ผู้เขียน หัวข้อ: ครูแอน สอนแต่งหน้าเค้ก ขนมไทย เบเกอรี่ไส้ช็อคโกแลต ไส้เนยสด ลูกชุบ  (อ่าน 7 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

05-12-2018 , 07:46:04
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 625
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด

ครูแอน สอนแต่งหน้าขนมเค้ก ขนมไทย เบเกอรี่ไส้เผือก ไส้ไส้กรอกมายองเนส พาย   สอนทำขนมปัง เรียนอาหารญี่ปุ่น
#หน้าขนมเค้ก #ตกแต่ง #เค้กปอนด์ #ขนมหวานทานอร่อย #เปิดร้านเบเกอรี่ #สอนทำเบเกอรี่ #ขนมไทย
คุกกี้ ( COOKIES)
หากใช้เนยสดสำหรับในการทำคุกกี้ ต้องนำเนยสดไปแช่เย็นก่อน เพราะว่าในภาวะที่เนยสดอ่อนตัว จะมีคุณสมบัติสำหรับเพื่อการตีจับอากาศไม่ดี ทำให้คุกกี้ที่ได้มีเนื้อแน่น และก็แข็ง
ถ้าเกิดเนยเหลวในระหว่างที่ตีจับอากาศ ให้นำส่วนผสมไปแช่เย็นก่อนเพื่อเนยแข็งตัว และหลังจากนั้นก็ค่อยนำมาตีต่อจะทำให้เนยจับอากาศได้ดิบได้ดีขึ้น
เมื่อเนย และน้ำตาลทรายถูกตีจนขึ้นฟูค่อยเหมาะแล้ว สีของเนยจะขาวขึ้น ขนาดของเม็ดน้ำตาลจะเล็กลง ขนาดจะเพิ่มขึ้น เมื่อใช้นิ้วสัมผัสจะทราบนึกนุ่ม หมดแรงต้านมือ
การใส่ไข่ลงในส่วนประกอบจะใช้ความเร็วปานกลางสำหรับการผสม และจะค่อยๆใส่ไข่ลงไปทีละเล็กทีละน้อยกระทั่งหมด ถ้าหากใส่ไข่เร็วเหลือเกิน ส่วนผสมจะแยกตัว สามารถปรับแก้ได้โดยการเพิ่มความเร็วสำหรับเพื่อการผสมให้มากเพิ่มขึ้น จนส่วนผสมเข้ากันก็เลยลดความเร็วลงให้เหมือนปกติ แล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยๆใส่ไข่ที่เหลือลงไปจนถึงหมด
หรือแนวทางแก้ไขอีกวิธีหนึ่งเมื่อใส่ไข่เร็วเหลือเกินก็คือ การใส่แป้งลงไปน้อยเพื่อให้แป้งดูดซับไข่ส่วนที่มากเกินความจำเป็นนั้น แต่แนวทางแบบนี้จะทำให้คุกกี้ที่ได้ค่อนข้างเหนียว แล้วก็แข็งเพราะจำเป็นต้องผสมแป้งนานกว่าปกติ
การอบคุกกี้ส่วนใหญ่ จะใช้ไฟบนมากกว่าไฟล่าง แล้วก็ใช้อุณหภูมิประมาณ 350 องศาฟาเรนไฮต์ (180 องศาเซลเซียส)
ถ้าอบคุกกี้ในปริมาณมากๆให้เพิ่มอุณหภูมิในเตาให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้อุณหภูมิในเตาตกลงมากเกิน
ถ้าคุกกี้ที่อบมีขนาดเล็กกว่าปกติ สามารถใช้อุณหภูมิอบสูงยิ่งกว่าธรรมดา จะทำให้ใช้เวลาสำหรับเพื่อการอบสั้นลง
