ผู้เขียน หัวข้อ: นมผึ้งและคุณค่าที่น่ารู้ขั้นตอนทีดีต่อร่างกาย  (อ่าน 5 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

14-06-2018 , 08:06:06
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 9282
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด

นมผึ้ง ได้ผลสำเร็จผลิตที่หลั่งออกมาจากต่อมไฮโปฟาริงจ์ (Hypopharyngeal Gland) ของผึ้งงาน นมผึ้งมีลักษณะเป็นของเหลวสีขาวเหมือนน้ำนม รสหวาน มีกลิ่นเปรี้ยวนิดหน่อย เป็นอาหารหลักของผึ้งนางพญาแล้วก็ตัวอ่อนผึ้งเพื่อช่วยกระตุ้นสำหรับการเติบโต หลายประเทศใช้นมผึ้งในฐานะยารักษาโรค อาหารเสริม และก็ยังรวมทั้งเป็นส่วนประกอบของครีมบำรุงแล้วก็เครื่องแต่งหน้า
นมผึ้งมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลักประมาณ 60-70% รวมทั้งอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆอย่างเช่น โปรตีน น้ำตาล วิตามิน เกลือแร่ และก็กรดอะมิโน ยิ่งกว่านั้น ยังเจอสารอื่นในนมผึ้ง ได้แก่ กรดไขมันเอชดีเอ (10-Hydroxy-Trans-2-Decenoic Acid) ซึ่งเป็นสารที่มีหน้าที่สำหรับการเจริญวัยของผึ้ง สารแอซิติลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกและก็กลไกการทำงานของร่างกาย รวมทั้งฮอร์โมนเพศ อย่างเช่น เทสโทสเตอโรน โปรเจสเตอโรน เป็นต้น ดังนี้สถานที่ ภูมิศาสตร์ และสภาพภูมิอากาศเป็นตัวแปรที่ทำให้องค์ประกอบของนมผึ้งไม่เหมือนกันออกไป หลายท่านเชื่อว่าการกินนมผึ้งอาจมีส่วนช่วยทุเลาอาการวัยทอง กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย รักษาเบาหวาน รวมทั้งแผลโรคเบาหวาน ฯลฯ อีกทั้งยังเชื่อกันอีกว่าถ้านำนมผึ้งทาที่หนังหัวอาจช่วยกระตุ้นการก้าวหน้าเติบของเส้นผมอีกด้วย ซึ่งคำกล่าวอ้างพวกนี้จะเป็นจริงไหม แล้วก็มีหลักฐานทางด้านการแพทย์มาดน้อยเพียงใดที่จะช่วยรับรองคุณประโยชน์ คุณประโยชน์ และความปลอดภัยของนมผึ้งที่มีหน้าที่หรือส่วนช่วยสำหรับในการรักษาโรคเหล่านี้
ประโยชน์ซึ่งมาจากนมผึ้งที่อาจมีต่อสุขภาพ
บรรเทาอาการวัยทอง อาการวัยทองคือปัญหาทางสุขภาพที่เกิดขึ้นกับสตรีกลางคน นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการหลายประเภท อาทิเช่น ช่องคลอดแห้ง แสบร้อนหรือคันในช่องคลอด เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ ฯลฯ
อาการดังที่กล่าวมาข้างต้นสามารถทุเลาลงได้ด้วยการใช้สารหล่อลื่น แต่สารหล่อลื่นโดยมากจะออกฤทธิ์ได้เพียงแต่ชั่วครั้งชั่วคราว ซึ่งนมผึ้งมีคุณสมบัติต้านจุลินทรีย์ (Antimicrobial Activity) และมีคุณสมบัติเหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจน
