถยับยั้งมะเร็งไดและโดยไม่กระทบต่อเซลล์ปกติ สารดังกล่าวมีอยู่มากที่สปอร์ที่กะเทาะผนังหุ้มสปอร์แล้วนอกนี้ผลงานวิจัยจากกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยพบว่าเห็ดหลินจือมีสารกลุ่ม Polysaccharide ซึ่งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้ม และสารกลุ่ม Triterpenes (พบที่สปอร์ของเห็ดหลินจือ มากที่สุด ) ซึ่งกลุ่มหลังสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ โดยสปอร์กะเทาะผนังหุ้มจะให้ผลดีกว่าแบบไม่กะเทาะมาก
อย่างไรก็ตามฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งของมะเร็งของสารสกัดเห็ดหลินจือที่กล่าวไปนั้น ยังคงเป็นเพียงผลการทดลองในหลอดทดลองเท่านั้น ขณะนี้คณะแพทย์ศาสตร์ของมหาลัยเชียงใหม่กำลังวิจัยผลที่มีต่อผู้ป่วยโรคมะเร็วจริงๆและคาดว่าผลการศึกษานี้คงจะตีแผ่ให้เพื่อนๆได้ทราบกันในเร็วๆนี้ค่ะ แต่ตอนนี้มีรายงานการศึกษาจากประเทศจีนพบว่า เห็ดหลินจือสามารถเสริมภูมิคุ้มกันได้จริงในผู้ป่วยมะเล็กลำไส้ใหญ่ ปอด และผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งขั้นลุกลาม โดยไม่มีผลข้างเคียงและสามารถใช้ได้ติดต่อกันเป็นเวลานานได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามในประเทศไทย การใช้สมุนไพร เห็ดหลินจือในการรักษาโรคมะเร็งนั้นยังไม่ใช่ช่องทางหลักในการรักษา เน้นเรื่องเสริมภูมิต้านทานมากกว่า
ตอนนี้มีผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือขายมากมายตามท้องตลาด มีทั้งที่ผลิตในไทยและนำเข้าจากต่างประเทศ ถ้าเพื่อนๆอยากเลือกซื้อ ต้องดูให้ดี ว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นมีที่มาและแหล่งผลิตน่าเชื่อถือหรือเปล่า มีการรับรองจาก อย. หรือไม่ และผลิตภัณฑ์ที่สามารถกันความชื้นได้ดีหรือป่าว
เห็ดหลินจือเป็นสมุนไพรที่มีสาระสำคัญหลายกลุ่มที่มีฤทธิ์รักษาหรือบรรเทาโรคตับได้ครอบคลุมหลายตับ กลุ่ม Triterpenoid สารกลุ่มนี้มีสารออกฤทธิ์หลักๆคือ Ganoderic acid ซึ่งช่วยเสริมการทำงานของเม็ดเลือดขาว ต้านสารพิษ และช่วยหยุดการเติบโตของมะเร็งตับ โปรตีน Lz-8 ช่วยรักษาโรคไวรัสตับอักเสบบีและกลุ่ม Germanium ซึ่งเป็นอีกตัวที่ช่วยรักษามะเร็งตับ
มีงานวิจัยหลายชิ้นที่รายงานว่าเห็ดหลินจือสามารถรักษาโรคตับได้ และยังมีการจดสิทธิบัตรยาบำรุงตับตัวหนึ่งที่เกาหลีใต้ ซึ่งยาดังกล่าวมีส่วนประกอบของสารกาโนโดสเทอโรนในเห็ดหลินจืออีกด้วย
ถ้าไม่ได้เป็นโรคอะไรเกี่ยวกับตับแล้วจะยังทานเห็ดหลินจือได้หรือป่าว
คำตอบคือได้ เห็ดหลินไม่ได้รักษาโรคตับได้อย่างเดียว แต่ยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันลดน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคหัวใจ ได้อีกมามายตามที่เขียนไว้ในบทความเห็ดหลินจือรักษาโรคในเว็บไซต์นี้ หรือจะทานแบบถือคติ กันไว้ดีกว่าแก้ ก็ไม่ผิด
สมุนไพร โรคภูมิแพ้คือโรคที่ร่างกายแพ้สารบางอย่างที่คนทั่วไปไม่แสดงอาการแพ้ เป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดสนิทได้ ภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่ถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรมในเด็กอายุ 5-15 จะพบโรคนี้ได้มากที่สุดเมื่อร่างกายแสดงอาการแพ้ เช่น การเกิดผื่นคันหรือตุ่มตามตัว เพราะฉะนั้นถ้าเรายับยั้งการกล

เมื่อร่างกายได้รับสารที่ทำให้เกิดการแพ้สักอย่างหนึ่ง ร่างกายจะหลั่งสาร Histamine ออก ซึ้งสารตัวนี้จะไปทำให้ร่างกายแสดงอาการแพ้ เช่น การเกิดผื่นคันหรือตุ่มตามตัว เพราะฉะนั้นถ้าเรายับยั้งการหลั่งสาร Histamine นี้ ก็จะทำให้ร่างกายไม่แสดงอาการแพ้ออกมา
ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ เพื่อนๆที่กำลังอ่านอยู่คงเข้าใจและเห็นด้วยกันทุกคนใช่ไหม แต่เพื่อนอาจกำลังสงสัยกันอยู่ว่า แล้วจะต้องทำยังไงไม่ให้ป่วยละ
คำตอบคือ เห็ดหลินจือทำให้ตัวเพื่อนเองมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงไง ซึ่งก็จะเป็นผลพวงจาการดูแลสุขภาพ แล้วเห็ดหลินจือจะมีผลยังเดี๋ยววันนี้จะค่อยไขความกระจ่าง
สมุนไพร ระบบภูมิคุ้มกันคือกลไกการกำจัดเชื้อโรค สารเคมีแปลกปลอม เซลล์มะเร็ง และสิ่งแปลกปลอมอื่ๆที่จะเข้ามาทำอัตรายต่อร่างกายเรานั้นเอง ดังนั้นถ้าเพื่อนๆมีระบบภูมิคุ้มกันดีก็จะไม่ป่วยง่าย หรือถ้าป่วยก็จะฟื้นเร็ว แต่ถ้าระบบภูมิคุ้มกันไม่ดีก็จะป่วยบ่อยและเป็นหนักกว่าคนที่มีระบบูมิคุ้มกันแข็งแรง มาถึวตรงนี้แล้วเพื่อนๆคงเห็นความสำคัญของการมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงกันแล้ว
คนจีนโบราณใช้เห็ดหลินจือมานานกว่า 2000 ปีแล้ว แต่ในสมัยนั้นยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าทำไมคนที่ทานเห็ดหลินจือถึงมีอายุยืนและแข็งแรงไม่ค่อยเป็นโรค ตอนนี้เราสมารถพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าสารกลุ่ม Polysacchayide ในเห็ดหลินจือนั้นสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเราได้จริง สารกลุ่มดังกล่าวสามารถกระตุ้นการสร้าง Interleukin และ Immuoglodulin ซึ่งส่งผลให้ระบบภูมคุ้มกันดีและแข็งแรงขึ้น
ระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกเสริมด้วยสาร Polysaccharide ในเห็ดหลินจือจะสามารถต้านวรัส เซลล์มะเร็ง และจำกัดสารอนุมูลอิสระได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้คนที่ถูกผลข้างเคียงที่โดนยาต้านมะเร็งบางตัวและการทำคีโมกดภูมิคุ้มกันให้มีระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นอีก และเห็ดหลินจือยังมีสารออกฤทธิ์ต้านการแบ่งตัวของเชื้อ HIV อีกด้วย ซึ่ง กลุ่มดังกล่าวคือกลุ่ม Bitter Triterpenoids

