แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - billcudror1122

หน้า: [1] 2
1

มังคุด
มังคุด Garcinia mangostana L. มังคุด (ทั่วๆไป)
       ไม้ต้น สูง 10-20 มัธยม ทรงพุ่มไม้เป็นรูปเจดีย์ มีน้ำยางสีเหลือง ใบ เดี่ยว ออกตรงข้าม รูปรีแกมขอบขนาน ปลายใบแหลม หรือ เป็นติ่ง โคนใบมนหรือแหลม ขอบของใบเรียบ เนื้อใบครึ้ม สีเขียวเข้มวาว เส้นใบไม่น้อยเลยทีเดียว ก้านใบอ้วน ยาว 18-20 มิลลิเมตร สมุนไพร ดอก ออกเดี่ยวๆหรือเป็นคู่ตามปลายกิ่ง ดอกเมื่อบานกว้างโดยประมาณ 5 ซม. กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ ดก งอเป็นกระพุ้งติดทนจนถึงเป็นแผล กลีบดอกมี 4 กลีบ สีออกเหลือง ขอบกลีบสีชมพู เกสรเพศผู้มีจำนวนไม่ใช่น้อย ก้านเกสรเล็ก โคนก้านแบน หรือบางครั้งก็อาจจะเชื่อมติดกันนิดหน่อย อับเรณูไข่ปนขอบขนาน มี 2 พู รังไข่รูปไข่ ผิวเรียบ มี 5-8 ช่อง เกสรเพศเมีย ไม่มีก้าน ผล กลม เปลือกสีม่วง หนา มียางเหลือง ที่ปลายผลมียอดเกสรเพศเมียติดอยู่ แยกเป็น 4-7 แฉก ที่ขั้วผลมีกลีบเลี้ยง 4 กลีบติดอยู่ ด้านในมีเนื้อสีขาว 4-7 กลีบ รสหวาน เม็ดมีเพียง 0-3 เมล็ด ส่วนมากเม็ดลีบ

นิเวศน์วิทยา
: ปลูกกันมากมายทางภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงใต้ เป็นไม้ที่โตช้า ส่วนถิ่นเกิดนั้นยังไม่รู้จักกระจ่าง
คุณประโยชน์ : ต้น ทุกส่วนของต้นเป็นยาฝาดสมานโดยเฉพาะอย่างยิ่งผล ยางจากต้นเป็นยาถ่ายอย่างรุนแรง น้ำต้มจากเปลือกต้นแล้วก็ใบเป็นยาฝาดสมานอมบ้วนปากแก้แผลในปากและลดไข้ ผล เป็นผลไม้เรืองร้อนที่มีรสชาติดีที่สุด เปลือกผล เปลือกผลแห้งใช้เป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องร่วง แก้บิด ทางเดินเยี่ยวอักเสบเรื้อรัง ลดไข้  น้ำสุกเปลือกผล ใช้เป็นยากลั้วคอ รักษาแผลในปากรวมทั้งล้างแผล มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคแบคทีเรียซึ่งกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดหนองและต่อต้านเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนัง และก็ลดการอักเสบ ได้มีการพัฒนายาในรูปครีมผสมสารบริสุทธิ์ ที่แยกได้จากเปลือกผล เพื่อใช้รักษาแผลที่เป็นหนอง และก็สิวซึ่งเกิดจากการติดเชื้อ ตลอดจนใช้ลดร่องรอยด่างดำบนบริเวณใบหน้าด้วย

Tags : สมุนไพร

2

สมุนไพรหมีเหม็น
หมีเหม็น Litsea glutinosa C.B. Rob.
บางถิ่นเรียกว่า หมีเหม็น มะเย้อ ยุบเหยา (เหนือ, ชลบุรี) กำปรนบาย (ซอง-เมืองจันท์) ดอกจุ๋ม (ลำปาง) ตังสีพนาลัย (พิษณุโลก) ทังบประมาณวน (ปัตตานี) มือเบาะ (มลายู-ยะลา) ม้น (ตรัง) หมี (อุดรธานี, จังหวัดลำปาง) หมูทะลวง (จันทบุรี) หมูเหม็น (แพร่) เส่ปียขู้ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) อีเหม็น (จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี)
สมุนไพร ไม้พุ่ม สูง 2-5 ม. กิ่งไม้มีสีเทา ใบ คนเดียว ออกเรียงสลับ มักจะออกเป็นกลุ่มหนาแน่นที่ปลายกิ่ง ใบรูปรี หรือรูปไข่กลับ หรือออกจะกลม กว้าง 4-10 เซนติเมตร ยาว 7-20 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม หรือ กลม โคนใบสอบเป็นครีบหรือกลม ขอบใบเรียบ หรือเป็นคลื่นน้อย ด้านบนเกลี้ยงเป็นเงา ด้านล่างมีขน เส้นใบมี 8-13 คู่ ข้างล่างเห็นกระจ่างกว่าข้างบน ก้านใบยาว 1-2.5 ซม. มีขน ดอก ออกตามง่ามใบเป็นช่อ แบบซี่ร่ม ก้านช่อยาว 2-6 เซนติเมตร มีขน ใบประดับประดามี 4 ใบ มีขน ก้านดอกย่อยยาว 5-6 มม. มีขน ดอกเพศผู้ ช่อหนึ่งมีประมาณ 8-10 ดอก กลีบรวมลดรูปจนถึงเหลือ 1-2 กลม ไหมเหลือเลย กลีบรูปขอบขนาน ขอบกลีบมีขน เกสรเพศผู้มี 9-20 อัน เรียงเป็นชั้นๆก้านเกสารมีขน ชั้นในมีต่อมกลมๆที่โคนก้าน ต่อมมีก้าน อับเรณูรูปรี มี 4 ช่อง เกสรเพศเมียเป็นหมันอยู่กึ่งกลาง ดอกเพศเมีย กลีบรวมลดรูปกระทั่งไม่มี หรือเหลือเพียงแค่เล็กน้อย เกสรเพศผู้เป็นหมันเป็นรูปช้อน เกสรเพศเมียไม่มีขน รังไข่รูปไข่ ก้านเกสรเพศเมียยาวราว 1-2 มิลลิเมตร ปลายเกสรเพศเมียรูปจาน ผล กลม เมื่ออ่อนสีเขียว เมื่อแก่สีดำ ผิววาว ก้านผลมีขน

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าเบญจพรรณเปียกชื้น และป่าดงดิบทั่วไป
คุณประโยชน์ : ราก เป็นยาฝาดสมาน แล้วก็ยาบำรุง ต้น ยางเป็นยาฝาดสมานแก้บิด ท้องร่วง กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ ทาแก้พิษแมลงกัดต่อย แก้ปวด บดเป็นผุยผงผสมกับน้ำหรือนม ทาแก้แผลอักเสบ แล้วก็เป็นยาห้ามเลือด ใบ มีเยื่อเมือกมาก ใช้เป็นยาฝาดสมาน และแก้อาการเคืองของผิวหนัง ตำเป็นยาพอกรอยแผลนิดๆหน่อยๆผล กินได้และให้น้ำมัน เป็นยาเช็ดนวดแก้ปวด rheumatism  เมล็ด ตำเป็นยาพอกฝี

4

[url=http://www.disthai.com/16484917/%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81]สมุนไพรแสมสาร[/url][/size][/b]
ชื่อพื้นเมืองอื่น  ขี้เหล็กโครก ขี้เหล็กแพะ (ภาคเหนือ) ขี้เหล็กป่า (ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) แสมสาร (ภาคกึ่งกลาง) ขี้เหล็กสาร (จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดปราจีนบุรี) กราบัด กะบัด (นครราชสีมา)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Senna garrettiana (Craib) Irwin & Barneby.
ชื่อพ้อง Cassia garrettiana Craib
ชื่อวงศ์    LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE
ชื่อสามัญ Samae saan.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้ต้น (T) ขนาดย่อมถึงกับขนาดกลาง ผลัดใบ  สูง 7-13 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มไม้กลมแน่นทึบ
ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกสลับ มีใบย่อย 6-9 คู่ ลักษณะใบรูปใบหอกหรือรูปไข่ค่อนข้างป้อม  กว้าง 3-5 เซนติเมตร รวมทั้งยาว 6-10 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบกลม ใบหนามีสีเขียวสด
สมุนไพร ดอก ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ยาวโดยประมาณ 8-20 ซม. มีขนสีน้ำตาลเหลืองหนาแน่น ดอกมีเยอะมากๆสีเหลือง แล้วก็มักบิด กลีบ 5 กลีบรูปไข่กลับ เมื่อบานเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-4 ซม. ออกดอกช่วงพ.ค. ถึงกรกฎาคม
ผล เป็นฝักแบนรูปบรรทัด มักบิด กว้าง 2-4 ซม. และะยาว 15-20 เซนติเมตร ผนังฝักค่อนข้างบาง เกลี้ยง ไม่มีขน เมื่อแก่แตกได้ ฝักหนึ่งมีเม็ดราวๆ 20 เม็ด ขนาดกว้าง 5 มม. ยาว 1 เซนติเมตร สัน้ำตาล กระพี้สีขาวนวล

นิเวศวิทยา
เป็นไม้ที่ขึ้นได้ทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย ชอบขึ้นบนที่โล่ง รอบๆชายเขาดิบ รวมทั้งไร่ร้างทั่วๆไป
การปลูกและขยายพันธุ์
เป็นไม้ที่ปลูกง่าย และไม่อยากเอาใจใส่เท่าไรนัก เจริญวัยได้ดิบได้ดีในที่ชื้นระบายน้ำดีโดยเฉพาะดินที่ร่วนซุย ควรจะปลูกเอาไว้ภายในหน้าฝน ขยายพันธ์ุด้วยการเพาะเม็ดส่วนที่ใช้ รส รวมทั้งสรรพคคุณ แก่นหรือลำต้น รสขม เป็นยาระบาย ถ่ายเสมหะ แก้กษัย ทำให้เส้นหย่อนยาน ถ่ายโลหินเมนส์สตรี ส่วนใหญ่จะใช้ร่วมกับแกนแสมสมุทร และแกนขี้เหล็ก
วิธีใช้และปริมาณที่ใช้

  • ขับเลือดเมนส์สตรี ยาระบาย โดยใช้แกนแสมสารและแกนขี้เหล็กรวมกันอย่างละเท่าๆกัน โดยประมาณ 2 กำมือ หรือราวๆ 40 กรัม ต้มในน้ำสะอาด 1 ลิตร ต้มให้เหลือ 3 ใน 4 ส่วน กรองเอาน้ำกิน วันละ 2-3 เวลาก่อนกินอาหาร


5
อื่นๆ / สัตววัตถุ เเมลงสาบ
« เมื่อ: 03-01-2018 , 08:07:30 »

แมลงสาบ
แมลงสาบเป็นแมลงที่มนูษย์รู้จักกันดีมาตั้งแต่โบราณ ชื่อ “แมลงสาบ” รวมทั้ง “แมลงแกลบ” เป็นชื่อทั่งๆไปที่คนประเทศไทยทางภาคกลางใช้เรียกแมลงสาบในวงศ์  Blattidaeหลายอย่าง ทางถลาคเหนือเรียก แมลงแสบ หรือแซบ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียก แมงกะจั๊ว กะจั๊ว หรือ กาจั๊ว ส่วนภาคใต้เรียกแมลงแกลบว่า แมงแปะหรือ แมงแป้ แมลงในตระกูลนี้พบทั่วทั้งโลกมีราว ๒๕๐ สกุล  ราว ๕,๐๐๐ จำพวก
แมลงสาบชนิดสำคัญ
แมลงสาบจำพวกหลักๆที่พบแพร่หลายไปทั้งโลกมี ๕ จำพวก ได้แก่
๑.แมลงสาบเยอรมัน  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Blattellagermanica(Linnaeus) มีชื่อสามัญว่า  German cockroach  หรือ water bug  หรือ croton bug  ชาวไทยพวกเรามักเรียกแมลงแกลบบ้าน  เป็นชนิดที่รู้จักกกันเยี่ยมที่สุดแล้วก็ดพร่หลายชนิดกว้างใหญ่พยได้มากที่สุด  เป็นแมลงสาบขนาดเล็ก  ลำตัวยาว ๑.๒-๑.๖ เซนติเมตร  สีน้ตาลเหลืองชีด  มีแถบสีน้ำตาลเข้มตามทางยาว ๒ แถบ  ทั้งคู่เพศมีปีก  ตัวเมียมักพบถุงไข่ที่ปลายของส่วนท้อง  ออกหากินตอนเวลากึ่งกลางคือน  พบในบ้านเรือน  ในที่มีอาหาร เป็นต้นว่า ที่ชื้นแล้วก็อุ่น  รับประทานของที่ตายแล้ว
๒.แมลงสาบชีบโลกตะวันออกมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าBlattellaorientalis(Linnaeus)มีชื่อสามัญว่า  oriental  cockroach  หรือ  black  beetle  คนประเทศไทยเรียกแมลงสาบ  มีขนาดกึ่งกลาง  ลำตัวยาวรวม ๒.๕ เซนติเมตร  ตัวเมียนั้นปีกไม่เจริญรุ่งเรือง  แม้กระนั้นตัวผู้มีปีกยาว  แต่ปีกมัยยาวไม่พ้นส่วนท้อง  เข้ามาในหมู่บ้านทางท่ออาหารท่อที่มีไว้ระบายน้ำ  มักอยู่ตามดินที่ชื้อนแฉะ  เป็นแมลงสาบที่ทำให้มีกลิ่นเหม็น  กินอาหารทุกประเภท  พบได้บ่อยตสม  กองขยะหรือของเน่าเสียต่างๆ ถูกใจกินของที่มีแป้งอยู่ด้วย
๓.แมลงสาบอเมริกา  มีชื่อวิทยาศาสตร์Periplanetaamericana(Linnaeus)มีชื่อสามัญว่า  American  cockroach  คนไทยแมลงสาบ  มีขนาดใหญ่ที่สุด  ลำตัวยาว ๓-๔ เซนติเมตร  สีน้ำตาลปนแดง  มีบ้านเกิดเมืองนอนในอเมรกากลาง  แต่เดี๋ยวนี้แพร่หลายไปทั่วโลก  ทั้ง ๒ เพศมีปีกยาวปกคลุมถึงท้อง  เป็นแมลงที่คล่องแคล่ว  ชอบที่อุ่น  ที่เปียกชื้น  ชอบอยู่ในที่มืด  ออกหากินตอนกลางคือ  รับประทานของที่ตายแล้วรวมทั้งเศษอาหารทุกอย่าง
๔.แมลงสาบประเทศออสเตรเลีย  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Periplanetaaustralasiae(Fabeius) มีชื่อสามัญว่าAustralian  cockroach  คนประเทศไทยเรียกแมลงสาบ  จำพวกนี้มีสีน้ำตาลแดง  คล้ายแมลงสาบอเมริกัน  ทั้ง ๒ เพศมีปีกยาว  ถูกใจอาศัยอยู่นอกอาคาร  ทานอาหารทุกสิ่งทุกอย่าง  ส่วนมากรับประทานซากพืชที่ตายแล้ว
๕.แทลงสาบ  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Supellasupellectilium(Serville) มีชื่อสามัญว่าtropical  cockroachหรือ  brown-banded cockroachคนไทยมักเรียกแมลงสาบลาย  ชนิดนี้มีลัษณะคล้ายตามแมลงสาบเยอรมัน  แต่ว่ามีขนาดเล็กกว่า  ลำตัวยาว ๑-๑.๒ มม.  มีแถบสีเหลืองตามขวาง ๒ แถบ แถบแรกอยู่โคนปีก  อีกแถบอยู่ปีก  ส่วนใหย่ปีกมักไม่ปิดปลายส่วนท้อง  เจอทั่วๆไป  ทำมาหากินค่ำคืนถูกใจบิน  ถูกใจอยู่ในที่แห้งและร้อน  ถูกใจอยู่ที่สูง ดังเช่นว่าในตู้เสื้อผ้ส  กินอาหารทุกประเภทโดยยิ่งไปกว่านั้นของเสียและของที่ตายแล้ว
๖.แมลงสาบสุรินัม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pycnocellissurinamensis(Linnaeus)มีชื่อสามัญว่าSurinamcockroach  คนไทยมักเรียก แมลงสาบหรือแกลบขี้เลื่อย  เพราะว่าพบตามกองขี้เลื่อย  มีขนาดลำตัวยาวราว ๑.๕ เซนติเมตร  ส่วนท้องกว้างที่สุด ๑ ซม.  ท่อนหัวแล้วก็อกปล้องแรกสีดำ ขอบข้างหน้าแล้วก็ด้านข้างเกือบตลอกมีสีเหลืองแก่  ปีกสีน้ำตาล  ขาสีน้ำตาลอ่อน  ยกเว้นขาข้างหลังสีน้ำตาลเข้มตัวเมียปีกสั้นกว่าลำตัว  เมื่อหุบปีกจีงเห็นปลายท้องโผล่ออกมา  อาศัยอยู่นอกบ้านตามกองขี้เลื่อย  กองแกลบ  และกองขยะที่เน่า  นิมจับมาเกี่ยวเบ็ดเป็นเหยื่อสำหรับตกปลา