จากการเรียนโดยให้หญิงวัยทองที่สมรสแล้วอายุ 50-65 ปี จำนวน 90 คน กลุ่มหนึ่งใช้ครีมที่มีส่วนผสมของนมผึ้ง 15% กรุ๊ปหนึ่งใช้ฮอร์โมนทดแทนเอสโตรเจนจำพวกครีมยี่ห้อหนึ่ง รวมทั้งอีกกลุ่มใช้สารหล่อลื่นทาบริเวณช่องคลอดตรงเวลา 3 เดือน พบว่าครีมที่มีส่วนผสมของนมผึ้งมีประสิทธิภาพในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสตรีวัยทองได้มากกว่าอย่างเป็นจริงเป็นจังเมื่อเทียบกับฮอร์โมนทดแทนเอสโตรเจนชนิดครีมแล้วก็สารหล่อลื่น ซึ่งจากผลของการทดสอบอาจกล่าวได้ว่าการใช้ครีมที่มีส่วนผสมของนมผึ้งอาจมีส่วนช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตแล้วก็บรรเทาอาการวัยทองที่เกี่ยวโยงกับช่องคลอดของผู้หญิงวัยทอง และทางผู้ศึกษาค้นคว้าและวิจัยยังได้ระบุอีกว่าถ้าหากเพิ่มความเข้มข้นของนมผึ้งก็บางทีอาจจะช่วยทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นให้มากขึ้นเรื่อยๆได้
ลดระดับไขมันในเลือด นมผึ้งมีส่วนประกอบของสารอาหารหลายประเภท หนึ่งในนั้นคือกรดไขมันสายกลาง (Medium Chain Fatty Acid) รวมทั้งสารประกอบที่มีคุณลักษณะช่วยลดไขมันในเลือด ซึ่งสอดคล้องกับการค้นคว้าที่ให้สตรีวัยทองสุขภาพแข็งแรงปริมาณ 36 คนรับประทานนมผึ้งขนาด 150 มก. เป็นเวลา 3 เดือน โดยตรวจสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่อาจจะส่งผลให้กำเนิดโรคเส้นโลหิตและหัวใจ รวมถึงระดับไขมันในเลือดทั้งยังก่อนและหลังการทดสอบ พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของระดับไขมันในเลือดอย่างมีนัยสำคัญ โดยที่ระดับคอเลสเตอรอลประเภทที่ไม่ดี (LDL) น้อยลง 4.1% ระดับคอเลสเตอรอลรวม (TC) ต่ำลง 3.09% แล้วก็ระดับคอเลสเตอรอลประเภทที่ดี (HDL) มากขึ้น 7.7% จากผลการทดลองอาจจะกล่าวว่าการกินนมผึ้งอาจมีส่วนช่วยลดระดับไขมันในเลือด รวมทั้งบางทีอาจเป็นลู่ทางหนึ่งในการควบคุมอาการวัยทองที่เกี่ยวโยงกับภาวะไขมันในเลือดสูง ยิ่งไปกว่านี้ ยังมีอีกการศึกษาหนึ่งที่ให้อาสาสมัครซึ่งมีภาวะไขมันในเลือดสูงประเภทไม่รุนแรงจำนวน 40 คน กินนมผึ้งขนาด 350 มิลลิกรัมวันละ 9 แคปซูล เป็นเวลา 3 เดือนก็บ่งบอกถึงถึงระดับไขมันในเลือดที่ลดน้อยลงเช่นเดียวกัน ทั้งยังยังช่วยกระตุ้นฮอร์โมนเพศ (Dehydroepiandrosterone Sulphate: DHEA-S) แล้วก็ลดการเสี่ยงของการเกิดโรคเส้นเลือดและหัวใจได้อีกด้วย
ทุเลาอาการก่อนมีเมนส์ อาการก่อนมีเมนส์มักมีผลในทางลบกับสุขภาพของสตรี บางครั้งการรักษาโดยไม่ใช้ยาก็อาจช่วยทุเลาให้อาการต่างๆดีขึ้นได้ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาเล่าเรียนชิ้นหนึ่งที่ให้นักศึกษาหมอปริมาณ 110 คน กินนมผึ้งขนาด 1,000 มก.วันละ 1 ครั้ง โดยเริ่มในวันแรกที่มีประจำเดือน รวมทั้งรับประทานตลอดจนถึงหมดระดูในรอบต่อไป พบว่าอาการก่อนมีระดูน้อยลง
จากผลของการทดลองอาจจะบอกได้ว่าการรับประทานนมผึ้งต่อเนื่องกันเป็นเวลา 2 เดือน บางทีอาจช่วยทุเลาอาการก่อนมีประจำเดือนได้