13

ถั่งเช่า
การกินถั่งเช่าโดยสวัสดิภาพ
หากกินในระยะเวลาสั้นแล้วก็จำนวนที่พอดี ถั่งเช่าค่อนข้างจะมีความปลอดภัย แต่ว่ามีข้อควรไตร่ตรองบางประการ ดังนี้
การเลือกรับประทานสมุนไพรถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมควรที่จะทำการเลือกจากแหล่งผลิตเชื่อใจได้และผ่านวิธีที่ถูกต้อง เนื่องมาจากมีความน่าจะเป็นต่อการแปดเปื้อนสารพิษแล้วก็สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ถั่งเช่าอาจส่งผลให้เกิดอาการท้องเสีย อาเจียน หรือปากแห้งในบางราย
การกินถั่งเช่าพร้อมกันกับยาบางประเภท ดังเช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยายับยั้งหลักการทำงานของระบบภูมิต้านทาน ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ หรือคาเฟอีน อาจจะส่งผลให้ปฏิกิริยาระหว่างยา ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาบางตัวในเวลานั้นควรขอคำแนะนำหมอก่อนทุกครั้ง
ก่อนจะมีการกินถั่งเช่าในแบบธรรมดาหรืออาหารเสริม ควรขอคำแนะนำหมอหรือผู้ที่มีความชำนาญเกี่ยวกับจำนวนรวมทั้งระยะเวลาในการรับประทาน เพื่อลดความเสี่ยงสำหรับเพื่อการเกิดผลข้างเคียงหรือปฏิกิริยาระหว่างยาแล้วก็ร่างกาย
สตรีตั้งท้องหรืออยู่ในช่วงให้นมบุตรควรหลบหลีกที่จะกิน เนื่องด้วยยังไม่มีข้อมูลรับรองความปลอดภัยในการรับประทานมากมายเพียงพอ ถ้าต้องการกินควรจะหารือหมอทุกหน
ผู้ป่วยในกลุ่มโรคภูมิต้านตนเอง ได้แก่ โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งหรือโรคเอมเอส โรคลูปัส โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์  ไม่สมควรกิน เนื่องด้วยถั่งเช่าอาจส่งผลให้ระบบภูมิต้านทานร่างกายไวต่อการกระตุ้นมากเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้อาการของคนไข้ห่วยแตกลง
ถั่งเช่าอาจจะก่อให้เลือดแข็งช้า ผู้ป่วยสภาวะเลือดออกผิดปกติอาจมีความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกได้ง่ายขึ้น และก็ผู้เข้ารับการผ่าตัดควรจะหลีกเลี่ยงที่จะกินถั่งเช่าก่อนเข้ารับการผ่าตัดอย่างน้อย 2 อาทิตย์ เพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดเลือดออกมากในขณะผ่าตัด
การศึกษาทาวิทยา
จากการศึกษาเล่าเรียนข้างต้นนับว่ายังไม่มีหลักฐานพอเพียงต่อการสรุปข้อมูล เนื่องมาจากยังเป็นการตรวจสอบและลองใช้ถั่งเช่าในแบบอย่างการดูแลรักษาเสริมควบคู่กับยาหลักที่รักษาโรค ทั้งช่วงเวลาสำหรับเพื่อการทดสอบออกจะสั้น กรุ๊ปผู้ป่วยเป็นเด็ก และไม่มีการติดตามผลในระยะยาว ก็เลยต้องศึกษาเพิ่มในอนาคตด้านอื่นๆผู้ดูแลหรือคนเจ็บควรขอความเห็นแพทย์ก่อนการใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรอะไรก็แล้วแต่และถั่งเช่าสำหรับการรักษาโรค
ต่ออายุการเสียชีวิตของผู้ป่วย ถั่งเช่ายังคงใช้เป็นการรักษาทางเลือกจากธรรมชาติที่ช่วยต่ออายุคนเจ็บโรคไตให้ยาวนานขึ้น โดยให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับที่เกิดจากปัจจัยต่างๆจำนวน 101 คน ทดสอบกินถั่งเช่ารวมทั้งสารจากธรรมชาติอื่น 11 ชนิด ในปริมาณที่ไม่เหมือนกันเป็นระยะเวลาราว 13 เดือน หลังครบกำหนดก็เลยวัดผลด้วยการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ สารชี้มะเร็ง แล้วก็ตรวจการทำงานของตับ ผลพบว่า คนป่วยหวานใจษาด้วยการใช้ถั่งเช่าและสารจากธรรมชาติ 4 ประเภทหรือมากยิ่งกว่าขึ้นไป มีชีวิตรอดนานอย่างชัดเจนกว่าคนป่วยที่ได้รับสารจากธรรมชาติน้อยกว่า 3 จำพวก รวมทั้งยังไม่เจอผลกระทบ ดังนี้ เป็นการศึกษาค้นคว้าที่เก็บข้อมูลย้อนไป รวมทั้งเป็นการเรียนถั่งเช่าร่วมกับสารธรรมชาติตัวอื่น ก็เลยไม่อาจจะเอามาสรุปผลได้กระจ่าง แต่บางทีอาจรอคอยข้อสนับสนุนอื่นเพิ่มเติมอีก เพื่อช่วยรับรองประสิทธิภาพของถั่งเช่า
โรคไวรัสตับอักเสบ บี มีการใช้ถั่งเช่าในการรักษาโรคที่เกี่ยวพันกับโรคตับอยู่หลายโรค ซึ่งรวมทั้งโรคไวรัสตับอักเสบ บี โดยมีการเล่าเรียนประสิทธิภาพของการใช้ถั่งเช่าในคนป่วยโรคไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรังจำนวน 25 คน ในระยะเวลา 3 เดือน เพื่อเปรียบผลก่อนและก็ข้างหลังการทดสอบ จากการทดสอบพบว่าระดับเซลล์เม็ดเลือดขาวทีลิมโฟไซต์ที่บ่งบอกระดับภูมิต้านทานของร่างกายมากขึ้น บางทีอาจมีคุณประโยชน์ต่อการรักษาพังผืดในตับของคนเจ็บโรคไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรัง
นอกเหนือจากนั้น ยังมีการเรียนสมุนไพรผลจากการกินสารสกัดถั่งเช่าในผู้เจ็บป่วยโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรัง จำนวน 60 คน เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กรุ๊ปแรกได้รับประทานสารสกัดถั่งเช่า ทีละ 8 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง และก็อีกกลุ่มได้รับยาสมุนไพรชนิดอื่น ครั้งละ 5 เม็ด วันละ 3 ครั้งเช่นกัน ผลพบว่า ผู้เจ็บป่วยที่กินสารสกัดจากถั่งเช่ามีการอักเสบของตับลดน้อยลงประมาณ 81% และการเกิดพังผืดลดลง 52% แต่ว่ายังมีคนป่วยอีก 33% ที่ไม่พบความเคลื่อนไหวของการเกิดพังผืดในตับ จึงอาจเป็นหลักฐานที่มั่นใจว่าสมุนไพร ถั่งเช่าบางทีอาจช่วยเพิ่มแนวทางการทำงานของตับ ลดการอักเสบของตับลงและความเสี่ยงสำหรับการกำเนิดพังผืดที่ตับ

ดูยังไงอันไหนถั่งเช่าปลอม
สำหรับถั่งเช่าประเทศทิเบตซึ่งเป็นถั่งเช่าที่แพงแพง จึงมีการทำปลอมกันมากมาย เอาเข้าจริงเป็นเรื่องยากมากมายๆที่จะมองออกจำเป็นต้องดูหลายอย่าง อย่างไรก็ดีแนวทางคร่าวๆก็จะเป็นไปตามนี้
1.ท่อนหัวของ ถั่งเช่านั้นต้องเป็นแท่งทรงกลมขึ้นเงาคล้ายทรงกระบอก
2.เนื่องด้วย ถั่งเช่าเคยเป็นหนอนมาก่อน ของแท้ต้องเป็นหยักๆเรียงกันสวยสดงดงามเสมือนตัวหนอน
3.ราคาจะต้องผิดจนเหลือเกิน ถ้าเกิดมีผู้ใดเสนอขาย ถั่งเช่าให้เราราคาไม่แพงสันนิฐานไว้ก่อนเลยว่าเลียนแบบ
แม้กระนั้นถ้าหากว่าเป็นถั่งเช่าในแคปซูลพวกเราก็จะต้องมองว่าได้รับการยืนยันจากหน่วยราชการอย่างถูกต้องหรือไม่ เพราะว่าถ้าเป็นของแท้จะมี ถ้าหากไม่มีแสดงว่ามีโอการเป็นของเลียนแบบสูงมาก หรือไม่ไม่มีอันตราย
วิธีทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชน์สูงสุด
การที่จะทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชนสูงสุดนั้นเราก็จำเป็นต้องเลือกทานตามแบบของถั่งเช่าเป็นหลัก โดยที่มีสำคัญๆอยู่ 2 แบบก็คือ แบบธรรมชาติ รวมทั้งแบบ แคปซูล
1.ถั่งเช่าแบบธรรมชาติ-หลายๆคนนิยมถั่งเช่าแบบธรรมชาติด้วยการเคี้ยว ซึ้งถือว่าเป็นการเปลืองที่ไม่ค่อยถูกวิธีเยอะแค่ไหน เนื่องจากคุณสมบัติในตัวถั่งเช่านั้น จะปฏิบัติงานเจริญเมื่อถูกความร้อนโดยเหตุนี้ควรจะรับประทานแบบที่โนความร้อนดีมากยิ่งกว่าโดยวิธีที่ค่อนข้างได้ผลดีที่สุดก็คือการนำถั่งเช่าราวๆ 2-3 ตัว ไปแช่ลงไปในน้ำร้อน ทิ้งเอาไว้ซัก 5 นาทีแล้วหลังจากนั้นก็ให้นำน้ำมาดื่มจนกว่าน้ำหมด แล้วให้เพิ่มน้ำร้อน ได้อีก 2 ครั้ง ร่างกายก็จะได้สารคอร์ไดเซปินไปอย่างครบถ้วน
2.ถั่งเช่าแบบแคปซูล- ตัวถั่งเช่าแบบแคปซูลเวลาทานจะดูสิ่งที่จำเป็นเป็นหลักว่า ต้องการทานเพื่อสุขภาพ หรือกำหนดที่โรคอะไร และทานตามจำนวนที่สมควร อย่างถ้าหากเราอยากทารเพื่อสุขภาพ ให้ทาน เช้า-เย็น อย่างละ 1 แคปซูล ย้ำโรคภูมิแพ้และก็อื่นๆทาน เช้า เย็น อย่างละ 2 แคปซูลเวลาทานจะทานต่อมาอาหารหรือท้องว่างก็ได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้เป็นอันตรายหรือกัดกระเพาะ