ผลดีทางยา
สมุนไพร แพทย์แผนไทยใช้ “ขี้แมลงสาบ” เข้ามาเป็นเครื่องยาในยาไทยหลายขนาน  ขี้แมลงสาบที่ใช้นั้นเป็นขี้แมลงสาบที่อาศัยอยู่ตามบ้านเรือน  เอามารวมกัน  ก่อนใช้ต้อง “ฆ่า” เสียก่อนวิธีทำก็คือ  ให้นำไปคั่วให้ไหม้เกรียมก่อนประยุกต์ใช้  ตำราคุณประโยชน์ยาโบราณว่า  ขี้แมลงสาบคั่วมีรสจืด  แก้อักเสบฟกบวม  แก้พิษร้อน  แก้กาฬโรค ในพระคัมภีร์มุจาปักขันทกาให้ยาแก้นิ่วขนานหนึ่งเข้า “มูลแมลงสาบ” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังต่อไปนี้ ถ้าหากจะแก้ท่านให้เอาพริกไท ๑ ขิงดีปลีกระเทียม ๑ ผิวมะกรูด ๑ ไพรขมิ้นอ้อย ๑ ทองถันแดง ๑ มูลแมลงสาบ ๑ เอาสิ่ง ๑ บาท  น้ำประสารทองคำสตุๆเท่ายาทั้งหลายแหล่  บดทำแท่งไว้  ก็เลยเอาสารส้มยัดเข้าในผลแตงร้าน  หมกไฟแกลบห็สุกบีบเอาน้ำฝนยานี้กิน ในพระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ให้ยาขนานหนึ่งชิอ “ยามหาไชยมงคล”  ใช้แก้หอบ  แก้ไข้  ยาขนานนี้เข้า “มูลแมลงสาบ” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังนี้ ยาเชี่อมหาไชยมงคลแก้หอบ  ท่านให้เอา  กฤษณาจันทน์ชะมด ๑ เปลือกสันมีดพร้านางแอ ๑ หญ้าพันงูแดง ๑ กำมถันแดง ๑ มูลแมลงสาบ ๑ ผลผักชี ๑ นอแรด ๑ งาเขากวาง ๑ รวมยา ๑๐ สิ่งนี้เอาเท่าเทียมกัน  ทำเป็นจุณ  บดปั้นแท่ง  ละลายน้ำมะนาวกินหอบทราง  ถ้าจะแก้ไข้เหนือละลายน้ำใบทับทิมต้ม

6
อื่นๆ / สัตววัตถุ ปลาซ่อน
« เมื่อ: 25-12-2017 , 12:14:20 »

ปลาช่อน
ปลาช่อนเป็นสัตว์เลือดเย็น มีกระดูกสันหลัง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Channa striata (Bloch)
จัดอยู่ในสกุล Channidae
มีชื่อสามัญว่า snakehead murrel
บางถิ่น (พายัพรวมทั้งอีสาน) เรียก ปลาค้อ ก็มี
ชีววิทยาของปลาช่อน
ปลาช่อนมีรูปร่างกลมเป็นทรงกระบอก ลำตัวข้างหางจะแบนนิดหน่อย ความยาวของลำตัวเมื่อโตเต็มกำลัง ๖๐-๗๕ เซนติเมตร (มีแถลงการณ์ว่าลำตัวยาวได้ถึง ๑ เมตร) หรือ มีความยาวเป็น ๕.๕-๖ เท่าของความลึกของลำตัว รวมทั้งเป็น ๓.๒-๓.๓ เท่าของท่อนหัว ลำตัวข้างบนโค้งลงเล็กน้อย ส่วนเรือท้องแบน ข้างๆของส่วนหางแบน ลำตัวมีตั้งแต่ว่าสีเทาถึงสีเทาปนน้ำตาล ข้างหลังสีดำ ส่วนท้องสีขาว และอาจมีจุดประสีดำหรือสีน้ำตาลกระจายอยู่ทั่วไป ข้างๆของลำตัวมีลายสีน้ำตาลหรือสีเทาคละเคล้าดำ (ขนาดแล้วก็รูปร่างไม่บ่อยนัก) พาดขวางลำตัวจากบริเวณใต้เส้นข้างตัวไปยังรอบๆท้อง ในลางตัวลายกลุ่มนี้อาจพาดขวางลำตัวติดต่อกันจากบริเวณครีบหูถึงคอดหางราว ๑๕ แถบ   อย่างไรก็ดี สีแล้วก็ลายนี้เปลี่ยนไปตามถิ่นที่อยู่รวมทั้งฤดู หัวปลาช่อนมีขนาดใหญ่ ลักษณะแบนจากบนลงล่าง ตามีขนาดใหญ่ อยู่ข้างๆของส่วนหัว จะงอยปากกลมมน ปากกว้างและเฉียงลง มุมปากลึกแล้วก็ยื่นเลยจากตามาก ขากรรไกรสามารถยึดหดได้ ขากรรไกรข้างล่างยื่นล้ำขากรรไกรบนนิดหน่อย ฟันที่ขากรรไกรบนและด้านล่างเป็นซี่เล็กมาก ติดกันเป็นแผ่นและก็คม ขากรรไกรบนมีเขี้ยว มีฟันที่เพดานข้างหน้าและก็เพดานส่วนใน ฟันที่กรามแล้วก็เพดานมีราว ๔ แถว แผ่นปิดกระพุ้งแก้มเปิดกว้างได้ บริเวณบ้องคอเหนือเหงือกมีอวัยวะพิเศษช่วยหายใจ  ทำให้เคลื่อนไหวอยู่บนบกแล้วก็ฝังตัวอยู่ในโคลนได้เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน  ส่วนบนแล้วก็ด้านข้างหัวมีเกล็ดปกคลุมครีบหลังและครีบก้นยาวเกือบถึงโคนครีบหาง ครีบหลังมีก้านครีบ ๓๘-๔๒ ก้าน ครีบตูดมีก้านครีบ ๒๔-๒๖ ก้าน ครีบอยู่ทางด้านท้องใกล้ช่องเปิดทวารแล้วก็ครีบตูด ครีบหูอยู่ด้านข้างของลำตัวต่อจากช่องเหงือก ครีบหางกลม คอดหางแบนข้าง  ครีบทุกครีบมีสีเทาปนสีน้ำตาลดำ และก็ครีบทุกครีบไม่มีก้านครีบแข็ง เกล็ดปลาช่อนมีลักษณะกลมมน ขอบเรียบ เกล็ดตามลำตัวมีสีเทาถึงสีน้ำตาลอมเทา ส่วนหลังสีดำ เกล็ดบนเส้นข้างลำตัวมี ๕๒-๕๗ เกล็ด เส้นข้างลำตัวไม่ต่อกันเป็นแถวเดียว แต่ว่ามีรอยหักลงไปตรงรอบๆเกล็ดที่ ๑๗-๒๐ ด้านบนรวมทั้งด้านข้างของลำตัวมีเกล็ดขนาดใหญ่ แต่ว่าเกล็ดที่บริเวณศีรษะแข็งกว่าเกล็ดที่บริเวณลำตัว ปลาช่อนเป็นปลาที่มีนิสัยดุร้าย   ทรหดอดทน   หาเลี้ยงชีพตั้งแต่ระดับพื้นดินจนกระทั่งผิวน้ำ ชอบอาศัยอยู่ในน้ำที่มีความลึกไม่เกิน ๑ เมตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรอบๆที่มีพรรณไม้น้ำให้หลบซ่อนตัวได้ ปลาช่อนผสมพันธุ์กันในหน้าฝน  โดยที่เพศผู้และตัวเมียที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์จะจับคู่กัน  ช่วยเหลือกันกัดต้นหญ้าชายน้ำเพื่อทำแอ่งวางไข่ แล้วตัวเมียก็ออกไข่ แล้วตัวผู้ฉัดน้ำเชื้อเข้าผสม ตัวผู้ปฏิบัติหน้าที่คอยดูแลลูก  ราษฎรเรียกลูกอ่อนของปลาช่อนว่า ลูกครอก เมื่อยังเล็กตัวมีสีออกแดง ดำผุดดำว่ายอยู่ตามแอ่งน้ำไม่ลึกนัก โดยมีพ่อปลาช่อนซุ่มตัวคอยระวังอยู่ ปลาช่อนรับประทานปลาเล็กแล้วก็เนื้อสัตว์อื่นเป็นของกิน เป็นปลาที่พบมากในทุกภาคของเมืองไทย

ผลดีทางยา
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] หมอแผนไทยรู้จักใช้ปลาช่อนเป็นเครื่องยามาแม้กระนั้นโบราณ ตำราเรียนสรรพคุณยาโบราณว่า เนื้อสด มีรสหวาน ถูกใจกับธาตุทั้งผอง ทำให้เกิดเสลด ปิดตะยับยั้งวาตะ เนื้อแห้ง มีรสหวาน มัน มีสรรพคุณชูกำลัง แก้อ่อนแรง แก้เด็กตัวร้อน นอนผวา   มือเท้าเย็น ข้างหลังร้อน หอบ  ชักจากไข้สูง แก้ชางทับสำรอก ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ดี มีรสขม   แก้ตาอักเสบ ตาแดง แก้ลอยแผลเป็น   หางแห้ง มีรสเย็น คาว แก้เม็ดยอดในปาก แก้ฝ้าละออง และเกล็ด มีรสจืดชืด  คาว ทำให้เกิดลมเบ่งเวลาคลอด พระหนังสือโรคนิทาน ให้ยาขนานหนึ่งสำหรับใช้หยอดตาแก้ “น้ำตาตกหนักให้ตามัว” ยาขนานนี้เข้า “หินในสีสะปลาช่อน” หรือหินในหัวปลาช่อน   เป็นเครื่องยาด้วย  ดังต่อไปนี้ น้ำตานั้น  แตกพิการให้ตามัว  ให้น้ำตาตกหนัก  แล้วตั้งแต่แห้งไปตานั้นก็เปนดุจเยื่อ ผลลำไย ถ้าเกิดจะแก้ให้ประกอบยานี้  รากคนทิสอ ๑  รากจัญไร ๑  ผลมะตูมอ่อน  ๑  ขิงแห้ง ๑ ทำเสมอภาค  ต้มกิน  แล้วจึงประกอบยาหยอดตาให้ประชุม  หินในสีสะปลาช่อน  ๑  บัลลังก์หินผา ๑ พิมเสน  ๑ ฝนหยอดตา  สังเกตดูถ้าเกิดมีน้ำตาไหลออกมาถึงแก้ม  คนเจ็บนั้นก็ยังไม่ตาย  หากไม่มีน้ำตา  ตายแล   พระตำราธาตุภิวังค์ ให้ยาแก้ไข้ที่ทำให้ชักขนานหนึ่ง ชื่อ “ยาอนันตไกรวาต” ยาขนานนี้เข้า “คางปลาช่อน” เป็นยาเครื่องด้วย ดังนี้ ยาชื่ออนันตไกรวาต  แก้พิษไข้ทำให้ชักลิ้นกระด้างคางแข็ง  รวมทั้งชักให้สั่นไปอีกทั้งกาย  แลทำพิษต่างๆ ถ้าหากจะแก้ท่านให้เอากระดูกงูงูเหลือม ๑  กระดูกงูทับสมิงคลา  ๑  คางปลาช่อน ๑ งาช้าง ๑  กรามแรด ๑ ยาทั้งนี้ขั้วให้เกรียม โกฐหัวบัว  ๑  โกฐสอ  ๑  โกศกระดูก  ๑  เทียนดำ  ๑  ผลโหระพา  ๑  ผลผักชี  ๑  น้ำประสานทอง  ๑ ใบพิมเสน  ๑ ใบสันพร้าหอม ๑ ใบผักหวาน ๑ ใบทองหลางน้ำ  ๑  รากถั่วภูเขา  ๑  รากตำลึงตัวผู้  ๑  ดอกบุนนาค  ๑  ดอกพิกุล  ๑  ยาดังนี้เอาส่วนเท่ากัน  บดทำแท่งไว้ น้ำกระสายนั้นให้เอาน้ำชาวเข้าหรือน้ำดอกไม้ก็ได้ แซกดีงูแลพิมเสน รับประทานแก้แดก แก้ชัก แก้เชื่อมมึน แก้ลิ้นแข็งกระด้างคางแข็ง อีกทั้งกินทั้งซะโลมก็ได้แล ยานี้ได้เชื่อมาแล้ว เปนมหาดีเลิศนัก

Tags : สมุนไพร

7
อื่นๆ / สัตววัตถุ ตะพาบน้ำ
« เมื่อ: 19-12-2017 , 08:52:41 »