หากสูตรของคุกกี้มีน้ำตาลทราย หรือไข่ไข่มากกว่าปกติ ให้ลดอุณหภูมิที่ใช้สำหรับในการอบลง เพื่อไม่ให้คุกกี้มีสีแก่เหลือเกิน
คุกกี้ที่อบสุกแล้วจะมีสีน้ำตาลทอง
คุกกี้เมื่ออบสุกแล้วให้แซะออกจากถาดในทันทีแล้วพักให้เย็นบนตะแกรงพักขนม และก็อย่าวางซ้อนทับกันเพราะเหตุว่าจะมีผลให้คุกกี้ที่ได้เสียรูปร่าง เพราะคุกกี้ที่ร้อนๆจะยังไม่ค่อยอยู่ตัว
เมื่อคุกกี้เย็นแล้วให้เก็บใส่ถุงก๊อบแก๊บปิดปากถุงให้แน่น หรือเก็บใส่ภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด อย่าทิ้งคุกกี้ที่เย็นแล้วไว้นานเกินไป เนื่องจากว่าคุกกี้จะดูดความชุ่มชื้นจากอากาศทำให้นุ่ม ไม่กรอบ และก็อายุการเก็บจะสั้นลง
เค้ก ( CAKES)
ขนมเค้กที่มีเนยเป็นส่วนประกอบหลัก (BUTTER TYPE CAKE)
เนยสด ควรแช่เย็นก่อนนำมาใช้
ในการตีเนยสดกับน้ำตาลให้ขึ้นฟูเบา ควรทำในห้องที่เย็น เนื่องจากว่าจะช่วยให้ตีขึ้นฟูได้ง่าย แต่ว่าถ้าส่วนประกอบเหลวอาจใช้น้ำแข็งรองตูดอ่างผสม หรือนำไปแช่ตู้แช่เย็นจนเนยสดอยู่ตัวก่อนจึงนำมาตีต่อกระทั่งขึ้นฟูค่อย
การตีส่วนผสมแป้งนานเกินความจำเป็น อาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้เนื้อขนมเค้กเหนียว แน่น มีขนาดเล็กและก็ขายหน้าได้
ควรใช้น้ำตาลทรายละเอียดสำหรับเพื่อการทำขนมเค้กเนย เนื่องจากว่าจะละลายได้ดียิ่งไปกว่าน้ำตาลทรายหยาบคาย ซึ่งน้ำตาลทรายหยาบคายอาจจะส่งผลให้กำเนิดจุดสีขาวที่ผิวหน้าขนมเค้ก
ไม่สมควรเคลื่อนย้ายเค้กในช่วงเวลาที่อบอยู่ในเตา เพราะเหตุว่าจะก่อให้เค้กยุบได้
ถ้าหากใช้อุณหภูมิสำหรับเพื่อการอบต่ำเกินความจำเป็น จะทำให้เนื้อหยาบคาย รวมทั้งหดตัว เนื่องมาจากใช้เวลาสำหรับเพื่อการอบนานเหลือเกิน
ถ้าเกิดใช้อุณหภูมิสูงเกินความจำเป็นสำหรับการอบ จะมีผลให้เค้กหน้านูน รวมทั้งแตก ผิวขนมเค้กจะครึ้ม เนื้อเค้กจะแน่น และขนมเค้กที่ได้จะมีขนาดเล็ก
ควรชนพิมพ์ก่อนนำเข้าอบเพื่อไล่ฟองอากาศ
ขนมเค้กที่ใช้ไข่เป็นส่วนผสมหลัก (FOAM TYPE CAKE)
อ่างผสม หัวตี รวมทั้งเครื่องไม้เครื่องมือเบเกอรี่ต่างๆที่ใช้ทำจำต้องสะอาดปราศจากไขมัน
ไข่ไก่ที่ใช้จำต้องสด
การตีไข่มากหรือไม่พอ จะก่อให้เค้กที่ได้เนื้อแน่น