14
งาดำ
ชื่อสมุนไพร งาดำ
ชื่อสามัญ  Black Sasame seeds Black
ชื่อวิทยาศาสตร์ Sesamum indicum Linn
วงศ์ Pedaliaceae
ถิ่นเกิด  งามีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา รอบๆประเทศเอธิโอเปีย แล้วแผ่กระจายไปยังอินเดีย จีน แล้วก็ประเทศต่างๆในแถบเอเชียรวมทั้งประเทศไทยด้วย ส่วนในประเทศอินเดียมีการบอกว่ามีการปลูกงามาแล้วหลายพันปี ก่อนที่พ่อค้าชาวอาหรับ แล้วก็เมดิเตอร์เรเนียลจะนำงาไปปลูกแถบอาหรับ และก็ ยุโรป
นอกเหนือจากนั้นยังมีผู้พบหลักฐานว่า ชาวบาบิโลนในประเทศโซมาเลียมีการปลูกงามาเป็นเวลายาวนานกว่า 2,500 ปี ก่อนคริสตกาล รวมทั้งใช้นํ้ามันงาสำหรับทำยา รวมทั้งอาหาร ซึ่งมีบันทึกใน Medical Papyrus of Thebes กล่าวว่า ทหารโรมันได้นำงาไปปลูกลงในประเทศอิตาลีในคริสศตวรรษที่ 1 แม้กระนั้นปรากฏว่าลักษณะภูมิอากาศไม่เหมาะสมกับการปลูก รวมทั้งในช่วงปลายศตวรรษที่17 และก็18 มีการนำงามาปลูกลงในประเทศอเมริกาโดยข้าทาสชาวแอฟริกัน
ด้านการใช้ประโยชน์จากงาดำนั้นประเทศอินเดีย จีน และก็ประเทศอื่นๆในแถบเอเซียจะใช้งาทำเป็นนํ้ามันเพื่อประกอบอาหาร ส่วนคนยุโรปจะนำงามาทำขนมเค้ก ไวน์ แล้วก็นํ้ามัน รวมทั้งใช้ในการประกอบอาหาร และเป็นเครื่องหอม ส่วนชาวแอฟริกันใช้ใบงาทำ พลุ แล้วก็พอกผิวหนัง แล้วก็ใช้เป็นสารไล่แมลงให้สัตว์เลี้ยงเป็นต้น
ลักษณะทั่วไป
งาดำ เป็นพืชล้มลุกที่แก่ฤดูเดียว มีลำต้นตั้งตรง อาจแตกกิ่งหรือเปล่าแตกกิ่งกิ้งก้าน ลำต้นสูงราว 50-150 ซม. ลำต้นมีลักษณะสีเหลี่ยม มีร่องตามทางยาว ไม่มีแก่น มีลักษณะอวบน้ำ และมีขนสั้นปกคลุม เปลือกลำต้นบาง มีสีเขียว  ใบงาดำ ออกเป็นใบโดดเดี่ยว เรียงตรงกันข้ามกันเป็นชั้นๆตามความสูง ประกอบด้วยก้านใบสั้น ยาวโดยประมาณ แผ่นใบมีรูปหอก สีเขียวสด กว้างโดยประมาณ 3-6 ซม. ยาวประมาณ 8-16 เซนติเมตร โคนใบมนกว้าง ปลายใบแหลม ขอบใบหยักบางส่วน มีเส้นกิ้งก้านใบตรงกันข้ามกันเป็นคู่ๆยาวจรดขอบของใบ ดอกงาดำเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นกลุ่มตรงซอกใบ จำนวน 1-3 ดอก ดอกย่อยมีก้านดอกสั้น มีกลีบรองดอก จำนวน 5 กลีบ ส่วนกลีบดอกไม้มีลักษณะเป็นกรวย ห้วยลงดิน กลีบดอกอ่อนมีสีเขียวอมเหลือง กลีบดอกไม้เมื่อบานมีสีขาว ยาวประมาณ 4-5 ซม. แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ กลีบข้างล่าง รวมทั้งกลีบบน โดยกลีบล่างจะยาวกว่ากลีบบน ด้านในดอกมีเกสรตัวผู้ 2 คู่ มี 1 คู่ยาว ส่วนอีกคู่สั้นกว่า ส่วนเกสรตัวเมียมี 1 อัน มีก้านเกสรยาว 1.5-2 เซนติเมตร ปลายก้านเกสรแหว่งเป็น 2-4 แฉก  ผลงาดำเรียกว่า ฝัก มีลักษณะทรงกระบอกยาว ผิวฝักเรียบ ปลายฝักแหลมเป็นติ่ง รวมทั้งแบ่งออกเป็นร่องพู 2-4 ร่อง กว้างประมาณ 1 ซม. ยาวราวๆ 2-3 เซนติเมตร ฝักอ่อนมีสีเขียว แล้วก็มีขนปกคลุม ฝักแก่กลายเป็นสีน้ำตาล และก็เบาๆเปลี่ยนเป็นสีดำอมเทา แล้วหลังจากนั้น ร่องพูจะปริแตก เพื่อให้เม็ดตกลงดิน  ภายในฝักมีเมล็ดขนาดเล็ก สีดำมากมาย เมล็ดเรียงซ้อนในร่องพู เมล็ดมีรูปรี และก็แบน ขนาดเมล็ดประมาณ 2-3 มม. เปลือกเม็ดบางมีสีดำ มีกลิ่นหอมสดชื่น แต่ละฝักมีเม็ดราวๆ 80-100 เมล็ด
การขยายพันธุ์ งาดำแพร่พันธุ์ด้วยการใช้เม็ด ซึ่งนิยมนำมาปลูกด้วยกัน 2 แบบเป็นการหว่านเมล็ด แล้วก็โรยเมล็ดเป็นแนว แบ่งช่วงปลูกออกเป็น 3 ช่วง คือ

  • ช่วงต้นหน้าฝน ราวพฤษภาคม-เดือนมิถุนายน และเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม
  • ช่วงปลายฤดูฝน ราวกรกฎาคม-ส.ค. แล้วก็เก็บเกี่ยวในช่วงกันยายน-ตุลาคม
  • พักหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ราวๆเดือนพฤศจิกายน-ธ.ค. แล้วก็เก็บเกี่ยวในตอนม.ค.-ก.พ.


การเตรียมแปลงปลูก ในพื้นที่ที่มีระบบระเบียบชลประทานเข้าถึง สามารถปลูกงาดำได้ทุกฤดู ส่วนพื้นที่ที่ไม่มีระบบชลประทานมักปลูกเอาไว้ในช่วงหลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ
พื้นที่แปลงปลูกต้องไถกลบดิน 1 รอบก่อน และก็ตากดินนาน 7-10 วัน แล้วต่อจากนั้น หว่านด้วยปุ๋ยหมัก ราว 1-2 ตัน/ไร่ ก่อนไถพรวนดินกลบอีกรอบ หรือหว่านปุ๋ยคอกตั้งแต่ตอนไถรอบแรก (ใช้สำหรับพื้นที่ไม่เกลื่อนกลาดมาก) เพราะรอบต่อมาจะเป็นการหว่านเมล็ดได้เลย ส่วนการปลูกแบบหยอดเมล็ด ให้ไถร่องตื้นหรือใช้คราดดึงทำแนวร่องก่อน
การปลูก

  • การปลูกแบบหว่านลงแปลง หลังไถกลบรอบแรกหรือไถพรวนดินในรอบ 2 แล้ว ให้หว่านเมล็ดงาดำ อัตรา 0.5-1 โล/ไร่ ควรหว่านเม็ดให้กระจายให้เยอะที่สุด ก่อนไถลูกพรวนหน้าดินตื้นๆกลบ
  • การปลูกแบบหยดเมล็ดเป็นแถว ข้างหลังไถชูร่องหรือดึงคราดทำแนวร่องเสร็จ ให้โรยเม็ดตามความยาวของร่อง ให้เมล็ดห่างกันอย่างสม่ำเสมอ ใช้เมล็ดในอัตราเดียวกับการโปรยเม็ด ก่อนคราดหรือเกลี่ยหน้าดินกลบ


การดูแลและรักษา หลังการหว่านเม็ด ถ้าหากปลูกไว้ในช่วงแล้ง เกษตรมักจัดตั้งระบบให้น้ำ ซึ่งควรจะให้เป็นประจำ 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ ส่วนการปลูกเอาไว้ภายในฤดูฝน เกษตรมักปลดปล่อยให้งาดำเติบโตโดยอาศัยน้ำฝนจากธรรมชาติ ดังนี้ แม้พบโรคหรือแมลงให้ฉีดพ่นด้วยสารเคมีกำจัด ส่วนการใส่ปุ๋ย ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ในระยะ 1-1.5 เดือน แรกหลังปลูก และก็อาจใส่ร่วมกับปุ๋ยคอก อัตรา 1-2 ตัน/ไร่ ส่วนการกำจัดวัชพืช ให้ลงแปลงถอนวัชพืชด้วยมือเสมอๆ ทุก 2 ครั้ง/ เดือน โดยยิ่งไปกว่านั้นใน 1-1.5 เดือนแรก
การเก็บเกี่ยวผลิตผล งาดำ สามารถเก็บเกี่ยวเมล็ดได้หลังการปลูกราว 70-120 วัน ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ โดยพินิจจากฝักที่เริ่มกลายเป็นสีเหลืองหรือน้ำตาลอมดำ ส่วนใบจะเริ่มสีเหลือง แล้วก็บางจำพวกมีการหล่นแล้ว ดังนี้ ต้องเก็บฝักก่อนที่เปลือกฝักจะปริแตก ส่วนจำพวกงาดำที่นิยมปลูกในตอนนี้นั้นมีด้วยกัน 4 จำพวกคือ