ตะพาบ
ตะพาบน้ำ (mud turtle หรือ soft-shelled turtle) เป็นสัตว์คลานประเภทหนึ่งจัดอยู่ในสกุล Trionychidae มีลักษณะคล้ายคล้ายเต่าน้ำจืด ไม่เหมือนกันตรงที่กระดองบน (carapace) และกระดองข้างล่าง (pastron) ไม่มีกระดูกเป็นแผ่นใหญ่ๆแม้กระนั้นมีหนังห่อหุ้มแทน มีนิ้วยาว ตีนด้านหน้ามีแผ่นพังผืดกว้าง ใช้สำหรับพุ้ยน้ำ มีเล็บเพียงแต่ ๒-๓เล็บ คอหดในกระดองได้มิด แต่ว่าสามารถยืดคอออกได้ยาวมากเมื่อจะงับเหยื่อหรือกัดศัตรู ตะพาบน้ำทุกประเภทเป็นสัตว์น้ำจืดชืด พบได้มากอยู่ตามห้วย สระ หนอง และก็ตาม แม่น้ำลำคลอง ตะพาบน้ำสามารถขุดรูเป็นโพรงสำหรับอาศัย และยืดคอขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำ หรือยืดคอออกไปฮุบกุ้งปลาที่ว่ายน้ำผ่าน โดยที่ตัวไม่ต้องออกมาจากโพรงเมื่อน้ำในบึงหนองแห้งลงในหน้าแล้ง ตะพาบจะทำโพรงอยู่ใต้ดินได้นาน กระทั่งฝนตกจึงออกมาจากโพรงรวมทั้งเริ่มหาสัตว์น้ำต่างๆรับประทานเป็นของกิน ตะพาบรับประทานทั้งกุ้งรวมทั้งปลาใหม่ๆรวมทั้งเนื้อสัตว์ที่เน่าเปื่อย สามารถว่ายน้ำไปหารับประทานไกลๆในการใช้มือจับตะพาบนั้นจับได้เฉพาะตรงที่ขอบกระดองตรงหน้าของโคนขาหลัง ถ้าจับไม่ถูกตำแหน่งตะพาบน้ำซึ่งมีคอยาวจะยืดคอออกมาเหลียวกัดมือได้
ตะพาบในประเทศไทย
ตะพาบที่พบในประเทศไทยมีอย่างน้อง ๖ ชนิด เป็น
๑.ตะพาบน้ำปกติ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amyda cartilaginea (Boddart)
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ประเภทนี้กระดองบนออกจะแบน ขอบกระดองอ่อนนิ่ม เมื่อโตเต็มที่กระดองบนอาจยาวได้ถึง ๘๓ เซนติเมตร ขอบข้างหน้าของกระดองบนเป็นปุ่มตะปุ่มตะป่ำ ขอบกระดองล่างไม่มีสีเด่น ปากค่อนข้างแหลม ที่หนังบนหลังเป็นริ้วเล็กๆนูนขึ้นมาทั่วทั้งหลัง ตัวอ่อนมีสีเขียวขี้ม้าแกมเทา บางตัวมีจุดเหลืองๆหรือจุดดำๆขอบเหลือง หัวมีจุดเหลืองๆเป็นจุดใหญ่ทางด้านข้าง พอใช้แก่ จุดเหลืองบนหลังมักหายไป จุดที่ศีรษะก็ลางเลือนไป ที่ใต้ท้องของตัวผู้มีสีขาว แต่ที่ใต้ท้องของตัวเมียเป็นสีเทา ตะพาบน้ำชนิดนี้มีมากมาย พบทั่วไปในแม่น้ำลำคลอง หนอง สระ ในภาคกึ่งกลางของเมืองไทย อาจเจอตามลำธารและห้วยที่ตีนเขา นอกเหนือจากนั้นยังเจอในภาคใต้ของประเทศพม่า ลาว เวียดนาม เขมร มาเลเซีย และตามหมู่เกาะมลายู
๒.ตะพาบหัวทื่อ หรือ ตะพาบหัวกบ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pelochelys bibroni Owen
ชนิดนี้กระดองบนค่อนข้างแบน ขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบข้างหน้าของกระดองบนเรียบ เมื่อโตสุดกำลังมีขนาดใหญ่ กระดองบนอาจยาวได้ถึง ๑๒๐ เซนติเมตร จมูกสั้น หัวค่อนข้างจะแบนและก็เล็กเมื่อเทียบกับลำตัว ความยาวของกะโหลกหัวใกล้เคียงกับความกว้าง ปากไม่แหลม ขาหน้าสั้น ตีนกว้าง กระดองหลังมีสีเขียวขี้ม้าอมเทามีรูบุบเล็กๆทั่วๆไป มีจุดเหลืองๆกระจัดกระจายอยู่ทั่วๆไป กระดองล่างสีขาว ในประเทศไทยพบอยู่ตอนใต้ นอกจากนั้นยังเจอที่ประเทศ ลาว เวียดนาม เขมร มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และก็ภาคใต้ของจีน
๓.ตะพาบหลังลายกะรัง หรือ ตะพาบน้ำม่านลาย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chitra chitra Gray
ประเภทนี้กระดองบนออกจะแบน ขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบข้างหน้าของกระดองบนเรียบ เมื่อโตสุดกำลังมีขนาดใหญ่ กระดองบนบางทีอาจยาวได้ถึง ๑๒๒ ซม. เป็นชนิดที่มีตัวโตที่สุดของประเทศไทยและก็ของโลก จมูกสั้น หัวค่อนข้างจะแบนและเล็ก ความยาวของหัวกะโหลกหัวเป็น ๒ เท่าของความกว้าง มีลวดลายบนหนังด้านบน เมื่อยังอายุยงน้อย กระดองบนมีสีเขียวอมเทา มีจุดลายดำเปื้อนๆพอเพียงมีอายุเยอะขึ้นเรื่อยๆ บริเวณคอแล้วก็กระดองบนจะมีลวดลายสีเหลืองหรือสีน้ำตาลเสมือนหินกะรังแม้กระนั้นพอตัวแก่มากมาย ลายสีนี้กลับจางลงไปอีก พบรอบๆที่ลุ่มแม่น้ำแม่กลองในประเทศไทยแถบที่ลุ่มอิระวดีในประเทศเมียนมาร์ ลุ่มแม่น้ำคงคารวมทั้งแม่น้ำสินธุในประเทศอินเดีย
๔.ตะพาบน้ำขี้เกียจมาก หรือ ตะพาบแก้มแดง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dogania subplana Geoffrey
ประเภทนี้กระดองบนค่อนข้างจะแบน ยาว ขอบสองข้างค่อนข้างขนานกัน สีเขียวหม่นแกมน้ำตาล ไม่กลมอย่างตะพาบน้ำจำพวกอื่นๆขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบด้านหน้าของกระดองบนเรียบเมื่อโตเต็มกำลังกระดองบนยาวได้ถึง ๒๖ เซนติเมตร หัวออกจะใหญ่เมื่อเทียบกับลำตัว ปากแหลม กระดองด้านล่างไม่มีจุดสีดำชัดเจน ที่ข้างคอรวมทั้งแก้มมีสีแดงอ่อนๆพบได้ตามแหล่งน้ำลำน้ำบนที่สูงทางภาคตะวันตกและก็ภาคใต้ของประเทศไทยนอกเหนือจากนี้ยังอาจเจอในประเทศเมียนมาร์มาเลเซีย และก็ฟิลิปปินส์
๕.ตะพาบไต้หวัน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pelodiscus sinensis sinensis Wiegmann
ประเภทนี้กระดองบนออกจะแบนขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบด้านหน้าของกระดองบนเรียบ เมื่อโตเต็มกำลังกระดองบนยาวได้ถึง ๒๕ เซนติเมตร กระดองบนมีสีเขียวขี้ม้าหรือสีน้ำตาล กระดองด้านล่างมีจุดสีดำกระจ่าง และมีสีส้มในระยะก่อนวัยเจริญพันธุ์ ที่รอบตามีเส้นเล็กๆเป็นรัศมีเป็นตะพาบน้ำจำพวกท้องถิ่นของจีน นำมาเลี้ยงเป็นสัตว์อาสิน เล็กน้อยหลุดมาแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำธรรมชาติ
๖.ตะพาบน้ำหับ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lissemys punctate scutata (Peters)
เป็นตะพาบที่พบใหม่และมีขนาดเล็กที่สุดของเมืองไทย เมื่อโตเต็มกำลังกระดองหลังบางทีอาจยาวได้ถึง  ๑๖  ซม.  กระดองหลังโค้ง นูน สีเขียวหม่นหมองหรือสีน้ำตาล  สามารถหับหรือปิดกระดองได้ทั้งปวง พบทีแรกรอบๆชายแดนไทยประเทศพม่า แถบจังหวัดตาก  เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาก่อนหน้านี้เอง มีจำนวนน้อยแล้วก็หายาก
คุณประโยชน์ทางยา
ตะพาบที่พบในยาไทยมักหมายคือตะพาบธรรมดา หมอแผนไทยใช้ดีตะพาบ เป็นเครื่องยา ตำราเรียนยาคุณประโยชน์โบราณว่า ดีตะพาบมีรสขม  คาวมีสรรพคุณแก้ไข้สันนิบาต แก้พิษรอยแดง แก้โรคตา  และก็แก้ลมกองละเอียด  (ลมวิงเวียน   หน้ามืดตาลาย) ในแบบเรียนพระยาพระนารายณ์มียาขนานหนึ่งเข้า “ดีตะพาบน้ำ” เป็นเครื่องยาด้วยดังนี้น้ำมันภาลาธิไตล ให้เอารากหญ้าขัดหมอน รากขี้เหล็ก รากปะคำไก่ รากปะคำควาย รากมัน รากรักขาว รากลำโพงทั้ง ๒ รากชุมเห็ด รากฝักส้มป่อย ขมิ้นอ้อย ขิง ข่า ยาทั้งนี้ควรต้มให้ต้ม ควรจะตำให้ตำ เอาน้ำสิ่งละทนาน   น้ำมันพรรณผักกาด  น้ำมันพิมเสน น้ำมันละหุ่ง น้ำมันงา สิ่งละทนาน หุงให้อาจจะแต่น้ำมัน แล้วจึงเอา ดีตะพาบน้ำ  ดีงูเหลือม พริกหอม พริกหาง พริกล่อน  ฝิ่น  สิ่งละสลึง เทียนทั้งยัง ๕  สิ่งละบาท ๑ บดปรุงลงในน้ำมันไว้ ๓ วัน ก็เลยทาแลนวดแก้พระเส้นอันทพฤกให้หย่อน  แลฟกบวม เป็นขั้วเป็นหน่วยแข็งอยู่นั้นให้ละลายออกสม่ำเสมอแลฯ
พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ให้ยาแก้ซางเด็กขนานหนึ่งที่เขา  “ดีตะพาบ” เป็นเครื่องยาด้วยดังนี้
ขนานหนึ่ง ท่านให้เอากรามแรด ๑  กรามช้าง ๑  งา  นอแรด ๑  เขี้ยวเสือ ๑  เขี้ยวไอ้เข้  ๑  เขี้ยวหมู  ๑  กระดูกงูทับทาง ๑ โกฏทั้งยัง  ๕  ขมิ้นอ้อย  ๑ ไพลดีตะพาบน้ำ ๑  ดีงูเหลือม ๑ พิมเสน ๑  รวมยา  ๑๘  สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน ตำเป็นผุยผงบดปั้นแท่งไว้  ละลายน้ำสุรา กินแก้ทรางทั้งปวง  หาย

8
อื่นๆ / สัตววัตถุ ไก่ป่า
« เมื่อ: 12-12-2017 , 09:19:37 »

ไก่ป่า
ไก่ป่าเป็นต้นเครือญาติของไก่บ้าน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus (Linnaeus)
อยู่ในสกุล Phasianidae
มีชื่อสามัญว่า red jungle fowl
มีบ้านเกิด แถบทวีปเอเชียใต้ (ศรีลังกาและก็อินเดีย) มาทางทิศตะวันออก จนกระทั่งหมู่เกาะมลายู
ไก่ป่าที่พบในประเทศไทยมีเพียงแค่ประเภทเดียวเป็น Gallus gallus (Linnaeus) จำพวกนี้มีหน้าสีแดง ไม่มีขน หงอนสีแดง มีเหนียงสีแดงแล้วก็ติ่งหูอย่างละคู่ ขนบริเวณคอ ข้างหลัง ถึงสะโพกมีสีส้ม ขนปีกสีเขียววาวขลิบสีส้มใต้ท้องสีน้ำเงินดำ หางโค้งลาด ปลายพริ้ว สีเขียวแซมดำรวมทั้งสีน้ำเงินเข้มเป็นมัน ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๖๐ ซม. เพศผู้หนัก ๘๐๐ – ๑๓๐๐ กรัม ไก่ป่าเพศผู้มีลักษณะสำคัญที่ต่างจากนกอื่นๆคือ
๑.มีหงอนบนหัวที่เป็นเนื้อ ไม่ใช่หงอนที่เป้นขน
๒.มีเหนียงเป็นเนื้อห้อยลงมาทั้งสองข้างของโคนปากและคาง
๓.มีหน้าและคอเป็นหนังหมดจดๆ ไม่มีขน
๔.โดยปกติขนตามตัวมีสีสวย มีขนหาง ๑๔ – ๑๖ เส้นตั้งเรียงกันเป็นสันสูงตรงกลาง คู่กึ่งกลางยาวกว่าคู่ อื่น ปลายแหลมและอ่อนโค้ง เรียก หางกะลวย
๕.แข้งมีเดือยข้างละอันเป็นอาวุธ
ไก่ป่า ตัวเมียมักมีขนาดเล็กกว่าเพศผู้ ขนไม่สวย สีไม่บาดตา หน้าแข้งไม่มีเดือย หงอนแล้วก็เหนียงเล็กมากมาย หรือบางตัวแทบเป็บศูนย์ ไก่ป่าอาศัยตามพุ่มเล็กๆในป่าทั่วไป บินได้เร็ว แม้กระนั้นในระดับที่ค่อนข้างต่ำๆรวมทั้งระยะทางสั้นๆเป็นปกติอยู่เป็นฝูงใหญ่หมดทั้งตัวผู้และตัวเมียรวมกันราว ๕๐ ตัว แต่จะแยกเป็นฝูงเล็กๆในช่วงฤดูสืบพันธุ์ ซึ่งเพศผู้จำต้องต่อสู้กันเพื่อถือครองพื้นที่และช่วงชิงตัวเมียกันตัวละ ๓ – ๕ ตัว ข้างหลังผสมพันธุ์แล้วตัวเมียจะสร้างรังเป็นหลุมตื้นๆบนพื้นดินหรือบนกองใบไม้แห้งๆในที่ปลอดภัย  แล้วตกไข่คราวละ ๕ – ๖ ฟอง ไข่สีขาวหรือน้ำตาล ใช้เวลาฟักโดยประมาณ ๒๑ วัน ลูกไก่ป่าอายุ ๘ วันก็เริ่มบินเกาะตามกิ่งไม้ได้ แล้วก็เมื่ออายุราวๆ ๑๐ วัน ก็เริ่มบินได้ในระยะทางสั้นๆ