การกวนส่วนประกอบแรง หรือนานเกินไป แล้วก็การวางส่วนประกอบทิ้งเอาไว้นานเกินไปก่อนอบจะก่อให้ส่วนประกอบยุบ รวมทั้งเค้กจะเนื้อแน่น
การอบอุณหภูมิต่ำเหลือเกิน จะก่อให้เค้กเนื้อหยาบ และก็แห้ง
สำหรับการทำชิฟฟ่อนเค้ก ถ้าหากตีไข่ขาวมากจนเกินไปจะมีผลให้เป็นโพรงอากาศในเนื้อขนมเค้ก และขนมเค้กจะเนื้อแห้ง
เนื้อเค้กเป็นไตที่ตูดพิมพ์ จะมีต้นเหตุที่เกิดจากการคนส่วนประกอบไม่เข้ากันดี ส่วนประกอบเหลวเหลือเกินหรืออบอุณหภูมิต่ำเหลือเกิน
สำหรับเพื่อการทำขนมเค้กม้วน เวลาม้วนแล้วขายหน้าอาจเกิดขึ้นเนื่องจากการออกแรงกดมากจนเกินความจำเป็นขณะม้วน หรืออบเค้กนานเกินไปทำให้เนื้อเค้กแห้ง
จำต้องทิ้งขนมเค้กให้เย็นก่อนนำ ซึ่งแซะเค้กออกจากพิมพ์
พาย ( PIES )
พายร่วน
ไม่เช็ดแป้งและก็เนยมากจนเกินความจำเป็น
เมื่อเพิ่มของเหลวลงไป ต้องไม่นวดส่วนผสมกระทั่งเหนียว
สำหรับในการทำพายชนิดปิดหน้าให้เจาะรูทางข้างหน้าเปลือกพาย
ในการทำพายจำพวกที่อบเปลือกก่อนใส่ไส้ให้เจาะรูที่ก้นพายก่อนนำเข้าอบ
หากอยากได้ให้พายมีสีสวย รวมทั้งเป็นมันเงาควรทาไข่ก่อนนำเข้าอบ
ชูว์ พาสตรี้ (Choux Pastry)
ทำจากแป้งที่สุกตัวด้วยน้ำรวมทั้งไขมัน เมื่ออุ่นตัวจึงมีการเติมไข่ โปรตีนในแป้งและก็ไข่กับไอน้ำจะดันตัว ทำให้ของหวานขยายตัวมีรูกึ่งกลาง เพื่อใส่ไส้แล้วก็แป้งจะขยายตัวขึ้น 2 ถึง 3 เท่าจากเดิม ชูว์ พาสตรี้ ที่นิยมกันทั่วไป คือเอแคลร์ จะเป็นรูปยาว ส่วนครีมฟัฟจะเป็นรูปกลม ยกว์ พาสตรี้ โดยปกติจะใช้อบ แต่หากใช้ทอดจะมองเห็นแบบอย่าง ดังเช่น ทองพลุ หรือชูว์ พิซซ่า
การเตรียมการทำยกว์ พาสตรี้
เตรียมหม้อน้ำ และก็ไขมันที่มีตูดลึกพร้อมพายไม้ หรือช้อนไม้ที่มีขนาดพอเหมาะเพื่อการคนแป้งให้เข้ากันได้ดีที่สุด
เตาต้มน้ำซึ่งสามารถเร่งเปลวให้แรงได้ดังที่ต้องการ
อาจใช้เครื่องผสมเพื่อทุ่นกำลัง สำหรับเพื่อการตีแป้งให้คลายความร้อน แล้วก็ผสมกับไข่เมื่อส่วนประกอบอุ่น
เตาอบสามารถตั้งอุณหภูมิให้มากถึง 200-225 องศาเซลเซียส (400 – 450 องศาฟาเรนไฮต์) เพราะการขึ้นฟูของยกว์ พาสตรี้จะขึ้นอยู่กับแรงดันละอองน้ำเป็นหลัก
ขั้นตอนที่สำคัญในการทำชูว์ พาสตรี้