  • งาดำ บุรีรัมย์ จัดเป็นประเภทประจำถิ่น มีลักษณะเด่นเป็นฝักแบ่งได้เป็น 4 กลีบใหญ่ เม็ดมีขนาดใหญ่ สีเกือบจะดำสนิท แก่เก็บเกี่ยวปานกลาง ราวๆ 90-100 วัน ให้ผลผลิต ราว 60-130 โล/ไร่
  • งาดำ นครสวรรค์ จัดเป็นพันธุ์ประจำถิ่นที่นิยมมากมายในดูเหมือนจะทุกภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคกลาง เหนือ รวมทั้งอีสาน มีลักษณะเด่นหมายถึงลำต้นค่อนข้างจะสูง มีการทอดยอด และก็แตกกิ่งก้านมาก ใบมีขนาดใหญ่ มีลักษณะค่อนข้างจะกลม ส่วนเม็ดมีสีดำ อ้วน แล้วก็ขนาดใหญ่ แก่เก็บเกี่ยวปานกลาง ราวๆ 95-100 วัน ให้ผลผลิต 60-130 กิโล/ไร่
  • งาดำ มิลลิกรัม18 เป็นชนิดงาดำแท้ ที่ปรับปรุงขึ้นโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในช่วงปี 2528-2530 ที่ได้จากการผสมของงาประเภท col.34 กับงาดำ จังหวัดนครสวรรค์ มีลักษณะเด่นเป็นลำต้นออกจะสูง มีการเลื้อย แต่ไม่แตกกิ่ง ลำต้นมีข้อสั้น ทำให้จำนวนของฝักต่อต้นสูง เมล็ดมีสีดำสนิท 1,000 เม็ด มีน้ำหนักโดยประมาณ 3 กรัม ถ้าหากในฤดูฝนจะมีอายุการเก็บเกี่ยวราว 85 วัน ถ้าหากปลูกฤดูหนาวหรือหน้าแล้ง มีอายุการเก็บเกี่ยว ประมาณ 90 วัน ให้ผลผลิต แต่ว่าค่อนข้างจะสูง ในช่วง 60-148 กิโลกรัม/ไร่
  • งาดำ มข.2 เป็นจำพวกไม่ไวต่อช่วงแสงสว่างที่ปรับปรุงขึ้นโดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีชนิดเริ่มแรกเป็นงาดำ พันธุ์ ซีบี 80 ที่นำเข้ามาจากจีน มีลักษณะเด่น คือ ลำต้นสูงราว 105-115 ซม. ลำต้นมีการแตกกิ่ง แม้กระนั้นแตกน้อย โดยประมาณ 3-4 กิ่ง/ต้น เม็ดสีดำสนิท 1,000 เมล็ด หนักประมาณ 2.77 กรัม มีอายุเก็บเกี่ยวสั้นกว่าจำพวกอื่นๆประมาณ 70-75 วัน ให้ผลผลิตปานกลางถึงสูง ประมาณ 80-150 โล/ไร่ เป็นประเภทที่ทนแล้ง และก็ต้านต่อโรค เน่าดำก้าวหน้า
องค์ประกอบทางเคมี
ในเม็ดมีน้ำมันอยู่ราว 45-55% มีกรดไขมันยกตัวอย่างเช่น oleic acid, linoleic acid, palmitic acid, stearic acid, นอกจากนี้ยังมี สารกรุ๊ป lignan, ชื่อ Sesamin , sesamol, 
d-sesamin, sesamolin, สารอื่นๆอย่างเช่น sitosterol  (สารกันหืนคือ sesamol ทำให้น้ำมันงาไม่กลิ่นหืน)
                นอกนั้นงาดำยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้
ค่าทางโภชนาการของงาดำ (งาดำ 100 กรัม)
น้ำ                           4.2          กรัม
พลังงาน                 603         กิโลแคลอรี่
โปรตีน                    20.6        กรัม
ไขมัน                       48.2        กรัม
คาร์โบไฮเดรต                        21.8        กรัม
ใยอาหาร                                9.9          กรัม
เถ้า                           5.2          กรัม
แคลเซียม                               1228       มิลลิกรัม
เหล็ก                       8.8          มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส                              584         มก.
 
ไทอะมีน                 0.94        มก.
ไรโบฟลาวิน                           0.27        มิลลิกรัม
ไนอะซีน                  3.5          มิลลิกรัม
กรดกลูดามิก                         3.955     กรัม
กรดแอสพาร์ตำหนิก                     1.646     กรัม
เมไธโอนีน                              0.586     กรัม
ทรีโอนีน                  0.736     กรัม
ซีสหนอีน                   0.358     กรัม
ซีรีน                         0.967     กรัม
ฟีนิลอะลานีน                        0.940     กรัม
อะลานีน                 0.927     กรัม
อาร์จินีน                 2.630     กรัม
โปรลีน                    0.810     กรัม
ไกลซีน                    1.215     กรัม
ฮิสทิดีน                   0.522     กรัม
ทริปโตเฟน                             0.388     กรัม
ไทโรซีน                   0.743     กรัม
วาลีน                      0.990     กรัม
ไอโซลิวซีน                              0.763     กรัม
ลิวซีน                      1.358     กรัม
ไลซีน                       0.569     กรัม
ธาตุแคลเซียม                        975         มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก                               14.55     มิลลิกรัม
ธาตุซีลีเนียม                          5.7          มิลลิกรัม
ธาตุโซเดียม                           11           มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส                      629         มก.
ธาตุสังกะสี                            7.75        มิลลิกรัม
ธาตุโพแทสเซียม                   468         มิลลิกรัม
ธาตุแมกนีเซียม                     351         มิลลิกรัม
ธาตุแมงกานีส                       2.460     มก.
ธาตุทองแดง                          4.082     มก.
 