ไก่ป่าที่พบในประเทศไทยมี ๒ ชนิดย่อย คือ
๑. ไก่ป่าติ่งหูขาว หรือ ไก่ป่าอีสาน (Cochin Chinese red jungle foml) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus gallus (Linnaeus) มีติ่งหูสีขาว มักพบทางภาคทิศตะวันออกแล้วก็ภาคอีสาน
๒. ไก่ป่าติ่งหูแดง หรือ ไก่ป่าพันธุ์พม่า (Burmese red jungle fowl) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus  spadiceus (Bonnaterre) มีติ่งหูสีแดง พบมากทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก รวมทั้งภาคใต้
ประโยชน์ทางยา
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] โบราณไทยใช้ตับไก่เป็นของกินและก็เป็นยา  ตำราเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณบันทึกไว้ว่า  ตับไก่ใช้แก้โรคตาฝ้าตาพร่า ตอนนี้พึ่งทราบดีว่าโรคนี้เกิดขึ้นจากการขาดวิตามินเอ ซึ่งมักพบในตับไก่ แพทย์แผนไทยรู้จักใช้เปลือกไก่ฟัก ไข่แดง ตับไก่ รวมทั้งเล็บไก่ป่า เป็นเครื่องยามานานแล้ว ตำราเรียนโบราณว่า ไข่แดงมีรสมัน คาว มีคุณประโยชน์ชูกำลังสร้างความรุ่งโรจน์ให้แก่ร่างกาย ตับไก่มีรสมัน คาว มีสรรพคุณบำรุงเลือด แก้โลหิตจาง บำรุงร่างกายให้แข็งแรง แก้โรคตาฝ้าตามัว และเล็บไก่ป่าใช้แก้พิษไข้ ไข้รอยแดง ไข้หัวทุกประเภท ยิ่งไปกว่านั้นไข่ขาวยังใช้เป็นตัวยาแต่งทางการปรุงยาสำหรับทำยาขี้ผึ้ง ตามที่ปรากฏในยาขนานที่ ๗๙ ใน หนังสือเรียนพระโอสถพระนารายณ์ ดังต่อไปนี้
ขนานหนึ่ง ให้เอาพิมเสน ๒ สลึง การบูร ๓ สลึง มาตะกี่ ๕ สลึง ชันตะคียน กำยาน สิ่งละ ๗ สลึง ขี้ผึ้งขาว ๑๐ ตำลึง น้ำมันมะพร้าวอันใหม่ดีนั้นครึ่งทนาน เคี่ยวขึ้นด้วยกันให้สุกดี  แล้วกรองกากออกเสีย เอาไว้ให้เย็น ก็เลยเอาไข่ไก่ มัวแต่ไข่ขาว ๒ ลูก เอาสุรากลั่นราวๆจอกหนึ่ง กวนกับไข่ให้สบกันดี แล้วจึงแบ่งออกให้เป็น ๓ ภาคๆหนึ่งนั้น เอาน้ำทะแลงไซ้ ๓ สลึง การบูร ๓ สลึง กวนเข้าด้วยกันให้สบก็ดีแล้ว เป็นขี้ผึ้งแดง ก็เลยเอาขี้ผึ้งขาวภาค ๑ นั้น มากมายวนด้วยจุที่สีพอสมควร เป็นขี้ผึ้งเขียว ภาคหนึ่งเป็นสีปากขาว ปิดแก้มองดูม์ แสบร้อนให้เย็น

9

น้ำขิง
ขิงเป็นสมุนไพร แล้วก็เครื่องเทศที่ช่วยชาติไทยจีนรวมทั้งอินเดียรู้จักใช้มาตั้งแต่โบราณ แบบเรียนคุณประโยชน์โบราณของไทยว่าขิงสด มีรสหวานเผ็ดร้อน
มีคุณประโยชน์ แก้ปวดท้อง บำรุงธาตุ ขับลมในไส้ให้ผายรวมทั้งเรอ ฉะนั้นน้ำขิงนอกจากจะช่วยละลายยาให้รับประทานยาง่ายแล้ว ยังช่วยแต่งรถยนต์ให้น่ารับประทานยิ่งขึ้นอีกทั้งมีคุณประโยชน์ทางยาซึ่งสามารถเสริมฤทธิ์ตัวยา ในยาขนานนั้นได้อีกด้วย ทิ้งที่ประยุกต์ใช้ตระเตรียมน้ำขิง สำหรับทำเป็นกระสายยานั้น มักใช้ขิงแก่สดสูตรเอาผิวนอกออก ล้างน้ำให้สะอาดแล้วฝานเป็นชิ้นบางๆต้มกับน้ำตามอยากส่วนขิงที่นำมาใช้เป็นเครื่องเทศนิยมใช้ทั้งยังสดรวมทั้งแห้งอีกทั้งหินอ่อนแล้วก็ขิงแก่โดยมักใช้ขิงที่ยังอ่อนอยู่ ประกอบอาหารที่ไม่อยากรสเผ็ดมากมาย โบราณว่าขิงแห้งมีรสหวานเผ็ดร้อนมีคุณประโยชน์แก้ไข้แก้ลมแก้จุกเสียดแก้เสลดบำรุงธาตุแก้คลื่นเห*ยน อาเจียน สวนหินสดมีรสหวานเผ็ดร้อนมีสรรพคุณแก้ปวดท้องบำรุงธาตุ ขับลมในลําไส้ให้ผายลมแล้วก็เรอ
   [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ยาเวลาที่ ๕๓ ในตำราเรียนพระโอสถพระนารายณ์ชื่อ “มหากระทัศใหญ่” ที่ใช้แก้ลมทุกหมวดหมู่นั้น ให้ใช้น้ำผึ้ง น้ำขิง น้ำส้มซ่า หรือน้ำกระเทียม เป็นน้ำกระสายยาก็ได้ สุดแท้แต่แพทย์ผู้วางยาจะยักน้ำกระสายให้จำเป็นต้องโรคต้องอาการ ดังต่อไปนี้   “มหากทัศใหญ่” ให้เอาโกฏสอเทศ เทียนทั้ง ๕ รากเจตมูลเพลิง ผลกระวาน ใบกระวาน ผลอันใหญ่ สะค้าน เปลือกสมุลแว้ง ขิงแห้ง ว่านน้ำ พริกล่อน รากไคร้เครือ น้ำประสานทอง ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ เกลือบก สิ่งละส่วน การะบูร กานพลู เทียนตาตั๊กแตน เทียนเกล็ดหอย สหัสคุณก็ได้ เปล้าน้อยก็ได้ สิ่งละ ๘ส่วน ดีปลี ๒๐ ส่วน ทำเป็นจุณ ละลายน้ำผึ้ง น้ำขิงน้ำส้มส้า น้ำกระเทียมก็ได้ รับประทานหนักสลึงหนึ่ง แก้ลมปัตฆาฏ ลมอัมพาต ลมราทยักษ์ ถ้าเกิดลมนั้นค่อยกำลังยานั้นก็จะให้ร้อนถึงปลายมือปลายเท้า บรรดาลมทั้งปวงแก้ได้หายสิ้นแลฯ
  ขิงมีชื่อเรียกในภาษาสันสกฤตว่า srigavere ซึ่งแผลงเป็น zingiber เมื่อทำให้เป็นภาษาละตินเพื่อตั้งเป็นนามสกุลและก็ชื่อสกุล ตามหลักสากลสำหรับการตั้งชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ ฝรั่งเรียกว่าขิง ginger ตามที่เรียกกันในภาษาแขก ปราชญ์ทางภาษาผู้คนจำนวนมากสันนิศฐานว่า คำ “ขิง” ในภาษาไทย ก็น่าจะมีที่มาจากภาษาแขกนี้เอง แต่เรียกให้สั้นลง
ขิง เป็นเหง้าของพืชขนาดเล็กที่มี
ชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Zingiber officnale Roscoe
ในวงศ์ Zingoberaceae
เป็นพืชอายุนับเป็นเวลาหลายปี สูง ๓๐-๙๐เซนตำหนิเมตนมีเหง้าที่มีกาบใบบางๆหุ้มห่อ เปลือกนอกสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อเหง้ามีสีนวล มีกลิ่นเฉพาะ เป็นใบเลี้ยงผู้เดียว ออกสลับกัน รูปขอบขนานปนรูปใบหอก ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ขนาดกว้าง ๑-๓ ซม. ยาว ๑๐-๒๕ซม. ดอกออกเป็นช่อ ช่อดอกแทงขึ้นโดยตรงจากเหง้า ก้านช่อดอกยาว๑๐-๒๐ เซนติเมตร มีใบปนะดับ สีเขียวอ่อน ดอกย่อย ไม่มีก้าน ดอกมีสีเหลือง ปลายกลีบเป็นสีม่วงแดง ผลเป็นผลแห้ง มี๓ พู

ขิงมีส่วนประกอบเป็นชันน้ำมัน (oleoresin)อยู่ในจำนวนสูง ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ขิงมีรสเผ็ดรวมทั้ง มีกลิ่นหอมยวนใจ ถ้าสกัดชันน้ำมันนี้ ด้วยตัวทำละลาย บางชนิดจะได้ชันน้ำมันที่แทบบริสุทธิ์ซึ่งมีลักษณะข้นเหนียว สีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นแรงแล้วก็รสเผ็ด มีชื่อเรียกทางด้านการค้าว่า “จินเจอริน” (gingerin) มีสารในกรุ๊ปจินพบรอล ( gingerol) โชโกล (shogaol) แล้วก็ ชิงเจอโรน (zingerone) เป็นหลัก ชันน้ำมันที่เตรัยมใหม่ๆจะมีจินเจอรอล เป็นต้นว่า 3-6-gingerol,8-gingerol,10-gingerol,12-gingerol เป็นหลัก แม้กระนั้นถ้าทิ้งไว้นานๆจะมีโชโกลเป็นตัวหลัก ทั้งโชโกลและสิงพบโรนไม่ใช่สารผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่พบในขิง แม้กระนั้นเป็นสารที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีในระหว่างการสกัดด้วยตัวทำละลาย สารทั้งสองนี้มีรสเผ็ดร้อนกว่าจินเจอรอล ด้วยเหตุนี้ จินเจอรินที่ดีจะต้องมีสารทั้งสองชนิดนี้ในปริมาณที่ต่ำที่สุด  ขิงมีน้ำมันระเหยง่ายราวจำนวนร้อยละ ๑-๓ ปริมาณนี้จะขึ้นอยู่กับแนวทางปลูกรวมทั้งขณะที่เก็บเกี่ยว ในน้ำมันระเหยง่ายมีสารสำคัญหลายแบบ ได้แก่ (-)-b-sesquiphillandrene , E,E-a-farnesene , (-)-zingiberene , (+)-ar-curcumene ซึ่งมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อบัคเตรีที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดหนอง ขับลม กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะรวมทั้งไส้  ตอนนี้มีการใช้สารสกัดจากขิง ซึ่งหนสารองค์ประกอบหลักเป็นอนุพันธ์ของ 4-hydroxy-3-methoxyphenyl ได้แก่ สิงพบโรน จินพบร์ไดออล (gingerdiol) จินเจอร์ไดโอน (gingerdione) จินพบคอยล โชโกล เป็นยาบรรเทาอาการอ้วกอ้วก รวมทั้งทุเลาลักษณะของการปวดเหตุเพราะข้อเสื่อม ทั้งยังบางทีอาจช่วยลดการอักเสบและก็บวมของข้อ

10

อีแอ่นกินรัง
อีแอ่นกินรังเป็นอีแอ่นอย่างต่ำ ๓ ชนิด
ในสกุล Collocalia
สกุล Apodidae คือ
๑.อีแอ่นกินรัง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colocalia  fuciphaga  (Gmelin)
มีชื่อสามัญว่า  edible – nest  swiftlet จำพวกนี้ทำรังด้วยน้ำลายล้วนๆ
สมุนไพร
๒.อีแอ่นรับประทานรังก้นขาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Colocalia  germani  Oustalet
มีชื่อสามัญว่า Germain’s  swiftlet จำพวกนี้ทำรังด้วยน้ำลายล้วนๆเหมือนกับชนิดแรก

๓.อีแอ่นรังดำ หรือ อีแอ่นหางสี่เหลี่ยม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colocalia  maxima  Hume
ชื่อสามัญว่า  black – nested  swiftlet   จำพวกนี้สร้างรังด้วยขนยาวราว  ๖0  มีน้ำลายเป็นตัวเชื่อมปริมาณร้อยละ  ๔0 อีแอ่นในสกุล  Colocalia   ที่เจอในประเทศไทยมี  ๕  ชนิด  เว้นเสียแต่  ๓  จำพวกข้างต้นแล้ว   ที่เหลืออีก  ๒  จำพวกเป็น
๔.อีแอ่นท้องขาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Colocalia  esculenta  (Linnaeus)
มีชื่อสามัญว่า  glossy  swiftlet   ประเภทนี้ทำรังด้วยต้นหญ้าแล้วก็พืชต่างๆ  มีน้ำลายเป็นตัวเชื่อมเพียงแค่เล็กๆน้อยๆ