รักษาแผลโรคเบาหวาน แผลเบาหวานเป็นภาวะแทรกซ้อนที่มักพบในคนไข้เบาหวานที่ควบคุมอาการได้ไม่ดี ส่วนใหญ่จะพบแผลเบาหวานที่บริเวณเท้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิ้วโป้งเท้าแล้วก็ปลายฝ่าตีน
ซึ่งนมผึ้งประกอบไปด้วยสารประกอบฟีนอลิคปฏิบัติหน้าที่ต้านทานอนุมูลอิสระ โปรตีนที่มีคุณลักษณะต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย และกรดไขมันเอชดีเอ ที่ช่วยต้านเชื้อจุลินทรีย์ ก็เลยคาดว่าบางครั้งอาจจะช่วยรักษาแผลเบาหวานได้
จากการเล่าเรียนชิ้นหนึ่งให้ผู้เจ็บป่วยที่มีแผลโรคเบาหวานที่ได้รับการรักษาหลักตามธรรมดา ทายาที่มีความเข้มข้นของนมผึ้ง 5% ในรอบๆที่เป็นแผลแล้วก็ปิดแผลด้วยแผ่นปิดแผลชนิดปลอดเชื้อโรคตรงเวลา 3 เดือนหรือจนกระทั่งแผลจะหาย
และก็มีการประเมินผลสัปดาห์ละ 3 ครั้ง พบว่าใช้เวลาเฉลี่ย 41 วันก็เลยทำให้แผลหายดี รวมทั้งค่าเฉลี่ยของความยาว ความกว้าง และก็ความลึกของแผลน้อยลงวันละ 0.35 มม. 0.28 มม. และ 0.11 มิลลิเมตรเป็นลำดับ
จากผลการศึกษาเรียนรู้อาจจะบอกได้ว่านมผึ้งอาจมีประสิทธิภาพเป็นหนทางหนึ่งในการรักษาแผลเบาหวานควบคุ่ไปกับการดูแลและรักษาหลัก อย่างไรก็แล้วแต่ผลการศึกษาข้างต้นมีผู้เข้าร่วมการทดสอบเพียงแต่ 8 คน
ซึ่งบางครั้งก็อาจจะเล็กเกินไปที่จะสรุปประสิทธิภาพของนมผึ้งสำหรับเพื่อการรักษาแผลเบาหวาน
แต่การศึกษาชิ้นหนึ่งได้บ่งบอกถึงผลของนมผึ้งที่แตกต่างออกไป โดยให้คนที่มีแผลเบาหวานทายาซึ่งมีความเข้มข้นของนมผึ้ง 5% ในบริเวณที่เป็นแผลเป็นเวลา 3 เดือนหรือจะกว่าแผลจะหายด้วยเหมือนกัน
แต่ว่ายังไม่สามารถสรุปได้ว่านมผึ้งมีคุณภาพสำหรับในการรักษาแผลเบาหวานได้มากกว่าเมื่อเทียบกับกรุ๊ปที่ใช้ยาหลอกเนื่องมาจากการเรียนรู้ 2 ชิ้นข้างต้นบอกให้เห็นคำตอบของนมผึ้งที่ตรงกันข้ามกัน ก็เลยอาจยังไม่สามารถที่จะสรุปความสามารถของนมผึ้งสำหรับการรักษาแผลโรคเบาหวานได้อย่างเห็นได้ชัด ก็เลยจำเป็นจะต้องเรียนรู้เพิ่มอีก
บรรเทาอาการอ่อนกำลังจากโรคมะเร็ง
อาการเหน็ดเหนื่อยที่มีสาเหตุจากโรคมะเร็งมีต้นเหตุที่เกิดจากการรักษาอีกทั้งการฉายรังสีหรือแนวทางการทำเคมีบำบัดรักษา มักส่งผลต่ออารมณ์ จิตใจ ร่างกาย แล้วก็คุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ซึ่งการกินยา การบำบัด หรือการออกกำลังกายอาจช่วยบรรเทาอาการลงได้ รวมถึงการรับประทานอาหารเสริม อย่างเช่น นมผึ้งก็อาจมีส่วนช่วยทุเลาอาการสิ่งเดียวกัน จึงสอดคล้องกับการศึกษาหนึ่งที่ให้คนไข้โรคมะเร็งอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ปริมาณ 52 คน พบว่ากรุ๊ปที่รับประทานน้ำผึ้งแปรรูปและนมผึ้งขนาด 5 มก. วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 4 อาทิตย์ มีลักษณะอาการอ่อนกำลังจากโรคมะเร็งดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับอีกกรุ๊ปที่ัรับประทานน้ำผึ้งบริสุทธิ์ อย่างไรก็ดียังควรต้องศึกษาเล่าเรียนเพิ่มอีกถึงบทบาทที่จริงจริงของนมผึ้งสำหรับการทุเลาอาการอ่อนกำลังจากโรคมะเร็ง