ประโยชน์/สรรพคุณ งาดำนิยมประยุกต์ใช้เป็นสัดส่วนผสมของขนมต่างๆตัวอย่างเช่น ไอศกรีมงาดำ , คุกกี้งาดำ , ขนมเค้กงาดำ , นมงาดำ , กระยาสารท อื่นๆอีกมากมาย หรือใช้เป็นส่วนผสมภัณฑ์เสริมความงามต่างๆอย่างเช่น สบู่ ครีมที่มีไว้ดูแลผิว อื่นๆอีกมากมาย ส่วนสรรพคุณทางยาของงาดำนั้นสามารถช่วยบำรุงร่างกายแทบทุกรูปทรง ไม่ว่าจะเป็น ผม ผิวพรรณ กระดูก เล็บ ระบบขับถ่าย การบำรุงหัวใจ ก็เลยเหมาะสมกับทุกวัย แม้กระทั่งเด็กที่มีลักษณะเจ็บไข้อยู่แล้ว หรือผู้หญิงที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยทอง งาดำจะจำเป็นอย่างมาก เพราะจะช่วยคุ้มครองโรคภาวการณ์กระดูกพรุนอย่างเห็นผล โดยในแบบเรียนยาไทยกล่าวว่า ใช้น้ำมันระเหยยากที่บีบจากเม็ด หุงเป็นน้ำมันใส่รอยแผล รวมทั้งผสมเป็นน้ำมันทาเช็ดนวดแก้เคล็ดปวดเมื่อย ฟกช้ำดำเขียว ปวดบวม ลดการอักเสบ ใส่แผลรักษาอาการผื่นคัน ทำน้ำมันใส่ผม เป็นยาระบายอ่อนๆทาผิวหนังให้นุ่มแล้วก็ชุ่มชื้น หญิงไทยโบราณใช้ทาเพื่อประทินผิว สรรพคุณพื้นบ้านบอกว่า เมล็ด ส่งผลให้เกิดกำลัง ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย แม้กระนั้นทำให้ดีกำเริบเสิบสาน น้ำมัน ทำน้ำมันใส่แผล ใส่แผลเน่า มักใช้ผสมยาใช้ภายนอกสำหรับกระดูกหัก บำรุงเอ็น ไขข้อ ทานวดแก้กลยุทธ์ยอก ปวดบวม หรือใช้ทาบำรุงรากผม
ตำรับยาสมุนไพรล้านนา: ใช้รักษาโรคผิวหนัง กลาก โรคเกลื้อน น้ำร้อนลวก ไฟไหม้
           ตำรับยาน้ำมันที่เจาะจงในแบบเรียนพระโอสถพระนารายณ์: มีรวม 3 ตำรับ ที่ใช้น้ำมันงาเป็นองค์ประกอบ ดังต่อไปนี้ “น้ำมันทรงแก้พระเส้นผมตก (ผมร่วง)ให้คันให้หงอก” มีสมุนไพร 19 จำพวก นำมาต้มแล้วกรองกากออก เติมน้ำมันงา แล้วหุงให้เหลือแต่น้ำมันใช้แก้พระเกศเธอ คัน ขาว “น้ำมันแก้เปื่อยยุ่ยพัง” มีคุณประโยชน์ แก้ขัดค่อยหรือเยี่ยวไม่ออก แก้ปวดขบ แก้หนอง มีรวม 2 ตำรับ แต่ละตำรับ มีสมุนไพร 12 ประเภท แล้วก็น้ำมันงาพอเหมาะ หุงให้เหลือแต่น้ำมัน ยานี้ใช้ ยอนเป่าเข้าไปในลำกล้อง (ฟุตบาทเยี่ยวในองคชาติ)
ส่วนแบบเรียนหมอแผนปัจจุบันระบุว่าสารออกฤทธิ์ในงาดำมีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ต่อต้านเซลล์มะเร็ง  รักษาอาการไอ จากการเจาะจงประสิทธิภาพการดูแลและรักษาโรคของเม็ดงาโดยฐานข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ที่ว่าช่วยทุเลาอาการไอ นับมีประโยชน์ข้อเดียวของงาดำแล้วก็งาขาวที่มีข้อมูลมากที่สุดในขณะนี้  ลดระดับคอเลสเตอรอล น้ำมันงาเป็นเลิศในน้ำมันจากพืชที่กล่าวกันว่าดีต่อสุขภาพ โดยมั่นใจว่าอุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งเป็นไขมันจำพวกดีที่ช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลและในน้ำมันงานี้ยังพบไขมันอิ่มตัวในจำนวนน้อย วัยทอง หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนซึ่งเป็นสภาวะของการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายและจิตใจจากการที่ร่างกายไม่ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนอีกต่อไป อาจได้ใช้ประโยชน์จากสารเซซาไม่น (Sesamin) ในเม็ดงาที่มั่นใจว่าเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกจุลชีพในลำไส้เปลี่ยนไปเป็นสารสำคัญอย่างเอนเทอโรแลกโตน (Enterolactone) ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์เอสโตรเจนและก็มีส่วนประกอบทางเคมีคล้ายฮอร์โมนเอสโตเจนของเพศหญิงอย่างไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogens) งาเป็นของกินที่มีธาตุมากมายที่สำคัญหมายถึงธาตุเหล็ก ไอโอดีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส โดยปริมาณแคลเซียมที่เจอจะมีมากกว่าพืชผักทั่วๆไปกว่า 40 เท่า แล้วก็ธาตุฟอสฟอรัสมากยิ่งกว่าพืชผักทั่วๆไปกว่า 20 เท่า ซึ่งเป็นธาตุที่ปฏิบัติภารกิจเสริมสร้างกระดูก โดยยิ่งไปกว่านั้นเด็กตัวเล็กๆ และสตรีวัยหมดระดู กรดไขมันไลโนเลอิค และกรดไขมันชนิดโอเลอิค ช่วยสำหรับในการลดระดับไขมันจำพวกต่างๆในเส้นโลหิต และก็ช่วยปกป้องการเกิดเกล็ดเลือด แล้วก็ลิ่มเลือด  งามีคาร์โบไฮเดรตในปริมาณตํ่า แม้กระนั้นมีวิตามินบีทุกชนิดสูงก็เลยถือได้ว่างามีวิตามินบีอยู่ดูเหมือนจะทุกประเภท ก็เลยมีสรรพคุณช่วยบำรุงรักษาระบบประสาท บำรุงสมอง บรรเทาอาการเหน็บชา แก้ร่างกายอ่อนล้า แก้ลักษณะของการปวดเมื่อยล้า รวมทั้งแก้การเบื่อข้าว  งามีปริมาณใยอาหารในจำนวนสูง ทำหน้าที่เสริมสร้าง และก็กระตุ้นแนวทางการทำงานของลำไส้ ทั้งการสรุปย การดูดซึม และก็การขับถ่าย ช่วยปกป้องอาการท้องผูก ยับยั้ง รวมทั้งซึมซับพิษ พร้อมขับออกทางอุจจาระ ทำให้คุ้มครองปกป้องมะเร็งในไส้ และควบคุมระดับไขมันในเลือด      กรดไลโนเลอิคเจอในเม็ดงาไม่น้อยเลยทีเดียว เป็นกรดที่มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโต แล้วก็ช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนัง เพราะว่าทำให้ผนังเซลล์ด้านในภายนอกดำเนินงานอย่างปกติ
แบบอย่าง/ขนาดวิธีใช้ ในตอนนี้งาดำนั้นส่วนมากจะนิยมนำมาทำเป็นของหวานหรือส่วนผสมของของหวานแล้วก็สินค้าที่ใช้บริโภคมากกว่าการใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆแต่ก็มีตำรายาไทยแผนโบราณที่ได้เจาะจงจำนวนการใช้เพื่อเยียวยาโรคต่างๆอาทิเช่น

  • รักษาลักษณะของการปวดตามข้อ ใช้งาคั่วรับประทาน 2-3 ช้อนโต๊ะ 2-3 อาทิตย์
  • รักษาอาการเมื่อยล้า เมื่อตามร่างกาย รับประทานงาคั่ว 2-3 ช้อนโต๊ะ 2-3 อาทิตย์
  • รักษาอาการเหน็บชา คั่วเมล็ดงา 1 ลิตร ร่วมกับรำข้าว 1 ลิตร และกระเทียมหั่น 1 กำมือ แล้วหลังจากนั้น ตำบดผสมกัน และผสมน้ำผึ้งหรือน้ำตาลกิน 1 เดือน
  • รักษาอาการคัดจมูก ใช้งาคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับกับข้าวสุกหรือน้ำเต้าหู้รับประทาน 2-3 วัน
  • รักษาอาการเป็นหวัด กินงาคั่ว วันละ 4 ช้อนโต๊ะ
  • รักษาอาการท้องผูก ใช้งาคั่วผสมกับเกลือรับประทานร่วมกับข้าว
  • รักษาลักษณะของการปวดประจำเดือน กินงาผง ½ ช้อนชา วันละ 2 ครั้ง
  • ใช้บำรุงสมอง และระบบประสาท ใช้งาคั่วผสมกับมะขามป้อม รวมทั้งน้ำผึ้ง กินวันละ 1 ครั้ง
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการอักเสบ      สาร sesamin จากน้ำมันเมล็ดงา เมื่อทำการทดสอบโดยผสมลงในอาหารของหนูถีบจักร แล้วก็ป้อนให้หนูที่ถูกรั้งนำให้เกิดการติดเชื้อ และการอักเสบที่ลำไส้ใหญ่ ซึ่งหนูที่มีการอักเสบจะมีการหลั่งสาร dienoic, eicosanoids, TNF-a (tumor necrosis factor-a) แล้วก็ cyclooxygenase มากขึ้นเรื่อยๆ จากผลของการทดสอบ พบว่าสาร sesamin ในน้ำมันเม็ดงา มีฤทธิ์ลดการอักเสบที่ไส้ของหนูได้ โดยลดการสร้างสารจำพวก Prostaglandin E2 (PGE2), Thromboxane B2 (TXB2) แล้วก็ TNF-a อย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ (1) เมื่อทำทดสอบในชายธรรมดา 11 คน โดยฉีดสารที่ส่งผลให้เกิดการอักเสบ Auromyose ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ของ TNF-a, PGE2 และ leukotriene B4 (LTB4) แล้วต่อจากนั้นให้ชายทั้ง 11 คน ทานอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของน้ำมันงา 18 กรัม/วัน นาน 12 สัปดาห์ และก็กระทำวัดระดับ TNF-a, PGE2  แล้วก็ LTB4 ในกระแสเลือดก่อนแล้วก็หลังให้อาหารเสริมที่มีส่วนผสมของน้ำมันงา พบว่าระดับของสารที่ส่งผลให้เกิดการอักเสบดังกล่าวไม่มีความเคลื่อนไหว แสดงว่าน้ำมันงาไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ (2) 0.5 กรัม ของสารสกัดเมทานอล 100% จากเมล็ดงา 100 ก. ไม่เป็นผลยั้ง cyclooxygenase 2 และ nitric oxide ในเซลล์ RAW 264.7 ที่ถูกรั้งนำโดย lipopolysaccharide (3)
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย        สารสกัดอัลกอฮอล์หรืออะซีโตนจากเมล็ดงา ความเข้มข้น 25 มคกรัม/มิลลิลิตร (4) รวมทั้งสารสกัดเอทานอล 80% จากใบ ลำต้น ราก แล้วก็ผล ความเข้มข้น 500 มิลลิกรัม/มล. (5) ไม่เป็นผลยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus (4, 5) แล้วก็เชื้อ Pseudomonas aeruginosa (5)
การศึกษาเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของงาดำแล้วก็งาขาวที่ช่วยรักษาอาการไอ เป็นการทดลองในเด็กอายุ 2-12 ปี ปริมาณ 107 คน ที่มีลักษณะไอจากโรคไข้หวัด โดยให้รับประทานน้ำมันงา 5 มิลลิลิตรก่อนนอนติดต่อกัน 3 วัน เพื่อลดความร้ายแรงแล้วก็ความถี่ของการไอ ผลพบว่าในวันแรกอาการไอของเด็กที่รับประทานน้ำมันงาดียิ่งขึ้นกว่ากลุ่มกินยาหลอก แต่อยู่ในระดับไม่มากเท่าไรนัก แล้วก็เมื่อผ่านไป 3 วัน เด็กทั้ง 2 กลุ่มต่างมีอาการดียิ่งขึ้น และไม่พบว่าการใช้น้ำมันงาก่อเกิดผลกระทบอะไรก็ตามวิจัยคนเจ็บที่เจ็บในโรงพยาบาลทั้งสิ้น 150 คน โดยกลุ่มหนึ่งให้การรักษาด้วยการทาน้ำมันงาควบคู่ไปกับการดูแลรักษาปกติ ส่วนอีกกรุ๊ปให้การดูแลรักษาปกติเพียงอย่างเดียว ผลปรากฏว่าน้ำมันงาช่วยลดความรุนแรงของความเจ็บและก็นำมาซึ่งการทำให้คนไข้รับประทานยาพาราลดลง
ภาควิชาแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ค้นพบว่าในเม็ดงาดำ มีสารเซซาไม่นอยู่ด้านในซึ่งสารตัวนี้สามารถที่จะช่วยสำหรับในการยั้งการพัฒนาเซลล์ต้นกำเนิดของเซลล์สลายกระดูก ที่ให้กำเนิดโรคข้อเสื่อม โรคกระดูกพรุน ได้โดยจะเข้าไปทำให้แคลเซียมผสานกับกระดูกเยอะขึ้นเรื่อยๆนอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องของโรคสมอง ไม่ว่าจะมีลักษณะเป็นเส้นเลือดอุดตันในสมองเส้นเลือดแตก ที่ทำให้เป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตโดยสารเซซาไม่นจะเข้าไปช่วยคุ้มครองป้องกันเซลล์ประสาทที่ยังดีอยู่ และก็ช่วยฟื้นฟูเซลล์ประสาทที่หมดสภาพท้ายที่สุดก็เป็นโรคมะเร็ง ที่ถือเป็นโรคที่เกิดมากเป็นอันดับ 1 เวลานี้ซึ่งเซลล์ของโรคมะเร็งนั้นจะแพร่ระบาดไปอย่างรวดเร็วเนื่องจากว่ามีเส้นโลหิตใหม่ที่เกิดขึ้นมาแล้วไปสร้างการหล่อเลี้ยงให้กับเซลล์ของโรคมะเร็งนั้นๆแล้วก็จะแพร่ขยายไปเรื่อยๆซึ่งสารเซซามิน ก็จะเข้าไปคุ้มครองเซลล์พร้อมด้วยตัดวงจรหรือลดเส้นเลือดใหม่ที่เป็นน้ำเลี้ยงให้กับเซลล์ของมะเร็งพร้อมด้วยเบาๆฟื้นฟูสภาพเซลล์ให้กลับคืนมา
โดยผลวิจัยในห้องแลปที่ได้ร่วมกับนิสิตปริญญาโท ได้ทดสอบกับไข่ไก่ที่ธรรมดาจากนั้นได้กระทำฉีดเซลล์หรือสารพิษเข้าไป ก็พบว่าไข่ไก่จะเกิดอาการเป็นพิษหรือคล้ายกับการเป็นมะเร็ง แล้วก็ทำฉีดสารเซซามิน เข้าไปก็พบว่าการฟื้นฟูของเซลล์เริ่มกลับคืนมารวมทั้งได้ทดลองด้วยการฉีดสารเซซามินเข้าไปในไข่ไก่ธรรมดา แล้วเมื่อเวลาผ่านไป 6 ชั่วโมงถึงฉีดสารพิษ หรือเซลล์ของมะเร็งเข้าไป ก็พบว่ามีการคุ้มครองเซลล์ได้มากกว่าไข่ไก่ที่ผิดฉีดสารเซซามินอย่างเห็นได้ชัด
การศึกษาทางพิษวิทยา