Tags : สมุนไพร

11

สมุนไพรลำพันแดง
ลำพันแดงเป็นเหง้าแห้งของพืชสมุทร ซึ่งเป็นอาหารของปลาพะยูน รางถิ่นเรียบรำพัน หัวงอทะเล ว่านน้ำทะเล เนื่องจากมีใบเหมือนต้นหัวงอหรือ ว่านน้ำ ต้นหญ้าชะเงาใบยาวหรือหญ้าพะยูน มีชื่อสามัญว่า sea acorus พืชที่ให้ลําพันแดงนี้เกิดในทะเลบริเวณที่น้ำไม่ลึกนักต้นสูงรอบๆน้ำยาว  ๒ เมตรมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่าEnhalus acoroides (I.f) Rovle ในวงศ์Hydro-Charitaceae หนอนอยู่ในประเทศไทยพบบ่อยที่สมุทรจังหวัดตรังระยองจันทบุรีและก็ตราด พืชชนิดนี้เป็นพืชใต้น้ำอายุยาวนานหลายปีลำต้นเป็นเหง้าใหญ่แข็งมีเศษไม้ยาว ซึ่งเป็นส่วนของเส้นกลาง สมุนไพร ใบเหลือติดอยู่เต็มไปหมดทำให้ มีลักษณะคล้ายกับขนหางหมูแบบเรียนรางเล่มก็เลยเรียกรำพันหางหมูมีรากใหญ่แข็งแรงยึดดินไว้แน่น ใบเป็นใบเลี้ยงโดดเดี่ยวแทงขึ้นจากเหง้ามี ๒-๗ใบเป็นแถบยาวกว้าง ๒ ถึง ๖ เซนติเมตรยาว ๗๐ ถึง ๑๔๐ เซนติเมตรมีกาบห่อหุ้มที่โคนใบ มีเส้นใบ ๑๓-๑๔ เส้นขนานไปตามความยาวของใบ ดอกแยกเพศและแยก ตัวอ้นกัน ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อดอกย่อยมีขนาดเล็กมีใบประดับใหญ่ ๒ ใบ ก้านดอกยาว ๕-๑๐เซนติเมตร มีดอกเพศผู้ที่ยังอ่อนอยู่เยอะๆ ติดอยู่รอบแกนกลางด้านในเสริมแต่งเมื่อแก่จะหลุดไปบานที่ผิวน้ำจะบานกระดกลงด้านล่างมีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ ๑ กลีบมีเกสรเพศผู้ ๓ อัน ดอกเพศเมียมีขนาดใหญ่ กว่าก้านดอกยาวมากส่งดอกให้มาเจริญก้าวหน้าที่ผิวน้ำมีใบแต่งแต้มใหญ่ ๒ใบมีกลีบเลี้ยงและก็กลีบอย่างละ 3๓กลีบรังไข่มี ๑ ช่องดอกเพศภรรยาเมื่อได้รับการผสมเกสรที่ผิวน้ำแล้วก้านดอกจะหดสั้นเข้าดึงให้ผลไปรุ่งโรจน์ใต้น้ำผลมีขนาดใหญ่รูปไข่ยาวราว ๗ซม. เปลือกมีขนแข็งสีดำมากมายข้างในมีเม็ด๘-๑๔ เมล็ด

ตำราสรรพคุณ
ยาโบราณว่าลำพันแดงมีรสเค็มขื่นมีคุณสมบัติเป็นยาขับรวมทั้งถ่ายน้ำเหลืองเสียขับลมในลำไส้ ลำพันแดงเป็นเหง้าแห้งของพืชทะเลชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นอาหารของปลาพะยูน รางถิ่นเรียบรำพัน หัวงอสมุทร ว่านน้ำทะเล เนื่องจากมีใบราวกับต้นหัวงอหรือ ว่านน้ำ ต้นหญ้าชะเงาใบยาวหรือหญ้าพะยูน มีชื่อสามัญว่า sea acorus พืชที่ให้ลําพันแดงนี้เกิดในทะเลบริเวณที่น้ำไม่ลึกนักต้นสูงรอบๆน้ำยาว  ๒ เมตรมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่าEnhalus acoroides (I.f) Rovle ในตระกูลHydro Charitaceae หนอนอยู่ในประเทศไทยพบมากที่ทะเลจังหวัดตรังจังหวัดระยองเมืองจันท์แล้วก็ตราด พืชจำพวกนี้เป็นพืชใต้น้ำอายุหลายปีลำต้นเป็นเหง้าใหญ่แข็งมีเศษไม้ยาว ซึ่งเป็นส่วนของเส้นกึ่งกลางใบเหลือติดอยู่เต็มไปหมดทำให้ มีลักษณะคล้ายกับขนหางหมูตำรารางเล่มก็เลยเรียกรำพันหางหมูมีรากใหญ่แข็งแรงยึดดินไว้แน่น ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยวแทงขึ้นจากเหง้ามี ๒-๗ใบเป็นแถบยาวกว้าง ๒ ถึง ๖ ซม.ยาว ๗๐ ถึง ๑๔๐ เซนติเมตรมีกาบห่อที่โคนใบ มีเส้นใบ ๑๓-๑๔ เส้นขนานไปตามความยาวของใบ ดอกแยกเพศและก็แยก ตัวอ้นกัน ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อดอกย่อยมีขนาดเล็กมีใบแต่งแต้มใหญ่ ๒ ใบ ก้านดอกยาว ๕-๑๐เซนติเมตร มีดอกเพศผู้ที่ยังอ่อนอยู่มากไม่น้อยเลยทีเดียว ติดอยู่รอบแกนกลางด้านในแต่งแต้มเมื่อแก่จะหลุดไปบานที่ผิวน้ำจะบานกระดกลงด้านล่างมีกลีบเลี้ยงและก็กลีบอย่างละ ๑ กลีบมีเกสรเพศผู้ ๓ อัน ดอกเพศภรรยามีขนาดใหญ่ กว่าก้านดอกยาวมากมายส่งดอกให้มาเจริญที่ผิวน้ำมีใบประดับใหญ่ ๒ใบมีกลีบเลี้ยงรวมทั้งกลีบดอกอย่างละ 3๓กลีบรังไข่มี ๑ ช่องดอกเพศเมียเมื่อได้รับการผสมเกสรที่ผิวน้ำแล้วก้านดอกจะหดสั้นเข้าดึงให้ผลไปรุ่งเรืองใต้น้ำผลมีขนาดใหญ่รูปไข่ยาวราว ๗เซนติเมตร เปลือกมีขนแข็งๆสีดำจำนวนมากภายในมีเม็ด๘-๑๔ เมล็ดตำราสรรพคุณยาโบราณว่าลำพันแดงมีรสเค็มเฝื่อนมีคุณลักษณะเป็นยาขับแล้วก็ถ่ายน้ำเหลืองเสียขับลมในไส้

12
อื่นๆ / สัตววัตถุ เม่น
« เมื่อ: 24-11-2017 , 12:38:37 »

เม่น
เม่นเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
จัดอยู่ในตระกูล Hystricidae
เม่นที่เจอในประเทศไทยมี ๒  ประเภท  อย่างเช่น
๑.เม่นใหญ่แผงคอยาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hystrix  brachyuran  Linnaeus
ชื่อสามัญว่า  Malayan  porcupine
เม่นจำพวกนี้มีขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว ๖๓ – ๗๐  เซนติเมตร หางยาว ๖ – ๑๐ ซม. น้ำหนักตัว  ๓-๗ กิโลกรัม ขนบนลำตัวเป็นขนแข็งใช้ปกป้อง  หัวเล็ก จมูกป้าน มีหนวดยาวสีดำ บริเวณลำตัว คอ และก็ไหล่  มีขนแข็ง  สั้น  สีดำ  ขนใต้คอสีขาว ตาเล็ก ใบหูเล็ก ขนตั้งแต่ข้างหลังไหล่ไล่ลงไปแข็งยาว ด้านโคนแล้วก็ปลายสีขาว ตรงกลางสีดำ ปลายแหลม หางมีขนคล้ายหลอดสั้นๆขาสีดำเม่นจำพวกนี้ชอบออกหากินตามลำพังในกลางคืน รักสงบ เวลาเจอศัตรูจะวิ่งหนี พอจวนตัวจะหยุดนิ่ง สมุนไพร แล้วพองขนขึ้น ศัตรูที่ไล่ตามมาอย่างรวดเร็วถ้าหากหยุดไม่ทันก็จะโดนขนเม่นตำ แล้วก็ถ้าศัตรูใช้ตีนตะครุบก็จะโดนขนเม่นตำเหมือนกัน  ได้รับความปวดเจ็บมาก เมื่อศัตรูหนีจากไปแล้ว  เม่นก็จะหลบเข้าโพรงไม้หรือโพรงดิน ขนเม่นที่หลุดออกไปจะมีขนใหม่ผลิออกขึ้นมาแทนที่ เม่นจำพวกนี้รับประทานผัก ต้นหญ้าสด หน่อไม้ เปลือกไม้ ผลไม้ และกระดูกสัตว์  เริ่มสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุราว ๒ ปี ตั้งท้องนาน  ๔  เดือน  ตกลุกครั้งละ  ๑ -๓  ตัวในโพรงที่ขุดอาศัย ลูกเม่นแรกเกิดมีขนที่อ่อน  แม้กระนั้นเมื่อถูกอากาศข้างนอกขนจะเบาๆแข็งขึ้น  อายุราว ๒๐ ปีเจอทางภาคใต้ของประเทศไทย ในต่างชาติเจอที่มาเลเชียรวมทั้งอินโดนีเซีย
๒. เม่นหางพวง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Atherurus  macroura (Linnaeus)
ชื่อสามัญว่า  bush-tailed  porcupine
เม่นชนิดนี้มีความยาวลำตัววัดจากปลายจมูกถึงโคนหาง  ๔๐ – ๕๐  เซนติเมตร หางยาว ๑๕ – ๒๐ ซม. น้ำหนักตัว ๒.๕ – ๕  กิโล จมูกเล็ก มีหนวดยาว ใบหูเล็ก ลำตัวยาว ขาสัน มีขนแข็งปกคลุมทั่วตัว ขนบางส่วนแข็งรวมทั้งปลายแหลมมากมาย  เหมือนหนาม  ขนส่วนที่ยาวที่สุดอยู่บริเวณกลางหลังขนแบน  มีร่องยาวอยู่ข้างบน ช่วงกึ่งกลางหางไม่ค่อยมีขน แต่เป็นเกล็ด โคนหางมีขนสั้นๆปลายหางมีขนขึ้นดกดกเป็นกระจุก มองเป็นพวง ขนดัละโมบล่าวแข็งและก็แหลมคม ส่วนขนที่หัวบริเวณขาอีกทั้ง ๔ และรอบๆใต้ท้อง แหลม แม้กระนั้นไม่แข็ง ขาค่อนข้างสั้น ใบเครื่องทอผ้าลมและก็เล็กมาก เล็บเท้าเหยียดตรง ทู่ รวมทั้งแข็งแรงมาก เหมาะกับขุดดิน เม่นชนิดนี้ออกหากินในช่วงเวลากลางคืน  กลางวันมักซ่อนตัวอยู่ในโพรงดิน  ตามโคนรากของต้นไม้ใหญ่ หรือตามซอกหิน มักออกหากินเป็นฝูง  ใช้ขนเป็นอาวุธป้องกันภัย รับประทานหัวพืช หน่อไม้  กาบไม้  รากไม้  ผลไม้  แมลง เขาและกระดูกสัตว์  ออกลูกทีละ ๓- ๕  ตัวในโพรงที่ขุดอาศัย  ลูกเม่นทารกมีขนอ่อนนุ่ม แต่จะต่อยๆแข็งขึ้นอายุราว ๑๔ ปี พบในทุกภาคของประเทศไทย ในเมืองนอกเจอทางภาคใต้ของจีน แล้วก็ที่ลาว เวียดนาม  เขมร มาเลเซีย  และก็อินโดนีเซีย

คุณประโยชน์ทางยา
หมอแผนไทยใช้ขนเม่นที่สุมไฟให้ไหม้แล้วปรุงเป็นยาแก้ตานซาง  แก้พิษรอยดำ  พิษไข้ เชื่อมซึม กระเพาะของเม่นใช้ปรุงเป็นยารับประทานบำรุงน้ำดี ช่วยให้ลำไส้มีกำลังบีบย่อยของกิน พระตำราปฐมจินดาร์ให้ยาขนานหนึ่ง เข้า“ขนเม่น” เป็นยาทาตัวเด็ก ดังนี้ ภาคหนึ่งยาใช้ภายนอกตัวกุมารกันสรรพโรคทั้งผอง และจะป่วยอภิฆาฏก็ดีแล้ว  โอปักกะไม่กาพาธก็ดีแล้ว ท่านให้เอาใบมะขวิด คราบเปื้อนงูเห่า หอมแดง สาบแร้งสาบกา ขนเม่น ไพลดำ ไพลเหลือง  บดทำแท่งไว้ ละลายน้ำนมวัว ทาตัวกุมาร จ่ายมลทินโทษทั้งผองดีนัก

13
อื่นๆ / สัตววัตถุเลียผา
« เมื่อ: 23-11-2017 , 09:15:47 »

เลียงหน้าผา
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า capricornis  sumatraensis (Bechstein)
จัดอยู่ในสกุล  Bovidae
มีชื่อสามัญว่า  serow
ชีววิทยาของเลียงหน้าผา
เลียงหน้าผาเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้อง  มี ๔  กระเพาะ  รูปร่างคล้ายแพะ  ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว ๑.๔๐ – ๑.๕๐  เมตร  หางยาว ๑๐ – ๑๕  ซม.  น้ำหนักตัว  ๕๐ – ๗๐ กิโลกรัม  ขนบนลำตัวหยาบคาย ยาว สีดำ มีขนยาวสีดำเป็นแผงอยู่ในแนวสันหลังตั้งแต่กำดันถึงโคนหาง ใบหูยาว  มีเขาหมดทั้งตัวผู้และก็ตัวเมีย  เขาสีดำ  โค้ง  ปลายแหลม ยาว  ๑๗.๕ –  ๒๕  เซนติเมตร รอบๆโคนเขาขึ้นไปมีรอยหยักเป็นวงรอบๆ ปลายเขากลมและเรียวโค้งไปทางข้างหลัง  ขาทั้ง ๔ มีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง ขนบริเวณเหนือกีบสีน้ำตาล  กีบสั้น  สีดำ บริเวณหน้ามีรูต่อมน้ำมันอยู่ใต้ตา ข้างดั้งจมูก และขับน้ำมันสีขาวออกมาตลอดระยะเวลา หางสั้น แกงเลียงเขาหินถูกใจอยู่ตามป่าสูงที่มีหน้าเขาหินหรือโคนหินชัน  มีชะง่อนผากำบังพอเพียง  ขี้อาย จะดุเมื่อเจ็บหรือหมดปัญญา  วิ่งไต่ไปตามผาได้อย่างคล่องแคล่ว หากินอย่างโดดเดี่ยวในเช้าตรู่ตรู่หรือช่วงเย็น ตอนกลางวันมักหลบนอนพักอยู่ตามป่าละเมาะตามชะง่อนผา หรือในถ้ำ อดน้ำได้นาน ว่ายน้เก่ง  ประสาทตา หู และก็จมูก ดีเยี่ยม กินผลไม้  หญ้า ใบไม้ หน่อไม้  เป็นของกิน  โตเต็มวัยพร้อมสืบพันธุ์เม่ออายุได้  ๓  ปี หลังผสมพันธุ์  ตัวเมียจะแยกออกไปอยู่ต่างหาก  ตั้งท้องนานราว  ๘  เดือน ตกลูกทีละ ๑ ตัว ลูกเลียงผาอยู่กับแม่นานราว  ๑  ปีก็เลยจะแยกออกไปหากินตามลำพัง เลียงหน้าผาอายุยืนราว ๑๕   ปี เลียงผาที่พบในประเทศไทยมี  ๒ ประเภทย่อยหมายถึงประเภทย่อย  Capricornis  sumatraensis  sumatraensis  (Bechstein)  ซึ่งมีเท้าสีดำ เจอบริเวณเขาหินปูน  ทางภาคใต้ กับจำพวกย่อย  Capricornis  sumatraensis  millneedwardsi  David  ซึ่งมีเท้าสีออกแดง เจอทางภาคเหนือและก็ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ

ผลดีทางยา
แพทย์แผนไทยใช้เขาแกงเลียงหน้าผาเป็นเครื่องยา เขาแกงเลียงเขาหินเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดยาไทยที่เรียก  “สัตตเขา”  อย่างเช่น  เขาโค  เขาควาย  เขาวัวกระทิง  เขากวาง  เขาแกะ เขาแพะ และก็เขาแกงเลียงหน้าผา นอกนั้น หมอพื้นบ้านลางแห่งใช้ “น้ำมันแกงเลียงเขาหิน” สำหรับตระเตรียมยาน้ำมัน โดยผสมสมันพนาอื่นๆอีกหลายประเภท  ว่าเป็นยาแก้อักเสบ  แก้ลมจับโปง (rheumatism) บำรุงข้อ บำรุงกระดูก

Tags : สมุนไพร

14
อื่นๆ / สัตววัตถุหมูป่า
« เมื่อ: 17-11-2017 , 18:13:54 »

หมูป่า
หมูป่าเป็นสัตว์กินนม กีบคู่
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sus  scrofa Linnaeus
จัดอยู่ในตระกูล  Suidae
มีชื่อสามัญว่า  common wild pig หมูไม่มีอารยธรรมก็เรียก
ชีววิทยาของหมูป่า
หมูป่ามีรูปร่างเพรียวลม ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาวราว ๑.๕๐ เมตร หางยาวราว ๒๐ ซม. น้ำหนักตัว ๗๕-๑๐๐ กก.  ความสูงช่วงไหล่ ๖๐-๗๕ ซม. บริเวณไหล่และก็อกใหญ่ เรียวไปทางด้านท้ายของลำตัว ขาเล็กเรียว ใช้สำหรับรื้อฟื้นหาอาหารใต้ดิน ขนยาว หยาบ แข็ง สีน้ำตาลเข้มหรือสีดำปนเทา หรือสีดำแซมขาว มีขนยาวเป็นแผงบนสันคอรวมทั้งหลัง ขนบริเวณดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้จะตั้งชันขึ้นเมื่อสะดุ้งหรือเมื่อต่อสู้กับศัตรู เขี้ยวมีลักษณะยาว คมมาก โค้งงอนขึ้นไปนอกปาก   ใช้เป็นอาวุธป้องกันตัว บางตัวอาจมีเขี้ยวยาวถึง ๖ นิ้ว จมูกไว หูไว ชอบอาศัยตามป่าเปียกชื้น ที่ราบตามไหล่เขา หรือบริเวณหนอง อยู่เป็นฝูง ออกหากินรุ่งอรุณหรือเย็น   และกลางคืน กลางวันมักหลบอยู่ตามพุ่งไม้ ตามปลักโคลนตม หรือลำธาร ถูกใจเกลือกปลักตม ตัวผู้ที่อายุมากกๆจะแยกออกไปพบกินตามลำพัง เรียก หมูป่าโทน หรือ หมูโทน ตัวเมียแก่ๆเป็นจ่าฝูง ในฤดูผสมพันธุ์เพศผู้ต่อสู้กัน และก็จะดุร้ายเมื่อบาดเจ็บ หมูป่าแม่ลูกอ่อนจะดุร้ายกว่าปรกติรวมทั้งจะหวงลูกมากมาย ถูกใจรื้อฟื้นดินหาอาหาร กินได้อีกทั้งพืชรวมทั้งสัตว์ ดังเช่น ผลไม้  ข้าวโพด เผือก มัน งู หนู ไส้เดือน กบ เขียด ปลา หมูป่าผสมพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี แต่ว่าสืบพันธุ์กันถี่ที่สุดในตอนธ.ค.ถึงม.ค. เริ่มโตสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุ ๘-๑๐ เดือน มีท้องนาน ๑๑๕ วัน ตามปกติคลอดลูกครั้งละ ๔-๘ ตัว ลูกหย่านมเมื่ออายุ ๓-๔ เดือน หมูป่าอายุยืนราว ๑๕ ปี

ประโยชน์ทางยา
หมอแผนไทยรู้จักใช้หนังหมูป่า ดีหมูป่า และเขี้ยวหมูป่าเป็นเครื่องยา ดังนี้
๑. หนังหมูป่า อาทิเช่น ยาต้มแก้สันนิบาตเลือดขนานหนึ่งใน พระคัมภีร์ชวดาร เข้า “หนังหมุโหดร้าย” เป็นเครื่องยาด้วย ดังต่อไปนี้ ยานั้นระอุลีการเปนยาดับพิษผื่นคันเสลดอันร้อนนอนไม่หลับบริโภคอาหารไม่ได้   ให้แต่งยาต้มรับประทานช่วงเวลาเช้า   เอาหีบลม ๑   หนังหมูไม่มีอารยธรรม ๑   รากเจ็ตมูลเพลิงแดง ๑   รากช้าพลู ๑   เอาสิ่งละ ๑ บาท   ข่า ๕ บาท   ดอกคำ ๑๐ สลึง   เทียนดำ ๒ บาท   ผลจู๋ม ๑   ก้านสะเดา ๑   ผลสมอเทศ ๑   ผลสมอไทย ๑   ผลสมอพิเภก ๑   ยาตอนเช้าเย็นเหนือ ๑   เอาสิ่งละ ๑ บาท   ดอกบัวแดง ๑   ดอกบัวขาว ๑   ดอกบัวขม ๑   ดอกบัวเผื่อน ๑   ดอกพิกุล ๑   ดอกบุนนาค ๑   ดอกสารภี ๑   เอาสิ่งละ ๖ สลึง  ต้มด้วยน้ำเถาวัลเปรียงแซกดีเกลือตามกำลังวัน  รับประทานจ่ายเม็ดยอดตกลิ้น   แล้วจึงประกอบยามหาสมมิใหญ่   แก้ไข้แก้ลม   ให้รับประทานเปนคู่กับยาต้ม
๒. ดีหมูป่า   เป็นต้นว่า   ยาขนานหนึ่งชื่อ “ยาประสานทองคำ”   ใน พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ เข้า “ดีหมูหยาบคาย” เป็นเครื่องยาด้วย   ดังต่อไปนี้
ยาชื่อผสานทอง   ขนานนี้ท่านให้เอา   ชะมดสด ๑   ชะมดเช็ด ๑   เอาสิ่งละ ๑ เฟื้อง   พิมเสน ๑ สลึง   กรุงเฉมา ๑   อำพัน ๑   ดอกบุนนาค ๑   น้ำประสานทอง ๑   ลิ้นทะเลปิ้งไฟ ๑   เอาสิ่งละ ๒ สลึง   ตรีกฏุก ๑   โกศ ๙   เทียนอีกทั้ง ๕   ผลจันทน์ ๑   ดอกจันทน์ ๑   กระวาน ๑   กานพลู ๑   จันทน์อีกทั้ง ๒   กฤษณา ๑   กระลำภัก ๑   ชะลูด ๑   ขอนดอก ๑   เปราะหอม ๑   ผลราชดัด ๑   ผลสารพัดพิษ ๑   พญารากขาว ๑   ปลาไหลเผือก ๑   ตุมกาทั้ง ๒   ลุก ๑   มหาสดำ ๑   มหาละลาย ๑   รากท้อม ๑   รากไคร้เครือ ๑   หว้านกีบแรด ๑   หว้านร่อนทอง ๑   หว้านน้ำ ๑   แสนประสระต้น ๑   แสนประสระเครือ ๑   สุราตายย์ ๑   อบเชยเทศ ๑   เอาสิ่งละ ๑ บาท   ทองคำเปลว ๒๐ แผ่น   รวมยา ๖๑ สิ่งนี้ทำเปนจุณ   แล้วเอาดีงูงูเหลือม ๑   ดีจระเข้ ๑   ดีตะพาบ ๑   ดีหมูป่าไม่มีอารยธรรม ๑   ดีปลาช่อน ๑   ดีนกยูง ๑   ดี ๖ นี้แซก   เอาน้ำเปนกระสาย   บดปั้นแท่งไว้   แก้พิษทราง   แลแก้ไข้สันนิบาต   ละลายน้ำดอกไม้รับประทาน   หากแก้พิษไข้ทรพิษ   พิษฝีดวงเดียว   พิษงูร้ายละลายสุรารับประทาน   ทุกสิ่งประสิทธิ์ดีนัก
๓. เขี้ยวหมูป่า   เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดไทยที่เรียก “นวเขี้ยว” หรือ “เนาวเขี้ยว”  อาทิเช่น เขี้ยวหมูป่า  เขี้ยวหมี   เขี้ยวเสือ เขี้ยวแรด  เขี้ยวสุนัขป่า เขี้ยวปลาพะยูน   เขี้ยวไอ้เข้  เขี้ยวแกงเลียงหน้าผา  และก็งา  (ดู คู่มือการปรุงยาแผนไทย เล่ม๑ น้ำกระสายยา)

Tags : สัตววัตถุ

15

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรพิกัดเกสร[/url][/size][/b]
คำว่า เกสร หรือที่โบราณใช้เป็น เกษร นั้น มีความหมายที่เกี่ยวกับดอกไม้ บางทีอาจเป็นส่วนประกอบที่ใช้แพร่พันธุ์ของพืช ๒ ส่วน ซึ่งจัดโชว์อยู่ในวงของดอก คือเกสรผู้และก็เกสรเพศเมีย ตามลำดับจากนอกถึงในสุดทาง แล้วต่อจากนั้นออกมาจะเป็นกลีบและกลีบเลี้ยงตามลำดับ แต่ว่าในความหมายที่เกี่ยวกับพิกัดยานั้นอาจถึงเกสรเพศผู้ (อย่างเช่น เกสรบัวหลวง) หรือดอกไม้ทั้งยังดอก (รวม กลีบเลี้ยง กลีบดอก เกสรเพศผู้ แล้วก็เกสรเพศเมีย) (อาทิเช่น ดอกกระดังงา ดอกมะลิ ฯลฯ) หรือบางทีอาจหมายถึงช่อดอกอีกทั้งช่อ (ตัวอย่างเช่น ดอกลำเจียก )พิกัดเกสรที่ใช้ในยาไทยมี ๓ พิกัดหมายถึงพิกัดเกสรทั้งยัง ๕ พิกัดเกสร ๗ และก็พิกัดเกสรทั้งยัง ๙ พิกัดเกสรทั้ง ๕ อาทิเช่น เกสรบัวหลวง เกสรบุนนาค ดอกพิกุล ดอกมะลิ รวมทั้งดอกสารภี มีคุณประโยชน์ชูกำลัง บำรุงหัวใจ แก้ไข้เพื่อเสมหะและโลหิต แก้ไข้เพ้อกังวล แก้ลมหน้ามืด แก้น้ำดี แก้ธาตุ ทำให้เจริญอาหาร บํารุงท้อง เครื่องยาพิกัดนี้ ใช้มากมายในยาแก้ลมวิงเวียน ยาหอมบำรุงหัวใจ พิกัดเกสรทั้งยัง ๗ ตัวประกอบด้วยตัวยา ๕ อย่าง ในพิกัดเกสรอีกทั้ง ๕  โดยมีดอกจำปา และก็ดอกกระดังงา เพิ่มเข้ามา พิกัดยานี้มีคุณประโยชน์โดยรวมชูกำลัง บำรุงหัวใจ แก้ไข้เพื่อเสมหะและก็เลือด แก้ไข้เพพ้อกลุ้มใจ แก้ลมวิงเวียน แก้น้ำดี แก้ไข้เพื่อปถวีธาตุ ให้เจริญอาหาร แก้ร้อนในอยากดื่มน้ำ แก้โรคตาพิกัดเกสรทั้งยัง ๙ มีตัวยา ๗ อย่างในพิกัดเกสรอีกทั้ง ๗ โดยมีดอกลำเจียก และก็ดอกลำดวนเพิ่มเข้ามา พิกัดยานี้มีสรรพคุณ โดยรวมแก้ร้อนในอยากกินน้ำ แก้ไข้จับ แก้ไข้เพื่อลม แก้ไข้เพื่อปถวีธาตุ ให้เจริญอาหาร แก้โรคตา
                   