การต้มน้ำจำต้องให้เดือดทั่ว เมื่อเพิ่มแป้งลงในน้ำที่เดือดต้องผสมเข้าด้วยกันไปเรื่อยๆจนกว่าจะเข้ากันระวังแป้งเป็นเม็ด
การเติมไข่จำต้องเติมในช่วงที่ส่วนผสมอุ่นตัว ถ้าผสมขณะที่เย็นส่วนผสมจะเหลว แผ่ตัวไม่กลวง แต่ถ้าผสมตอนร้อนไข่จะสุกตัวทำให้ขนมไม่เพียงพองตัว รวมทั้งควรเพิ่มทีละน้อยๆเพื่อไม่ให้ส่วนประกอบแยกตัว
การอบ จำเป็นต้องใช้อุณหภูมิอบที่สูง เพื่อให้เกิดแรงดันไอ ทำให้ของหวานขยายตัวได้ตามอยาก และไม่ควรจะย้ายที่ขนมขณะอบยังไม่สุก เพราะว่าจะมีผลให้ยุบ
พายชั้น
เลือกโต๊ะกดหากเป็นโต๊ะไม้จะต้องไม่มีเสี้ยน แล้วก็มีความแข็งแรงพอเพียง เมื่อเวลากดกดสามารถรับน้ำหนักได้เพียงพอ (ในกรณีที่ไม่มีเครื่องรีดพาย)
เลือกไม้กดกดขนาดเหมาะมือแล้วก็ขนาดแป้ง อาจเป็นไม้คลึงแบบหมุนได้ ปุ่มคลิกเพื่อดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์หรือหมุนไม่ได้ขึ้นอยู่กับความถนัดมือ
เตรียมเนยระหว่างชั้น ซึ่งเนยระหว่างชั้นจะต้องมีจุดหลอมเหลวที่สูงพอสมควร หากเป็นเนยสดบางทีอาจจำต้องกดไว้แล้วค่อยนำไปแช่เย็นให้อยู่ตัวก่อนก็เลยนำมากด รวมทั้งควรจะมีตู้แช่เย็นเพื่อเป็นการแช่เย็นแป้งในระหว่างการพักทบ แม้กระนั้นถ้าหากใช้เป็นพาสสตรี้มาการีน หรือพาสตรี้บัตเตอร์ ก็จะสบายขึ้นเนื่องจากมีจุดหลอมเหลวค่อนข้างจะสูง
ถ้าหากไขมันระหว่างชั้นที่ใช้มีจุดหลอมเหลวสูงมากเกินไปจะมีผลให้คลึงง่ายไม่ละลาย แต่ว่าเมื่ออบและนำมากินจะมีลักษณะเป็นไขในปาก
ควรจะใช้ผ้าหรือพลาสติกคลุมแป้งในระหว่างการพัก เพื่อป้องกันผิวของแป้งแห้งแตก ซึ่งจะมีผลถึงการขึ้นชั้น
ถ้าเกิดเป็นพายที่มีไส้จำเป็นต้องทำให้ไส้มีลักษณะแห้งอยู่ตัว เพื่อไม่ให้น้ำในไส้ขนมซึมออกมาที่ผิวแล้วทำให้ของหวานนุ่มไม่กรอบ
ควรจัดแจงมีดคมๆไว้สำหรับตัดแบ่งชิ้น ถ้าเกิดใช้มีดที่ไม่คมจะเกิดการตีบที่รอบๆขอบทำให้การขึ้นชั้นไม่ดีซักเท่าไหร่
แป้งทาหน้าเป็นแป้งที่หล่อลื่นให้การคลึงสบายขึ้น และผิวของแป้งจะไม่ฉีกติดโต๊ะ แป้งผัดหน้าที่นิยมใช้กันสำหรับเพื่อการทำพาย อย่างเช่น แป้งสารพัดประโยชน์ยี่ห้อว่าว แต่ก็ควรปัดนวลส่วนเกินที่ติดที่ผิวแป้งออกทุกครั้ง มิฉะนั้นแป้งนวลจะมีผลให้ขนมหยาบ และก็กำเนิดชั้นไม่เป็นระเบียบ