  • การทดสอบความเป็นพิษ เมื่อฉีดสารสกัดเม็ดด้วยเอทานอลและก็น้ำ (1:1) เข้าทางช่องท้องของหนูถีบจักร พบว่าขนาดที่ทำให้หนูตายเป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่าพอๆกับ 500 มิลลิกรัม/กก. น้ำมันจากเม็ดงาไม่กำหนดความเข้มข้น พบว่ามีพิษต่อเซลล์เม็ดเลือดแดง และเมื่อฉีดน้ำมันจากเมล็ดงาเข้าทางเส้นเลือดดำของกระต่าย พบว่า MIC มีค่าเท่ากับ 0.74 มิลลิลิตร/กก. เมื่อป้อนของกินที่มีส่วนผสมของข้าวโพด เม็ดฝ้าย น้ำมันที่ทำจากมะกอก และน้ำมันงาให้กับหนูเพศผู้-เมีย ในขนาด 0.1, 0.5% ของอาหารเป็นเวลานาน 105 วัน พบว่าหนูทุกตัวมีการเปลี่ยนของระดับไขมันที่ตับ และก็ในหนูเพศภรรยา เยื่อที่
ต่อม thyroid ชนิด microfollicular จะมีจำนวนเซลล์เพิ่มขึ้นมากผิดปกติ  และในหนูทุกตัวที่ป้อนอาหารที่มีส่วนผสมในขนาด 0.5% ของอาหาร พบว่าน้ำหนักของหัวใจเพิ่มมากขึ้น

  • ทำให้เกิดอาการแพ้ มีรายงานว่าคนรับประทานเมล็ดงา แล้วเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง เช่น ในคนเพศชายพบว่ามีอาการแพ้ด้วยการสูดดม และทำ skin prick tests ผล positive และเมื่อรับประทานเมล็ดงาขนาด 2 มก./วัน พบว่าเกิดอาการผื่นขึ้นคล้ายลมพิษ นอกจากนี้มีรายงานในคนเพศหญิง เมื่อรับประทานเมล็ดงาขนาด 10 ก./คน และสูดดม พบว่าเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง มีอาการหอบ จมูกอักเสบ และมีผื่นขึ้นคล้ายลมพิษ และมีรายงานว่าผู้ที่รับประทานเมล็ดงา  และเกิดอาการแพ้แบบ anaphylactic shock เนื่องจากสารในเมล็ดงาไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันชนิด non-IgE ผู้ป่วยอายุ 46 ปี เกิดอาการแพ้หลังจากการใช้น้ำมันงาในเยื่อหุ้มฟัน ทำให้เกิด anaphylactic shock ด้วยเช่นกัน มีรายงานในผู้ป่วยที่รับประทานอาหารที่มีงาเป็นส่วนผสม และเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง 10 ราย ผู้ป่วยทุกคนทำ skin prick test ต่องา และตรวจ IgE antibodies พบว่าได้ผล positive ทั้ง 2 ชนิด ทุกคน  และพบว่าสารที่ทำให้เกิดการแพ้อย่างรุนแรงในงาคือ 2S albumin
  • พิษต่อระบบสืบพันธุ์ สารสกัดเมล็ดด้วยบิวทานอล เอทานอล (95%) และน้ำ เมื่อป้อนให้กับหนูขาวเพศเมียขนาด 3.05 ก./กก. กรอกเข้าทางกระเพาะอาหาร พบว่าไม่มีผลต้านการฝังตัวของตัวอ่อน สารสกัดเมล็ดด้วยเอทานอล เมื่อป้อนให้กับหนูขาวที่ตั้งครรภ์ขนาด 200 มก./กก. กรอกเข้าทางกระเพาะอาหาร พบว่าไม่มีผลทำให้แท้ง และไม่มีผลต้านการฝังตัวของตัวอ่อน สารสกัดเมล็ดด้วยเอทานอล:น้ำ (1:1) เมื่อป้อนให้กับหนูขาวเพศเมียทางปากขนาด 200 มก./กก.  พบว่าไม่มีพิษต่อตัวอ่อน สารสกัดเมล็ดด้วยเบนซีนและปิโตรเลียมอีเทอร์  เมื่อป้อนให้กับหนูขาวที่ตั้งครรภ์ทางสายยางให้อาหารขนาด 150 มก./กก. พบว่าไม่เป็นพิษต่อตัวอ่อน น้ำมันจากเมล็ดงาเมื่อป้อนให้หนูที่ตั้งครรภ์ทางสายยางสู่กระเพาะอาหาร ในขนาด 4 มล./ตัว  โดยให้ในช่วงสัปดาห์ที่ 6-10 ของการตั้งครรภ์ พบว่าไม่มีผลทำให้เกิดความพิการของตัวอ่อน
  • พิษต่อเซลล์ สารสกัดทั้งต้นด้วยเอทานอล (90%) ขนาด 0.25 มก./มล. พบว่ามีพิษต่อเซลล์เม็ดเลือดขาวในคน (Lymphocytes Human) และสารสกัดเดิมเมื่อทำการทดสอบกับ Cells vero, Ce

15
ทองพันชั่ง
ชื่อสมุนไพร ทองพันชั่ง
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน ต้นหญ้าไก่ (ไทย) ,แปะเฮาะเล่งจือ (จีน-จีนแต้จิ๋ว) , หญ้ามันไก่ , ทองคำพันดุลย์ , ทองตาชั่ง (ภาคกึ่งกลาง) , ดอกไม้ฮ้อมบก (สุรินทร์)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Rhinacanthus nasutus (Linn.) Kurz.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Rhinacanthus communis Nees
ชื่อสามัญ   White crane flower
สกุล   Acanthaceae
บ้านเกิด ทองพันชั่งเป็นไม้ล้มลุกครึ่งไม้พุ่ม มีบ้านเกิดในประเทศแถบทวีปเอเชียใต้และก็เอเชียตะวันออกเฉียงใต้บริเวณแถบเส้นอีเควเตอร์ เจอทั่วไปในประเทศเขตร้อนของภูมิภาคดังที่กล่าวมาข้างต้น อาทิเช่น ประเทศ อินเดีย เกาะมาตุเรศกัสการ์ , มาเลเซีย อื่นๆอีกมากมาย แล้วมีการกระจัดกระจายพันธุ์ไปในประเทศเขตร้อนใกล้เคียง เป็นต้นว่า บังคลาเทศ , ประเทศพม่า ,ไทย , อินโดนีเซีย เป็นต้น ส่วนในประเทศไทย มีการประยุกต์ใช้เป็นยาสมุนไพรและนำมาปลูกเป็นไม้ประดับ,ไม้มงคลมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว
ลักษณะทั่วไป