ตารางที่ ๑ เครื่องยาในพิกัดเกสร
เครื่องยา                ชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ของแหล่งที่มา ตระกูล   ส่วนของพืช
เกสรบัวหลวง        Nelumbo nucifera Gaertn.           Nelumbonaceae      เกสรเพศผู้
ดอกบุนนาค           Mesua ferrea L.                Guttiferae           อีกทั้งดอก
ดอกพิกุล                Mimusops elengi L.         Sapotaceae        ทั้งดอก
ดอกมะลิ                Jasminum sambac Ait.   Oleaceae             ทั้งยังดอก
ดอกสารภี              Mamea siamensis (T.and) Kosterm.        Guttiferae           ทั้งยังดอก
ดอกจำปา              Macnolia Champaca (L.) Baill. Ex Pierre var. champaca (ชื่อพ้อง Michelia champaca L.)        Magnoliaceae       ทั้งดอก
ดอกกระดังงา        Cananga  odorata Hook.f. & Th. Annonaceae      ทั้งยังดอก
ดอกลำเจียก          Pandanus odoratissimus L.f         Pandanaceae     ช่อดอกช่อ
ดอกลำดวน           Melodorum fruiticosum Lour.    Annonaceae      ทั้งดอก
เกสรบัวหลวง
เกสรบัวหลวงเป็นเกสรเพศผู้ของดอกบัวหลวงประเภทดอกตูมทรงฉลวย กลีบไม่ซ้อน สีขาว (เรียกบัวขาว) หรือสีชมพูเรียก (ปัทม์ โกกนุท นิโลบล เป็นต้น) บัวหลวงเป็นบัวน้ำชนิดก้านแข็ง (ปทุมชาติ) มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Nelumbo nucifera Gaertn.ในวงศ์ Nelumbonaceae ใต้มีชื่อสามัญว่า sacred lotus เครื่องยาที่เรียก เกสรบัวหลวง ได้จากเกสรเพศผู้ของดอกบัวหลวง ตำราเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า มีกลิ่นหอมหวน รสฝาด ใช้แก้ไข้ แก้ธาตุทุพพลภาพ บำรุงหัวใจ เกสรบัวหลวงเข้าเครื่องยาไทยในพิกัดเกสร ๕ เกสรอีกทั้งเจ็ดแล้วก็เกสรทั้ง ๙
ดอกบุนนาค
ดอกบุนนาค ได้จากต้นบุนนาคอายมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Mesua ferrea L.ในสกุล Guttiferae พืชชนิดนี้มีชื่อสามัญว่า indian rose chestnut tree ต้นบุนนาคเป็นไม้ยืนต้นสูง ๑๕ – ๒๕ เมตร ทรงพุ่มไม้เป็นรูปเจดีย์ต่ำๆโคนต้นมีพูพอนนิดหน่อย ลำต้นเปลา เปลือกเรียบ สีน้ำตาลปนเทาแล้วก็ผสมแดง มีรอยแตกตื้นๆด้านในเปลือกมียางขาว ใบเป็นใบผู้เดียว เรียงตรงกันข้าม รูปใบหอกหรือรูปขอบขนานปนใบหอก กว้าง ๑.๕-๓.๕ ซม. ยาว ๔-๑๕ เซนติเมตร โคนใบสอบ ปลายใบเรียวแหลม ขอบของใบเรียบ ข้างบนสีเขียวเข้ม ข้างล่างมีรอยเปื้อนสีขาวนวล เส้นใบถี่ เนื้อใบครึ้ม ก้านใบสั้นยาว ๔-๗ มิลลิเมตร ใบอ่อนสีชมพูอมเหลืองห้อยเป็นพู่ ดอกออกผู้เดียวๆหรือออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ ๒-๓ ดอก ตามง่ามใบ ดอกสีขาวหรือสีนวล มีกลิ่นหอมสดชื่น เมื่อบานเต็มที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราว ๕-๑๐ ซม. กลีบเลี้ยงมี ๔ กลีบ รูปช้อน งอเป็นกระพุ้ง มี ๒ ชั้น ชั้นละ ๒ กลีบ กลีบดอกมี ๔ กลีบ รูปไข่กลับ ปลายบานรวมทั้งเว้า โคนสอบ เกสรเพศผู้มีจำนวนไม่น้อย ผลรูปไข่ แข็ง สีน้ำตาลเข้ม กว้าง ๒ ซม. ยาว ๔๐ เซนติเมตร ปลายโค้งแหลม กลีบเลี้ยงขยายโตเป็นกาบห่อหุ้มผล ๔ กาบ มีเมล็ด ๑-๒ เม็ด พืชนี้มีแก่นไม้สีแดงคล้ำ วาวเลื่อม เศษไม้ค่อนข้างตรง เนื้อออกจะหยาบแข็ง รวมทั้งทนทานดีเยี่ยม เลื่อยผ่าตกแต่งยาก ขัดชักเงาเจริญ ฝรั่งเรียกไม้นี้ว่า ironwood หรือ Ceylon ironwood ใช้ทำหมอนรองรางรถไฟ ใช้ก่อสร้างบ้านเรือน ทำเสา สะพาน ด้ามเครื่องไม้เครื่องมือ ใช้ต่อเรือ ทำกระดูกงูเรือ กงเสากระโดงเรือ ใช้ทำทุกส่วนของเกวียน ทำด้ามหอก ด้ามร่ม ทำพานด้านหลังหรือและก็รางปืน น้ำมันที่บีบจากเมล็ดทำเครื่องแต่งตัว แบบเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า ดอกบุนนาคมีกลิ่นหอมยวนใจ เย็น รสขมนิดหน่อย ช่วยทำนุบำรุงดวงจิตให้ช่ำชื่น ใช้แก้ไข้รอยดำ แก้ร้อนในดับหิว บำรุงเลือด บำรุงหัวใจ แก้ลมกองละเอียด วิงเวียน หน้ามืด ลายตา และว่าแก้กลิ่นสาบสางในกายได้ ดอกบุนนาคเข้าเครื่องยาไทยพิกัดเกสรอีกทั้ง ๕ รวมทั้งเกสร ๗ และก็เกสร ๙ นอกเหนือจากนั้นส่วนอื่นของต้นบุนนาคยังคงใช้ผลดีทางยาได้ อย่างเช่น รากใช้แก้ลมในไส้ เปลือกต้นมีคุณประโยชน์กระจัดกระจายหนอง รวมทั้งกระพี้แก้เสลดในลำคอ เนื้อไม้ใช้แก้ลักปิดลักเปิด
ดอกพิกุล
ดอกพิกุล เป็นดอกของต้นพิกุลอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Mimusops elengi L.ในวงศ์ Sapotaceae พืชชนิดนี้ ลางถิ่นเรียก กุน (ภาคใต้) แก้ว (ภาคเหนือ) ซางป่า (จังหวัดลำพูน) ก็มีต้นพิกุลเป็นไม้ยืนต้นสูง ๑๐-๒๕ เมตร เรือนยอดรูปเจดีย์หรือกลมทึบ ใบเป็นใบผู้เดียว เรียงสลับกันห่างๆรูปไข่ รูปรี หรือรูปขอบขนาน กว้าง ๒-๖.๕ เซนติเมตร ยาว ๕-๑๕ เซนติเมตร วัวนมน ปลายแหลม เป็นติ่งสั้นๆขอบใบเป็นคลื่น ดอกเป็นดอกลำพัง หรือออกเป็นกลุ่ม ๒-๖ ดอก ตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงมี ๘ กลีบ เรียง ๒ ชั้น ชั้นละ ๔ กลีบ กลีบดอกไม้มี ๒๔ กลีบ เรียง ๒ ชั้น ชั้นนอกมี ๘ กลีบ ชั้นในมี ๑๖ กลีบ โคนเชื่อมกันน้อย ร่วงง่าย มีสีนวล กลิ่นหอมยวนใจเย็น กลิ่นยังคงอยู่หากแม้ตากแห้งแล้ว เกสรเพศผู้บริบูรณ์มี ๘ อัน แล้วก็เกสรเพศผู้เป็นหมัน คล้ายกลีบดอกมี ๘ อัน ผลเป็นแบบมีเนื้อ รูปไข่ กว้างราว ๑.๕ ซม. เมื่ออ่อนสีเขียว แล้วก็สุกมีสีแดงแสด มีรสหวานน้อย เมื่อต้นพิกุลมีอายุมากๆเนื้อไม้จะผุหรือรากจะผุ ทำให้ข้นหรือลงได้ง่าย จึงไม่นิยมปลูกเอาไว้ในบริเวณบ้าน ต้นแก่ๆมักมีเชื้อราจะเดินเข้าไปในแก่นไม้ ทำให้เนื้อไม้มีกลิ่นหอมหวน โบราณเรียก “ขอนดอก” ซึ่งมีขายทำร้านค้ายาสมุนไพรเป็นแก่นไม้ที่มีสีน้ำตาลเข้มประขาว มีกลิ่นหอมสดชื่นฝรั่งเรียก “bullet wood” เพราะเหตุว่าแก่นไม้มีประด่างเป็นจุดขาวๆราวกับรอยกระสุน
ขอนดอก
เป็นเครื่องยาไทย บางทีอาจได้จากต้นพิกุล หรือต้นตะแบก(Lagerstroemia calyculata Kurz. ตระกูล Lythraceae) แก่ๆมีเชื้อรารุ่งโรจน์เข้าไปในแก่นไม้ แม้กระนั้นโบราณว่าขอนดอกที่ได้จากต้นตะแบกจะมีคุณภาพด้อยกว่า ตำราคุณประโยชน์ยาโบราณว่า ขอนดอกมีกลิ่นหอมสดชื่น รสจืด มีสรรพคุณบำรุงตับ ปอด แล้วก็หัวใจ บำรุงลูกในท้อง (ครรภรักษา) ทำให้หัวใจกระชุ่มกระชวย ดอกพิกุลมีกลิ่นหอมหวนเย็น เข้ายาหอม ยานัตถุ์ ยาแก้ไข้ แก้ปวดศีรษะ แก้เจ็บคอรวมทั้งแก้ร้อนใน ตำราสรรพคุณยาโบราณจัดเข้าเครื่องยาพิกัดเกสร ๕ เกสรอีกทั้ง ๗ และเกสร ๙ หรือใช้ผสมกับดอกไม้อื่นๆที่มีกลิ่นหอมสดชื่นเพื่อทำบุหงา นอกเหนือจากน้ำส่วนอื่นๆของต้นพิกุลยังใช้คุณประโยชน์ทางยาได้ตำราว่ารากพิกุลมีรส ขมฝาด เข้ายาบำรุงเลือด แก้เสลด แก้ลม แก่นพิกุลมีรสขมฝาด เข้ายาบำรุงโลหิต ยาแก้ไข้ เปลือกต้นที่คุณมีรสฝาด ใช้ปรุงเป็นยาแก้เหงือกอักเสบ ใบพิกุลรสเบื่อฝาด เข้ายาแก้โรคหืด แก้กามโรค
ดอกมะลิ
ดอกมะลิเป็นดอกของพืชอันมีชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า Jasminum sambac Ait.ในสกุล Oleaceae  ถ้าหากมีกลีบชั้นเดียวเรียก มะลิลา ถ้าหากมีกลีบดอกซ้อนกันหลายชั้นเรียก มะลิซ้อน แต่ว่าดอกมะลิที่กำหนดในหนังสือเรียนยามักนิยมใช้ดอกมะลิลา ฝรั่งเรียกดอกมะลิ jasmine หรือArabain jasmine ต้นมะลิเป็นไม้พุ่มรอคอยเลื้อยสูง ๑-๒ เมตร ใบเรียงตรงกันข้าม รูปไข่ ขนาดกว้าง ๓.๕-๔.๕ เซนติเมตรยาว ๕-๗ ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมน ก้านใบสั้น ถ้าเป็นประเภทดอกซ้อนมักออก ๓ ใบใน ๑ ข้อ และสีใบจะเข้มกว่า ดอกมีสีขาว กลิ่นหอมยวนใจแรง ดอกโดดเดี่ยวหรือเป็นช่อที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงเป็นเส้น ๘-๑๐ เส้น กลีบดอกเป็นหลอดยาว ๑-๒ ซม. ปลายแยกเป็น ๕-๘ กลีบ เมื่อบานเต็มที่จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๒-๓ ซม. เกสรเพศผู้มี ๒ อัน ดอกออกตลอดทั้งปี แม้กระนั้นจะ ดกในฤดูร้อนแล้วก็ฤดูฝน ตำราเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า ดอกมะลิมีกลิ่นหอมยวนใจเย็น รสขม ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ ดับพิษร้อน ทำให้จิตใจกระชุ่มกระชวย บำรุงท้อง แก้ร้อนในอยากกินน้ำ โบราณจัดเข้าเครื่องยาพิกัดเกสร ๕ เกสร ๗ และก็เกสร ๙ หรือใช้อบในน้ำหอม ทำน้ำดอกไม้ไทย หรือใช้ผสมกับดอกไม้ประเภทอื่นๆที่มีกลิ่นหอม สำหรับทำบุหงา นอกนั้นแบบเรียนสรรพคุณยาโบราณว่า ใบมะลิสดมีรสฝาด หมอตามบ้านนอกใช้ใบสดตำกับกากมะพร้าวตูดกะลาพอกหรือทาแก้แผลพุพอง แก้แผลเรื้อรัง และ ยังว่าใช้ยอด ๓ ยอด ตำพอกหรือทาเพื่อลบรอยแผลเป็น รากมะลิมีรสเย็นเมา ฝนหรือต้มน้ำ แก้ปวดปวดศรีษะ แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้หลอดลมอักเสบ ใช้มาก (ราว ๑-๒ ข้อมือ) ทำให้สลบ ตำพอกหรือแก้เคล็ดลับขัดยอกจากการกระทบกระแทก
ดอกสารภี
ดอกสารภีได้จากต้นสารภีอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Mammea siamensis (T. And) Kosterm. ในตระกูล Guttiferae ลางถิ่นเรียก ไม่สำนึกในบุญคุณ (จันทบุรี) สร้อยพี (ภาคใต้) ก็มี ต้นสารภีเป็นไม้ยืนต้นขนาดกึ่งกลางสูง ๑๐-๑๕ เมตร เรือนยอดเป็นไม้พุ่มทึบ เปลือกต้นสีเทาดำ แตกล่อนเป็นสะเก็ด มียางขาวแล้วก็จะกลายเป็นสีเหลืองอ่อน กิ่งอ่อนเป็นสารสี่เหลี่ยม ใบเป็นใบโดดเดี่ยว เรียงตรงกันข้ามเป็นคู่ๆแต่ละคู่สลับทิศทางกัน รูปไข่ปนรูปขอบขนาน กว้าง ๔-๖.๕ เซนติเมตรยาว ๑๕-๒๐ ซม. โคนใบสอบแคบ ปลายใบมนหรือสอบทื่อๆอาจมีติ่งสั้นๆหรือหยักเว้าตื้นๆเนื้อใบหนา ดอกออกเป็นช่อ ช่อเดียวหรือหลายช่อตามกิ่ง ดอกสีขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเมื่อจะโรย มีกลิ่นหอมยวนใจมาก กลีบเลี้ยงมี ๒ กลีบ โคนเชื่อมติดกัน ติดทนแล้วก็ขยายโตตามผล กลีบดอกไม้มี ๔ กลีบ โค้งเป็นกระพุ้ง เมื่อบานมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว ๑.๕ เซนติเมตร เกสรเพศผู้มีมากมาย ผลรูปกระสวย ยาวราว ๒.๕ ซม. เมื่อสุกสีเหลือง เนื้อสีเหลืองหรือสีแสดหุ้มห่อเม็ด
สารภีแนน