ควรทาไข่เจือน้ำที่ผิวพาย ในกรณีที่ต้องการให้ผิวพายมันวาววับมีสีสันสวยงาม ปกติจะใช้ในอัตราส่วนของ ไข่ : น้ำ ประมาณ 1 : 1 ถ้าใช้จำนวนไข่มากจนเกินความจำเป็นอาจจะส่งผลให้สีผิวกำเนิดเร็วเกินไป ในขณะที่ขนมยังไม่สุกดี
เตาอบเป็นหัวใจหลักส่วนหนึ่งสำหรับเพื่อการทำพายชั้น เนื่องจากการขึ้นชั้นของพายชั้น จะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิที่ใช้อบ ในการอบพายชั้นมักนิยมใช้อุณหภูมิประมาณ 200– 225 องศาเซลเซียส (400 – 450 องศาฟาเรนไฮต์) อบกระทั่งสุก แต่ถ้าอยากให้กรอบ บางทีอาจลดอุณหภูมิสำหรับเพื่อการอบลง โดยจะอบที่อุณหภูมิโดยประมาณ 300 องศาฟาเรนไฮต์ (150 องศาเซลเซียส) อบกระทั่งกรอบดังสมใจปรารถนา
ขนมปัง(BREADS )
กลเม็ดแนวทางการทำขนมปังให้ได้ผลดี
อ่านสูตรให้เข้าใจ
เลือกส่วนผสมที่มีคุณภาพดี และก็เหมาะสมสำหรับสูตรนั้นๆ
ชั่งตวงส่วนประกอบให้ถูก ก่อนเริ่มทำควรจะเช็คอีกรอบเพื่อความเชื่อมั่น
เลือกเครื่องผสมให้ถูกขนาด และก็เหมาะสมกับปริมาณส่วนผสมนั้นๆ
เมื่อผสมแป้งในขั้นตอนสุดท้ายควรจะนวดจนกระทั่งเนียน สามารถขึงเป็นแผ่นบางๆได้ (กำเนิดกลูเต็นที่มีความเหนียวยืดหยุ่นดี)
ตัดแบ่งแป้งตามขนาด แล้วก็รูปร่างที่อยากโดยเริ่มจากการกดกลมเพื่อจะได้ผิวที่เรียบตึง ทำให้ผิวของหวานที่ได้เมื่อทำรูปร่างแล้วมีผิวที่งาม แล้วก็ควรเรียงลำดับในการทำรูปร่างเพื่อให้แป้งพักตัวได้ตามลำดับ
การดองแป้งต้องอยู่ในสภาพการณ์ที่เหมาะสมทั้งอุณหภูมิแล้วก็ความชุ่มชื้น อุณหภูมิที่เหมาะสมราวๆ 30-38 องศาเซลเซียส ส่วนความชุ่มชื้นจะราว 80-90% ซึ่งก็ควรจะเลือกให้เหมาะสมกับชนิดของขนมปังนั้นๆและไม่ควรหมักแป้งเอาไว้ภายในที่เปิดโล่งเตียนเพราะว่าจะทำให้ผิวขนมแห้ง
ในการเลือกใช้พิมพ์ ควรจะเลือกให้เหมาะสมกับขนาดของก้อนแป้งนั้นๆและก็ควรทาไขมันให้พอเพียงเพื่อจะแซะขนมได้ง่ายและไม่เสียรูปร่าง
สำหรับในการอบ ควรเปิดเตาไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เตาได้อุณหภูมิที่อยากได้ก่อนจะเข้าอบ การเลือกใช้อุณหภูมิสำหรับเพื่อการอบจำเป็นต้องสังเกตดูจากขนาดของของหวาน แล้วก็ปริมาณน้ำตาลในสูตร ตัวอย่างเช่น หากของหวานมีขนาดใหญ่ควรใช้อุณหภูมิอบที่ต่ำ รวมทั้งเวลาสำหรับในการอบเป็นเวลานานกว่าขนมชิ้นเล็ก