  • ต้น [url=http://www.disthai.com/16910126/%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87]ทองพันชั่ง[/url]มีลักษณะเป็นไม้พุ่มเตี้ยขนาดเล็ก มีความสูงต้นราว 1 - 1.5 เมตร มักแตกหน่อและก็แผ่กิ่งก้านออกเป็นกอ ลำต้นและก็กิ่งไม้มีขนประปรายทั่วไป กิ่งอ่อนมักเป็นสันสี่เหลี่ยมตามทางยาว ส่วนโคนของลำต้นแก่นไม้แกนแข็ง
  • ใบ เป็นใบลำพังลักษณะรูปไข่ ปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเรียบ หรือเป็นคลื่นนิดหน่อย ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ๆและแต่ละคู่ออกสลับทิศทางกัน เนื้อใบบางและก็สะอาด ใบยาว 4 – 6 ซม. กว้าง 2 – 3 เซนติเมตร ใบมีสีเขียวอ่อน
  • ดอก เป็นดอกช่อขนาดเล็ก มีสีขาวออกเป็นช่อสั้นๆตรงซอกมุมใบ มองดอกมีลักษณะเสมือน นกยางกำลังบิน (แม้กระนั้นชาวจังหวัดสุรินทร์มีความเห็นว่าดอกทองพันชั่งน้ำหนักคล้ายข้าวเม่าหมายถึงมีกลีบดอกสี่กลีบตกออกเหมือนข้าวเม่า ก็เลยเรียกต้นทองพันชั่งน้ำหนักว่า “ผกาอ็อมบก” หมายความว่า ต้นดอกข้าวเม่า) กลีบรองดอกมี 5 กลีบ รวมทั้งมีขน กลีบสีขาวชิดกันตรงโคนเป็นหลอด ยาวราว 2 เซนติเมตร ปลายแยกเป็น 2 กลีบ กลีบขนยาวราวๆ 0.8 เซนติเมตร กว้าง 0.1 ซม. ปลายแยกเป็น 2 แฉกแหลมสั้นๆกลีบล่างแผ่กว้าง 1.5 ซม. แยกเป็น 3 แฉก โคนกลีบมีจุดประสีม่วงแดง เกสรตัวผู้สีน้ำตาลอ่อน มีสองอันยื่นพ้นปากหลอดออกมาบางส่วน รังไข่มี 1 อัน รูปยาวรี มีหลอดท่อรังไข่เหมือนด้าย ยาวเสมอปากหลอดดอก ก้านเกสรสั้นติดอยู่ที่ปากท่อดอก
  • ผล มีลักษณะเป็นฝัก กลมยาว และมีขนภายใน มี 4 เม็ดเมื่อแห้งสามารถแตกได้
การขยายพันธุ์ ทองคำพันชั่งสามารถเพาะพันธุ์ได้ด้วย การเพาะเมล็ดแล้วก็นำกิ่งมาปักชำ แม้กระนั้นในตอนนี้วิธีที่ได้รับความนิยมรวมทั้งมีอัตราการปลูกที่ได้ประสิทธิภาพที่ดี คือ ขั้นตอนการคือตัดกิ่งแก่ที่มีตาติดอยู่ 2-3 ตา แล้วปลิดใบทิ้งให้หมดแล้วต่อจากนั้นตัดรอบๆกิ่งให้เฉทำมุม 45 องศา แล้วปักลงไปในดินที่เปียกแฉะน้ำโดยให้กิ่งเอียงเล็กน้อย ทองคำพันชั่งเป็นพืชที่ไม่ชอบร่มเงามากมาย (อยากได้ที่ที่มีแดดลอดผ่านมารำไร) มักถูกใจที่ดินผสมทรายที่มีการระบายน้ำดี ไม่ขังเฉอะแฉะ แล้วก็ต้องคอยดูแลการให้น้ำให้ดินชุ่มชื้น รวมทั้งจะต้องคอยกำจัดวัชพืชอยู่เสมอ เนื่องจากหากขาดน้ำหรือถูกแดดมากจนเกินไปใบจะเป็นจุดเหลืองและหลังจากนั้นก็ค่อยๆแห้งตาย ฉะนั้นการปลูกจำเป็นต้องปลูกเอาไว้ในหน้าฝน
ส่วนประกอบทางเคมี ใบพบสารสำคัญเป็น rhinacanthin รวมทั้ง oxymethylanthraquinone รากมี Resin Rhinacanthin (1.9 เปอร์เซ็นต์) มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคได้ มีเกลือโปตัสเซียส และก็มี Oxymethylanthraquinone นอกจากนี้ยังเจอสาร  Quinone, Rutin (quercetin - 3 - rutinoside)
สรรพคุณ ตำรายาไทยใช้ ใบ แล้วก็ราก  รักษากลาก โรคเกลื้อน ผื่นคัน ใบ รสเบื่อเย็น ดับพิษไข้ แก้ไข้ตัวร้อน แก้พยาธิผิวหนัง รักษาอาการผมตก , ปวดฝี , แก้พิษ , แก้อักเสบ , บำรุงร่างกาย เป็นยาขับฉี่ ยาระบาย  ราก รสเบื่อเมา แก้ขี้กลากเกลื้อน ผื่นคัน และโรคผิวหนังที่เป็นน้ำเหลืองบางจำพวก   รักษาโรคมะเร็ง ดับพิษไข้ แก้พิษงู พยาธิวงแหวนตามผิวหนัง ต้น รักษาโรคผิวหนัง ขี้กลากเกลื้อน แก้น้ำเหลืองเสีย ผื่นคัน รักษาโรคมะเร็ง ขับพยาธิตามผิวหนังหรือบาดแผล รักษาอาการไส้เลื่อน เยี่ยวผิดปกติ ต้น บำรุงร่างกาย รักษาอาการผมตกนอกจากนั้นยังใช้ผสมในตำรับยาร่วมกับสมุนไพรอื่นๆรักษาโรคตั้งแต่นี้ต่อไปคือ

  • ราก - รักษาโรคมะเร็งเนื้องอก รักษาโรคมะเร็งปอด กระเพาะไส้ มะเร็งตามร่างกาย ทำให้ผมดกดำ แก้ไอเป็นเลือด คลื่นไส้เป็นเลือด แก้ริดสีดวงทวาร ดับพิษไข้ รักษาโรคผิวหนัง แก้กระษัย แก้ผมหงอก ผมหล่น รักษาโรคตับพิการ รักษาโรครูมาติเตียนซึม รักษาโรคไขข้อทุพพลภาพ แก้ลมเข้าข้อทำให้ปวดบวมต่างๆขับฉี่ แก้แมงเคียนรับประทานรากผม แก้เหา แก้รังแค
  • ทั้งยังต้น - รักษาโรคผิวหนัง คุดทะราด แก้เม็ดผื่นคัน
  • ต้น - รักษามะเร็งเนื้องอก รักษาโรคมะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะ มะเร็งตามร่างกาย โรคมะเร็งไส้ แก้แมงเคียนรับประทานรากผม แก้เหา แก้รังแค รักษาโรคผิวหนัง
  • ใบ - แก้แมงเคียนรับประทานรากผม แก้เหา แก้รังแค รักษาโรคผิวหนัง แก้ไข้ แก้ปวดศรีษะตัวร้อน แก้มะเร็งไช แก้หิดมะตอย รักษาโรคมะเร็ง รักษาวัณโรค แก้ใจระส่ำระสาย แก้คลุ้มคลั่ง แก้สารพัดสารพันพิษ


ยิ่งกว่านั้นในตำราบางเล่ม ยังได้เอ๋ยถึงคุณประโยชน์ทองพันชั่งน้ำหนัก โดยมิได้กล่าวว่าใช้ส่วนใดของพืช หรือส่วนใดในตำราเรียนยาร่วมกับสมุนไพรอื่นๆสำหรับการรักษาโรคต่างๆดังนี้เป็น
- รักษาโรคความดันเลือดสูง รักษาโรคมะเร็ง แก้มุตกิตระดูขาว เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ผมตก รักษาโรคนิ่ว
- แก้เคล็ดขัดยอกชายโครง มือกลยุทธ์ คอเคล็ดลับ แก้มะเร็งในกระเพาะ แก้ฝีประคำร้อย แก้มะเร็งในคอ แก้มะเร็งในปาก แก้ไข้เหนือ แก้จุกเสียด เป็นยาหยอดตา แก้ไอเป็นเลือด แก้ช้ำใน แก้นิ่ว แก้โรคผิวหนัง แก้ลมสาร แก้มะเร็งในปอด แก้มะเร็งด้านในและก็ข้างนอก
ทองพันชั่งรักษามะเร็ง ช่วยยั้งมะเร็ง ตัวอย่างเช่น โรคมะเร็งในกระเพาะ โรคมะเร็งในคอ มะเร็งในปาก มะเร็งในปอด เพราะว่าต้นทองพันชั่งมีสารสำคัญคือ “สารแนพโทควิโนนเอสเทอร์” (Naphthoquinone Ester) ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีการออกฤทธิ์สำหรับการตอนยับยั้งมะเร็งเยื่อบุช่องปาก โรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งมดลูก  มีรายงานว่าในประเทศไต้หวันใช้ทองคำพันชั่งน้ำหนักเป็นยาพื้นเมืองสำหรับในการบรรเทาโรคเบาหวาน โรคผิวหนัง ความดันเลือดสูง และตับอักเสบ
แบบอย่าง/ขนาดวิธีใช้