สารภีแนน เป็นชื่อถิ่นทางตะวันตกเฉียงเหนือของพืชที่มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Calophyllum inophyllum L. ในสกุล Guttiferae รู้จักกันในชื่ออีกหลายชื่อ เช่น สารภีสมุทร (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) กระทิง (ภาคกึ่งกลาง) ทิง (กระบี่) เนาวกาน (น่าน) เป็นพืชที่ขึ้นชายหาด หรือปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป พืชชนิดนี้เป็นไม้ยืนต้นสูง ๘-๑๐ เมตร เรือนยอดแห่งกว้างเป็นพุ่มไม้กลม ทึบ เปลือกต้นเรียบ สีน้ำตาลคละเคล้าเทา ภายในมีน้ำยางสีเหลืองใส ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงกันข้าม รูปรีถึงรูปไข่กลับ กว้าง ๔.๕-๘ ซม. ยาว ๘-๑๕ ซม. โคนใบสอบ ปลายใบมน กว้างหรือเว้าตรงกลางเล็กน้อย ขอบใบเรียบ เนื้อใบดก เส้นใบถี่แล้วก็ขนานกัน ดอกสีขาว มีกลิ่นหอมหวน ดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่งหรือตามซอกใบที่ปลายกิ่ง กลีบดอกมี ๕-๖ กลีบ เมื่อบานมีสัตว์เส้นผ่าศูนย์กลาง ๒-๒.๕ เซนติเมตร เกสรเพศผู้มีสีเหลือง มีหลายชิ้น ผลรูปกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๒.๕-๓ เซนติเมตร ปลายกิ่งเป็นติ่งแหลม สีเขียว เมื่อแก่สีน้ำตาล แห้งผิวร่น เปลือกค่อนข้างจะหนา หมอแผนไทยลางถิ่นใช้ดอกสารภีแนนแทนดอกสารภี ปรุงเป็นยาหอม บำรุงหัวใจ น้ำมันระเหยยากคีมจับได้จากเมล็ดใช้ทาแก้ปวดข้อ และก็ใช้เป็นยาพื้นสำหรับทำเครื่องแต่งหน้าแบบเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่าดอกสารภีมีกลิ่นหอมยวนใจ รสขมเย็น แก้โลหิตทุพพลภาพ แก้ไข้ที่เป็นพิษร้อน เป็นยาเจริญอาหาร ยาบำรุงหัวใจ รวมทั้งยาชูกำลัง โบราณจัดดอกสารภีไว้ภายในพิกัดเกสรทั้งยัง ๕ เกสรอีกทั้ง ๗ แล้วก็เกสร ๙
ดอกจำปา
ดอกจำปา ได้จากดอกของต้นจำปาอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่าmagnolia champaca (L.) Bail.ex Pierre var. Champaca ในสกุล Magnoliaceae พืชประเภทนี้เป็นไม้ยืนต้นสูง ๑๕-๓๐ เมตร ยอดอ่อนรวมทั้งใบอ่อนมีขน ใบแก่สะอาด ใบเป็นใบโดดเดี่ยว เรียงวิริยะสลับกัน รูปรี รูปไข่ หรือรูปไข่แคบ กว้าง ๔-๑๐ ซม. ยาว ๑๐-๒๕ เซนติเมตร ปลายแหลมหรือเป็นติ่งแหลม โคนกลมมนหรือแหลม ดอกเป็นดอกลำพัง ออกตามซอกใบ สีเหลืองอมส้ม มีกลิ่นหอมแรง กลีบ
จำปาดอกขาว
เนื่องจากต้นจำปามีเขตการกระจายพันธุ์กว้าง คือตั้งแต่อินเดีย พม่า ไทย ไปถึงจนถึงเวียดนาม จึงอาจมีการคลายภายในโดยธรรมชาติกลายพันธุ์โดยธรรมชาติจนขนาดและสีของดอกแตกต่างกันออกไปบ้าง ที่วัดกลาง ตำบลนครไทย อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก มีต้นจำปาอายุมากต้นหนึ่ง ดอกเมื่อแรกแย้มมีสีนวล (ไม่ขาวเหมือนดอกจำปีทั่วไป) แต่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้มเมื่อใกล้โรย (เหมือนดอกจำปาทั่วไป) ชาวบ้านเรียกต้นจำปานี้ว่า ต้นจำปาขาว เมื่อผ่านไปทางอำเภอนครชัยจะเห็นป้าย ต้นจำปาขาว ๗๐๐ ปี ต้นจำปาขาวที่ว่านี้ก็คือต้นจำปาอายุมากต้นนี้เอง ส่วนวลี ประวัติศาสตร์ ๗๐๐ปี ต้องการจะสื่อว่าบริเวณตำบลนครไทยนั้นเดิมเป็นเมืองโบราณชื่อเมืองบางยาง เป็นเมืองที่พ่อขุนบางกลางหาว ผู้เสพผู้สืบเชื้อสายจากพระชัยศิริ ราชวงศ์เชียงราย อพยพมาตั้งถิ่นฐานต้องสูงพระไพร่พลอยู่ในราว พ. ศ. ๑๗๗๘ ก่อนร่วมกับพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด ยกพลตีสุโขทัยอันเป็นเมืองหน้าด่านของขอมและรับชัยชนะในราวพ. ศ. ๑๘๐๐ สถาปนาพระองค์เป็นปฐมกษัตริย์ทรงพระนามว่าพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ แห่งกรุงสุโขทัย
จำปาของลาว
จำปา เป็นชื่อที่ชาวไทยอีสานและชาวลาวเรียกพืชอีกชนิดหนึ่งอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Plumeria obtusa L.ในวงศ์ Apocynaceae คนไทยภาคกลางเรียก ลั่นทม ลางถิ่นอาจเรียก จำปาขาว จำปาขอม จำปาลาว หรือลั่นทมดอกขาว มีชื่อสามัญว่า pagoda tree หรือ temple tree หรือ graveyard flower (เรียกดอก) พืชชนิดนี้เป็นไม้พุ่มสูง ๓-๖ เมตร แตกกิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มกว้าง ทุกส่วนมียางสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับที่บริเวณปลายกิ่ง รูปใบพายแกมรูปขอบขนาน กว้าง ๕-๘ เซนติเมตร ยาว ๒๐-๓๒ เซนติเมตร ปลายและโคนมน ด้านบนสีเขียวเข้ม เป็นมัน ด้านล่างมีขนนุ่ม ดอกสีขาว กลางดอกสีเหลือง มีกลิ่นหอมโคนเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๕ กลีบ ซ้อนเหลื่อมกัน กลีบรูปไข่กลับปลายมน งอลงเล็กน้อย เมื่อบานมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๘-๑๐ เซนติเมตรเกสรเพศผู้มี ๕ อัน ก้านเกสรสั้นมาก ผลเป็นฝักคู่ รูปยาวรี เมื่อแก่แตกเป็น ๒ ซีก เมล็ดมีจำนวนมาก แบน มีปีก ดวงจําปานี้เป็นดอกไม้ประจำชาติของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นิยมปลูกตามวัดเพื่อเป็นพุทธบูชา จัดเป็นไม้มงคลผู้ไม่รู้ลางท่านเห็นว่าชื่อ ลั่นทม ออกเสียงคล้ายกับ ระทม อันหมายความว่าไม่เป็นมงคลจึงเปลี่ยนชื่อให้พืชชนิดนี้ใหม่ว่า “ลีลาวดี” ซึ่งเป็นการไม่สมควรต้นจำปาชนิดนี้เป็นพืชสมุนไพรที่เกิดทุกส่วนของต้นใช้เป็นยาได้ ตำราสรรพคุณยาโบราณว่า กลีบดอกจำปามีกลิ่นหอม มีรสขม ช่วยทำให้เลือดเย็น กระจายโลหิต อันร้อน ขับปัสสาวะ ขับลม แก้อ่อนเพลีย วิงเวียน หน้ามืด ตาลาย บำรุงหัวใจ แก้เส้นกระตุก บำรุงน้ำดี บำรุงโลหิต ดอกจำปาเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดเกสร ทั้ง ๗ และเกสรทั้ง ๙ ลางตำราว่าดอกใช้ผสมกับใบพลูกินแก้หอบหืด และเมล็ดรสขมเป็นยาขับน้ำเหลือง นอกจากนั้นเปลือกต้นจำปามีรสเฝื่อนขม แก้คอแห้ง แก้ไข้ บำรุงหัวใจ ขับเสมหะ ใช้เป็นยาถ่ายอย่างแรง ต้มน้ำดื่มแก้โรคหนองใน ขับระดู ใบมีรสเฝื่อนขม แก้ไข้อภิญญาณ แก้โรคประสาท แก้เส้นประสาทพิการ แก้ป่วง ใช้ลนไฟพอกแก้ปวดบวม ชงน้ำร้อนดื่มแก้หืด กระพี้มีรสเฝื่อนขม ใช้ถอนพิษผิดสำแดง แก่นมีรสเฝื่อนขม เมา แก้กุฏฐัง รากมีรสเฝื่อนขม ใช้ขับเลือดเน่า เป็นยาถ่าย
ต้นจำปา ที่ซับจำปา
บริเวณที่ปัจจุบันเป็นบ้านซับจำปาตำบลซับจำปาอำเภอท่าหลวงจังหวัดลพบุรีนั้นเดิมเป็นป่าพรุน้ำจืดที่กว้างใหญ่ไพศาลอุดมด้วยพันธุ์ไม้และสัตว์ป่านานาชนิดซึ่งยังมีผู้เฒ่าผู้แก่เล่าขานถึงแต่ในปัจจุบันถูกชาวบ้านแผ้วถางเป็นพื้นที่ทำกินโดยเฉพาะเป็นไร่มันสำปะหลังสุดลูกหูลูกตา คงเหลือแต่ป่าต้นน้ำราว ๙๖ ไร่ ที่ชาวบ้านเรียกกันสืบมาว่าประจําปลาในป่านี้มีไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งขึ้นอยู่มากชาวบ้านเรียกพืชนั้นว่าต้องจับปลาและเรียกพื้นที่ป่าซับน้ำบริเวณนั้นว่าซับจําปาอันเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านชื่อวัดและชื่อตำบลตามลำดับเมื่อเร็วๆนี้นักศึกษาที่จะศึกษาจำปาต้นนี้ ในเชิงอนุกรมวิธานพบว่าเป็นพืชในวงศ์ Magnoliaceae ชนิดใหม่ของโลกซึ่งไม่เคยมีรายงานว่าพบที่ใดมาก่อน จึงได้กำหนดชื่อพฤกษศาสตร์โดยได้รับพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธย สิรินธร ตั้งเป็นชื่อบกชนิดว่า Magnolia sirindhorniar Noot.& Chalermgrin เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และเพื่ออนุรักษ์พืชชนิดนี้ไว้ให้แหล่งพันธุกรรมและระบบนิเวศของพืชชนิดนี้ถูกทำลายไป โดย ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานชื่อไทยให้พืชชนิดนี้ให้พืชนี้ใหม่ว่า จำปีสิรินธร
ดอกกระดัง
ดอกกระดังงา เป็นดอกของพืชอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Cananga odorata Hook.f. &Th.ในวงศ์ Annonaceae ลางถิ่นเรียกกระดังงาไทย (ภาคกลาง) กระดังงาใหญ่ กระดังงาใบใหญ่ สบันงาต้น สบันงา (ภาคเหนือ) มีชื่อสามัญว่า ylang-ylang (เป็นภาษาตากาล็อก อ่านว่า อิลาง – อิลาง) ต้นกระดังงาเป็นไม้ยืนต้นสูง ๑๕-๒๐ เมตร ลำต้นตั้งตรง เปลือกสีเทาเกลี้ยงหรือสีเงิน กิ่งก้านแผ่ออกจากต้น มักลู่ลง ส่วนที่ยังอ่อนอยู่มีขนปกคลุม ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับกัน ห้อยลง รูปขอบขนาน กว้าง ๔ – ๙ เซนติเมตร ยาว ๗-๑๒ เซนติเมตร ปลายใบแหลม หรือเป็นติ่งแหลม โคนใบค่อนข้างกลมมน หรือเบี้ยว ขอบใบเป็นคลื่น ใบบาง ค่อนข้างนิ่ม สีเขียวอ่อน ดอกสีเหลืองอมเขียว มีกลิ่นหอม ออกรวมกันเป็นกลุ่ม ๔-๖ ดอก ก้านดอกยาว ๒-๔ เซนติเมตร กลีบเลี้ยงมี ๓ กลีบ รูปสามเหลี่ยม ยาวราว ๐.๕ เซนติเมตร มีขนปกคลุม กลีบดอกห้อยลง มี ๖ กลีบ แบ่งเป็น ๒ ชั้น ชั้นละ ๓ กลีบ ชั้นนอกรูปแคบยาว ปลายเรียวแหลม ขอบกลีบมักจะม้วนหรืออยากเป็นคลื่น ยาว ๕-๘.๕ เซนติเมตร กลีบชั้นในสั้นกว่าเล็กน้อย เกสรเพศผู้และรังไข่มีจำนวนมาก ผลเป็นผลกลุ่มมี ๔-๑๒ ผลย่อย ผลย่อยรูปยาวรี กว้างราว ๑ เซนติเมตร ยาว ๒.๕ เซนติเมตร มีก้านยาว ๑.๓-๒ เซนติเมตร มีสีเขียวเข้มเมื่อแก่เป็นสีดำ เมื่อกลั่นกลีบดอกแรกแย้มด้วยไอน้ำจะได้น้ำมันระเหยระเหยง่าย เรียก น้ำมันดอกกระดังงา (ylang-ylang oil) กลีบดอกลนไฟใช้อบน้ำให้หอม (น้ำดอกไม้) สำหรับใช้เป็นน้ำกระสายยา ดอกแห้งผสมกับดอกไม้หอมอื่นๆสำหรับทำบุหงา ดอกกระดังงามีกลิ่นหอมเย็น ใช้ปรุงยาแก้ลมวิงเวียน ชูกำลัง ทำให้หัวใจชุ่มชื่น แก้อ่อนเพลีย กระหายน้ำ แพทย์แผนไทยจัดเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดเกสรทั้ง๗ และเกสรทั้ง ๙ ตำราสรรพคุณยาโบราณว่า เปลือกต้นมีรสฝาด เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ แก้ท้องเสีย นอกจากนั้นเนื้อไม้มีรสขมฝาด ใช้เป็นยาขับปัสสาวะและแก้ปัสสาวะพิการเช่นกัน
กระดังงาสงขลา
กระดังงาสงขลา หรือ กระดังงาเบา มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Canaaga odorata Hook.f.&Th var. fruticosa (Craib) J.Sincl. ในวงศ์ Annonaceae
 เป็นไม้พุ่มสูง ๑-๓ เมตร แตกกิ่งเป็นพุ่มกลม ใบและดอกคล้ายต้นกระดังงามาก ต่างกันที่กระดังงาสงขลาเป็นไม้พุ่ม ใบสั้นกว่า ดอกออกเดี่ยวๆ บนกิ่งด้านตรงข้ามกับใบ กลีบเลี้ยงรูปไข่ ปลายแหลม กลีบดอกมี ๑๕-๒๔ กลีบ ยาว เรียว บิด และเป็นคลื่นมากกว่าดอกกระดังงา กลีบชั้นนอกยาวและใหญ่กว่ากลีบชั้นใน พืชชนิดนี้เป็นพืชถิ่นเดียวและพืชหายาก (ในธรรมชาติ) ของประเทศไทย พบครั้งแรกที่บ้านจะโหนง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นพืชที่ขยายพันธุ์ง่ายออกดอกได้เกือบตลอดปี นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ
ดอกลำเจียก
ดอกลำเจียกเป็นช่อของดอกลำเจียก (Screw pine) อันมีชื่อพฤษศาสตร์ว่า Pandanus odoratissimus L.f. ในวงศ์ Pandanaceae พืชชนิดพืชนี้ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน ต้นที่มีดอกเพศผู้เรียก ลำเจียก ส่วนต้นที่มีดอกเพศเมีย เรียก เตย หรือเตยทะเล มีผู้ตั้งชื่อต้นที่มีดอกตัวเมียเป็นพืชชนิดหนึ่งโดยให้ชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Pandanus tectorius Sol. ex Parkinson พืชชนิดนี้เป็นไม้พุ่ม สูง ๕-๖ เมตร ลำต้นสีนวลหรือสีน้ำตาลอ่อน มีหนามแหลมสั้นๆ กระจายอยู่ทั่วไป โคนต้นมีรากค้ำจำนวนมาก ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับเป็น ๓ เกลียวที่ปลายกิ่ง ใบรูปขอบขนาน กว้าง ๕-๘ เซนติเมตร ยาว ราว ๒ เมตร ขอบใบหยักมีหนามแข็ง ปลายหนามโค้งไปทางปลายใบ

หน้า: [1] 2