ถ้าเลือกใช้อุณหภูมิที่เหมาะสม แนวทางการสังเกตว่าของหวานสุกหรือไม่บางทีอาจใช้การดูจากสีของขนมโดยดูให้เกิดสีทั่ว
เมื่อขนมสุกแล้วควรจะแซะของหวานขึ้นวางบนที่กรอง เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ของหวานเปียกชื้นจากละอองน้ำ แล้วก็จะมีผลให้ขึ้นราเร็ว
ควรจะพัก หรือคอยจนกระทั่งของหวานเย็นสนิท (อุณหภูมิโดยประมาณ 30-35 องศาเซลเซียส) โดยไม่สมควรใช้พัดลมเป่า ด้วยเหตุว่าจะก่อให้ของหวานเสียความชื้นได้เร็วเมื่อเย็นสนิทก็ดี ควรจะเก็บใส่บรรจุภัณฑ์เพื่อคุ้มครองปกป้องการแห้งของของหวาน ฝุ่นผง แล้วก็การแปดเปื้อน แต่ว่าถ้าเกิดเก็บขนมขณะยังไม่เย็นสนิทจะก่อให้ขนมปังผิวเหี่ยวย่น และก็เสียรูปร่าง
เมื่อบรรจุของหวานแล้วไม่ควรเก็บในที่อับชื้น ร้อน เนื่องจากว่าจะก่อให้กำเนิดไอน้ำกลั่นตัวอยู่ข้างในถุงทำให้เกิดเชื้อราเร็วขึ้น
ในทุกกรรมวิธีการผลิตขนมปัง ควรจะให้มีการรักษาความสะอาดตลอดเวลา เพื่อให้ขนมนั้นแก่การเก็บที่นานขึ้น
สำหรับในการสไลซ์ขนมปังปุ่มคลิกเพื่อดูก่อนยละเอียดผลิตภัณฑ์ให้เป็นแผ่น ยกตัวอย่างเช่น แซนด์วิช ควรจะคอยให้ขนมปังเย็นสนิทก่อน มิฉะนั้นของหวานจะเสียรูปร่าง รวมทั้งใบมีดจะแข็งทื่อเร็ว
ของหวานทอด ( FRIED PRODUCTS )
ไขมันที่ใช้สำหรับในการทอดขนมสามารถใช้ได้เนยขาวและน้ำมันพืช
เนยขาว (SHORTENING) จะมีจุดกำเนิดควันสูง เมื่อนำไปทอดจะไหม้ช้า และเนยขาวเป็นของแข็งที่อุณหภูมิห้อง เมื่อทอดขนมแล้วทิ้งให้เย็น เนยขาวจะเคลือบผิวของของหวานทำให้ของหวานมีลักษณะไม่อมน้ำมัน
น้ำมันพืช (VEGETABLE OIL) จะมีจุดกำเนิดควันต่ำกว่าเนยขาว เมื่อนำมาทอดน้ำมันจะไหม้เร็วกว่า รวมทั้งขนมจะมีลักษณะอมน้ำมันกว่า
เกร็ดขนมปังที่ใช้คลุกทอด ควรจะให้เกล็ดขนมปังที่อบแห้งจะดีกว่าเกล็ดขนมปังแบบเปียกชื้น เนื่องจากเกล็ดขนมปังแบบเปียกชื้นจะอมน้ำมันได้ง่ายกว่า
งาที่ใช้สำหรับคลุกของหวานทอด ไม่ควรใช้งาดิบ เนื่องจากจะก่อให้งาไหม้เร็วยิ่งขึ้น
อุณหภูมิที่ใช้ในการทอดของหวานโดยทั่วไปจะราวๆ 325 -350 องศาฟาเรนไฮต์ (170 – 180 องศาเซลเซียส) โดยสามารถใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดปุ่มคลิกเพื่อดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์ หรือจะใช้ตะเกียบไม้สำหรับทอด จุ่มลงในน้ำมันที่ร้อนถึงที่กะไว้แล้ว จะมองเห็นฟองเล็กๆที่ปลายตะเกียบ หรือที่เรียกว่า พรายน้ำมัน