  • ทาแก้ขี้กลากโรคเกลื้อนหรือโรคผิวหนังผื่นคันอื่นๆใช้ใบสดผสมน้ำมันถ่านหินหรือแอลกอฮอล์ 75 เปอร์เซ็นต์ หรือบางทีอาจใช้รากบดเป็นผงแช่แอลกอฮอลล์ 1 อาทิตย์ เอามาทาแก้โรคผิวหนัง ขี้กลากโรคเกลื้อน และก็ผื่นคันอื่นๆใช้ใบหรือรากสด ตำกับน้ำปูนใสผสมพริกไทย พอกแก้โรคผิวหนังเรื้อรัง กลาก แล้วก็โรคผิวหนังอักเสบ หรือใช้ใบ (สดหรือแห้ง) หรือราก (สดหรือแห้ง) ตำให้ถี่ถ้วน แช่เหล้าเพียงพอท่วมตั้งไว้ 7 วัน นำน้ำยาที่ได้มาทาบริเวณที่เป็นเสมอๆหรือทาวันละ 3-4 ครั้ง จนกระทั่งจะหาย เมื่อหายแล้วให้ทาต่ออีก 7 วัน เหตุที่จะต้องแช่ไว้นาน 7 วัน เป็นเนื่องจากว่าน้ำยาที่ยังแช่ไม่ถึงกำหนดจะมีฤทธิ์กัดผิวหนัง ถ้าเกิดนำไปทาจะมีผลให้ผิวหนังแสบและก็คันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ น้ำยาจากรากแห้งกัดผิวมากกว่าใบแห้ง
  • ส่วนน้ำยาจากใบสดไม่กัดผิว ใช้รับประทานเป็นยาภายใน รักษาโรคมะเร็ง และก็วัณโรคระยะเริ่มแรก


o ใช้อีกทั้งต้น สด จำนวน 30 กรัม ต้มกับน้ำ จำนวนท่วมใบยา ต้มดื่มต่างน้ำ
o ใช้ก้านและก็ใบสด 30 กรัม (แห้ง 10-15 กรัม) ผสมน้ำตาลกรวดต้มน้ำ รักษาโรคปอดระยะเริ่มต้น

  • ช่วยขับเยี่ยว ให้ใช้ใบสด คั่วให้แห้งเอามาชงเป็นชาใช้ดื่มจะช่วยขับเยี่ยวได้


การเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคราและก็ยีสต์     ผลการค้นคว้าการฆ่าเชื้อรา Trichophyton rubrum ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคกลาก โดยวิธี paper disc เทียบกับยาต่อต้านเชื้อรา griseofulvin แล้วก็ nystatin โดยใช้สารสกัดจากใบรวมทั้งกิ่ง ด้วยน้ำ แอลกอฮอล์ และก็คลอโรฟอร์ม พบว่าสารสกัดด้วยน้ำมีฤทธิ์น้อยมาก ส่วนสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์และก็คลอโรฟอร์มมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อราก้าวหน้าพอควร  สารสกัดทองคำพันชั่งน้ำหนักด้วยเมทานอล ไดคลอโรมีเทนและก็เฮก เซน มีผลยับยั้งเชื้อรา Epidermophyton floccousm, Microsporum gypseum, Trichophyton mentagrophytes รวมทั้ง T. rubrum ที่นำไปสู่โรคผิวหนัง เมื่อทดสอบบนจานเลี้ยงเชื้อ   สาร rhinacanthin C, D รวมทั้ง N ซึ่งแยกจากใบเมื่อเอามาทดลองฤทธิ์ต้านทานเชื้อรา บนจานเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสารดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นอีกทั้ง 3 ชนิด สามารถต้านเชื้อราที่ก่อให้เกิดโรคทางผิวหนัง เป็นต้นว่า  Trichophyton rubrum, T. mentagrophytes และก็ Microsporum gypseum  ได้ โดยที่สาร rhinacanthin C มีฤทธิ์แรงที่สุด  สารสกัด RN-A และ RN-B ซึ่งเป็นกรุ๊ป sesquiterpenoid จากใบทองพันชั่งน้ำหนัก มีลักษณะโครงสร้างคล้ายกับสาร pyrano-1,2-naphthoquinones  สามารถฆ่าสปอร์ของเชื้อรา  Pyricularia oryzae ซึ่งเป็นราที่เป็นสาเหตุของโรคในข้าวเจ้าได้  สาร 3,4-dihydro-3,3-dimethyl-2H-naphtho(2,3-o)pyran-5,10-dione จากทองพันชั่งน้ำหนักมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อรา              สาร rhinacanthin C, D และ N จากใบทองพันชั่งน้ำหนัก สามารถยับยั้งยีสต์ Candida albicans ซึ่งเป็นสาเหตุของการติดเชื้อราในช่องปากและก็ช่องคลอด
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อไวรัส  สารสกัดใบทองพันชั่งน้ำหนักด้วยน้ำและก็เอทานอล เมื่อนำมาทดสอบฤทธิ์ต่อต้านไวรัสในเซลล์เพาะเลี้ยง  พบว่าสามารถยั้งเชื้อไวรัส Herpes simplex type1 (HSV-1) ซึ่งเป็นสาเหตุของเริม  สาร rhinacanthin C และก็ D จากต้นทองพันชั่งน้ำหนัก เมื่อเอามาทดลองฤทธิ์ต้านทานเชื้อไวรัส ในเซลล์เพาะเลี้ยง  พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อ cytomegalovirus ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญอย่างหนี่งของการติดเชื้อไวรัสในผู้เจ็บป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง  สาร rhinacanthin E และก็ F จากส่วนเหนือดินของต้นทองคำพันชั่งน้ำหนัก เมื่อเอามาทดสอบฤทธิ์ต้านทานเชื้อไวรัสในเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อไวรัสที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดโรคไข้หวัดใหญ่ได้
การเรียนทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษ    สารสกัดต้นทองพันชั่งด้วยแอลกอฮอล์ร้อยละ 50  เมื่อป้อนหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังในขนาด 10 กรัม/โล ไม่พบอาการเป็นพิษในหนูเม้าส์ ซึ่งขนาดที่ใช้ทดสอบนี้เป็น 3,333 เท่าของขนาดที่ใช้ในตำรายา
ข้อเสนอแนะ/ข้อควรไตร่ตรอง   การเก็บมาใช้ ควรที่จะเก็บใบแล้วก็รากจากต้นที่มีความแข็งแรงแข็งแรงได้รับปุ๋ย, แสงแดด รวมทั้งน้ำเพียงพอ กล่าวอีกนัยหนึ่งใบไม่มีจุดเหลือง มีสีเขียวสดเป็นมัน รวมทั้งควรจะเลือกเก็บจากต้นที่มีอายุเกิน 1 ปี หรือออกดอกแล้ว รวมทั้งสำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจ โรคหืด โรคโลหิตจาง โรคมะเร็งในเลือด โรคความดันโลหิตต่ำ ไม่สมควรรับประทานสมุนไพรทองพันชั่ง
เอกสารอ้างอิง

  • นันทวัน บุณยะประภัศร, บรรณาธิการ. 2530. ก้าวไปกับสุมนไพร เล่ม 3 พิมพ์ครั้งที่ 1.กรุงเทพมหานคร:ธรรกมลการพิมพ์.
  • ทองพันชั่ง.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ทองพันชั่ง.ฐานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • Wu, T.S., Tien, J.J., Yeh, M.Y., and Lee, K.H. 1988. Isolation and cytotoxicity of rhinacanthin-A and - B, Two napthoquinones from Rhinacanthus nasutus. Phytochemistry 27 (12) : 3787-3788.
  • มาโนช วามานนท์ และเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, บรรณาธิการ. 2530. ยาสมุนไพร สำหรับงานสาธารณสุขมูลฐาน พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก. http://www.disthai.com/
  • ทองพันชั่ง.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่6.คอลัมน์สมุนไพรน่ารู้.ตุลาคม 2522
  • ภโวทัย พาสนาดสภณ.สารออกฤทธิ์ในสมุนไพร (Active Ingradients in Herbs). คอลัมน์ บทความวิชาการ.วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี.ปีที่ 27 .ฉบับที่1.กันยายน 2558 – กุมภาพันธ์ .2559. หน้า 120-131
  • ทองพันชั่ง.กลุ่มสมุนไพรแก้มะเร็ง.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพฯรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี.
  • โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง. 2531. ทองพันชั่ง : แก้กลาก เกลื้อน สังคัง. ข่าวสารสมุนไพร 32 : 32-35.
  • Wongwanakul, R., Vardhanabhuti, N.,Siripong, P., &Jianmongkol, S. (2013). Effects of rhinacanthin-C on function andexpression ofdrugeffluxtransporters in Caco-2cells. Fitoterapia,89, 80-85.


หน้า: [1] 2 3