รักษาไข้ละอองฟาง
โรคภูมิแพ้ประเภทหนึ่งที่ระบบภูมิต้านทานของร่างกายตอบสนองอย่างหนักกับละอองเกสรดอกไม้หรือสารอื่นๆทำให้คนเจ็บมีลักษณะอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล คันตา หูอื้อ เป็นต้น ซึ่งจากการศึกษาเล่าเรียนทดสอบโดยให้เด็กอายุ 5-16 ปี ที่จับไข้ละอองฟาง ปริมาณ 80 คน กลุ่มหนึ่งรักษาด้วยการรับประทานผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของนมผึ้งและอีกกรุ๊ปกินยาหลอกเป็นเวลา 3-6 เดือน และก็จวบจนกระทั่งจะหมดฤดูของเกสรดอกไม้ พบว่าทั้งยัง 2 กลุ่มยังคงเจออาการของไข้ละอองฟาง และก็หรูหราความรุนแรงของอาการที่ไม่ต่างกันมากนัก จากผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยอาจพูดได้ว่านมผึ้งอาจไม่มีประสิทธิภาพต่อการดูแลและรักษาไข้ละอองฟางและไม่สามารถบรรเทาอาการต่างๆให้ดีขึ้นได้
จึงยังควรต้องเรียนรู้เพิ่มเติมอีกเกี่ยวกับความสามารถของนมผึ้งสำหรับการรักษาไข้ละอองฟางที่ชัดแจ้งเพิ่มขึ้น
ความปลอดภัยสำหรับเพื่อการรับประทานนมผึ้ง
การรับประทานนมผึ้งค่อนข้างจะปลอดภัยถ้าเกิดรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม แต่ว่าก็ได้โอกาสที่จะเป็นผลใกล้กันได้ อย่างเช่น เลือดออกในไส้ ปวดท้อง หรือถ่ายเป็นเลือด ฯลฯ บางรายหากมีลักษณะแพ้อย่างรุนแรงอาจจะทำให้มีลักษณะอาการโรคหอบหืด คอบวม หรือถึงกับตาย ทั้งการใช้นมผึ้งทาที่รอบๆผิวหนังค่อนข้างไม่เป็นอันตราย แม้กระนั้นไม่สมควรทาบริเวณหนังหัวเนื่องจากอาจจะทำให้กำเนิดอาการแพ้ ผื่นคัน หรือมีลักษณะอาการอักเสบ
ข้อควรพิจารณาสำหรับการกินนมผึ้งโดยยิ่งไปกว่านั้นบุคคลในกลุ่มดังต่อไปนี้
คนที่กำลังตั้งท้องหรือผู้ที่อยู่ในช่วงให้นมลูก ในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลที่น่าไว้วางใจพอเพียงเกี่ยวกับความปลอดภัยของนมผึ้ง โดยเหตุนั้นจึงไม่ควรกินนมผึ้งถ้ากำลังตั้งครรภ์หรืออยู่ในตอนให้นมบุตรผู้เจ็บป่วยโรคหอบหืดหรือคนที่มีอาการแพ้ผลิตภัณฑ์ที่มีนมผึ้งเป็นส่วนประกอบ อาจจะทำให้กำเนิดอาการแพ้อย่างหนัก หรือถึงกับตายได้คนเจ็บโรคผิวหนังอักเสบ การกินหรือทานมผึ้งอาจจะเป็นผลให้อาการรุนแรงมากยิ่งขึ้นคนไข้ความดันโลหิตต่ำ การรับประทานนมผึ้งอาจจะก่อให้ระดับความดันโลหิตลดลดน้อยลงมากจนเกินไปผู้ที่อยู่ในช่วงกินยารักษาโรค เป็นต้นว่า ยาวาร์ฟาริน เนื่องจากว่าการกินนมผึ้งอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลฟกช้ำดำเขียวได้ง่าย
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : Royal Jelly

ที่มา : http://www.xn--12cg1cxchd0a2gzc1c5d5a.net/royal-jelly/