ขนมชนิดที่จำต้องใช้พิมพ์ทอด ดังเช่นว่า กระทงทองคำ ดอกจอก ควรจะแช่พิมพ์ทิ้งไว้พักแรมในน้ำมัน รวมทั้งก่อนทอดจำเป็นต้องจุ่มพิมพ์ในน้ำมันทอดให้พิมพ์ร้อนมาก แล้วจึงนำพิมพ์ไปจุ่มลงในส่วนผสมแป้งที่เตรียมไว้ให้พอดีกับขอบพิมพ์ แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปทอดของหวานจะร่อนออกจากพิมพ์ได้ง่าย
แนวทางทอดขนมดอกจอก เมื่อจุ่มพิมพ์ในน้ำมันทอดจนกระทั่งร้อนแล้ว จุ่มพิมพ์ลงในส่วนประกอบแป้งนำลงทอดในน้ำมัน พอแป้งร่อนออกจากพิมพ์ ให้กลับเอาข้างหน้าขนมลงในน้ำมัน น้ำมันจะช่วยดันให้กลีบของหวานดอกจอกบานพอขนมอยู่ตัว เริ่มกำเนิดสีก็เลยพลิกด้าน ทอดจนกระทั่งสุกเป็นสีเหลืองทองคำเสมอกัน
วิธีทอดกระทงทอง โดยมากเวลาทอดชอบพบว่าตูดกระทงทองรั่ว หรือแตก แนวทางแก้ไขเป็น เมื่อจุ่มพิมพ์กระทงทองในน้ำมันกระทั่งร
 
เค้กช็อกโกแลต สูตรไมโครเวฟ
ใครจะไปเชื่อว่าเค้กช็อกโกแลตก็ทำจากเตาไมโครเวฟได้ด้วย ถ้าอยากพิสูจน์ความอร่อยมาลองทำเค้กช็อกโกแลตสูตรนี้เลย เอาเข้าไมโครเวฟแค่นาทีเดียวก็กินได้แล้ว เหมาะสำหรับคนอยากกินพอหอมปากหอมคอ
ส่วนผสม เค้กช็อกโกแลต
• แป้งสาลีอเนกประสงค์ 4 ช้อนโต๊ะ
 • ผงโกโก้ 2 ช้อนโต๊ะ
 • ผงฟู 1/4 ช้อนโต๊ะ
 • น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
 • เกลือป่น เล็กน้อย
 • นมสด 5 ช้อนโต๊ะ
 • น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
 • ช็อกโกแลตชิพ (ตามชอบ)
 • น้ำตาลไอซิ่ง (โรยหน้า)
วิธีทำเค้กช็อกโกแลตไมโครเวฟ
1. ผสมแป้งสาลีอเนกประสงค์ ผงโกโก้ น้ำตาลทราย และเกลือป่นเข้าด้วยกัน เติมนมสดและน้ำมันพืชลงไป คนผสมให้เข้ากัน
 2. ใส่ช็อกโกแลตชิพลลงไปแล้วคนให้เข้ากันอีกครั้ง
 3. ตักส่วนผสมใส่ถ้วยแล้วนำเข้าไมโครเวฟใช้ไฟแรง 60 วินาที นำออกจากไมโครเวฟ โรยหน้าด้วยน้ำตาลไอซิ่ง พร้อมเสิร์ฟ

เค้กแบ่งได้ 3 ชนิด เป็น
1. เค้กที่มีไขมันเป็นส่วนผสมหลัก (Batter cake) เป็นขนมเค้กที่มีจำนวนไขมันสูง การขึ้นฟูเกิดขึ้นจากผงฟูและอากาศที่ได้จากการตีเนย โดยเม็ดไขมันจะเก็บฟองอากาศเข้าไว้ แล้วก็เมื่อได้รับความร้อนจากเตาอบ ผงฟูจะทำให้เกิดแก๊สและฟองอากาศ จะขยายตัวทำให้เค้กขึ้นฟู เค้กชนิดนี้อย่างเช่น ขนมเค้กกล้วยหอม ขนมเค้กผลไม้
2. ขนมเค้กที่มีไข่เป็นส่วนผสมหลัก (Foam cake) เป็นเค้กที่มีไข่ในปริมาณสูง การขึ้นฟูของขนมเค้กขึ้นอยู่กับการขยายตัวของฟองอากาศที่ได้จากการตีไข่ และก็ขยายตัวเมื่อนำเข้าอบ เค้กประเภทนี้เนื้อจะค่อยและไม่อยู่ตัวเสมือนชนิดแรก วิธีการทำก็เลยต้องระวัง เค้กประเภทนี้เป็นต้นว่า แยมโรล สปันจ์ขนมเค้ก ฯลฯ
3. ชิฟฟ่อนเค้ก (Chiffon cake) เป็นเค้กที่มีลักษณะรวมของเค้กที่มีไขมันเป็นส่วนผสมหลัก แล้วก็ไข่เป็นส่วนผสมหลัก ขนมเค้กจำพวกนี้ทำโดยเค้กไข่ขาว และก็ไข่แดง ลักษณะโครงสร้างของขนมเค้กประเภทนี้จะละเอียดราวกับขนมเค้กที่มีไข่เป็นส่วนประกอบหลัก แล้วก็มีเนื้อเป็นเงาเงาราวกับเค้กที่มีไขมันเป็นส่วนผสมหลัก ไม่เหมือนกันที่ใช้น้ำมันพืชผสมแทนเนย รวมทั้งแตกต่างกันที่ กรรมวิธีการผสมด้วย อาทิเช่น ชิฟฟ่อนโรล คัสตาร์ดชิฟฟ่อนเค้ก ฯลฯ
 
เทคนิคการทำขนมเค้กทั่วๆไป
1. ควรจะร่อนแป้งทุกหนก่อนชั่งหรือตวงเพื่ออากาศเข้าแทรกระหว่างเนื้อแป้งทำให้แป้งฟูรวมทั้งเบา
2. เนย จำต้องนำออกจากตู้แช่เย็นก่อนนำมาใช้ แต่ว่าไม่ควรนำไปตั้งไฟเพื่อเร่งให้อ่อนตัวเร็วขึ้นเพราะว่าจะทำให้เนยสดละลายและก็เหลวเกินไปซึ่งไม่สามารถตีให้ขึ้นฟูได้
3. ขนมเค้กที่มีจำนวนน้ำตาลสูง ควรจะตีแป้งกับเนยก่อนจึงเพิ่มเติมส่วนผสมอื่นๆสำหรับน้ำตาลควรจะละลายในส่วนผสมของของเหลวก่อนก็เลยเพิ่มเติมลงในส่วนประกอบที่เหลือเพราะจะทำให้เปลือกขนมที่อบแล้วนุ่มขึ้น
4. การตีส่วนผสมควรใช้พายยางปาดข้างอ่างผสมและก็ที่ตีเสมอๆเพื่อช่วยให้ส่วนประกอบเข้ากันได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้นนอกเหนือจากนี้ควรจะหยุดเครื่องตีก่อนก็เลยใช้ พายเฉือนทุกคราว
5. การเติมไข่หรือส่วนผสมที่เป็นของเหลวควรจะค่อยๆเพิ่มลงไปทีละเล็กทีละน้อยหรือแบ่งเพิ่มเติมไปครั้งละส่วน ไม่ควรใส่หมดในทีเดียว ดังนี้เพื่อเป็นการป้องกันและยังเป็นการไม่ให้ไขมันแยกตัวออกจากส่วนประกอบ
6. การผสมขนมเค้กช่วงสุดท้าย เป็นการผสมนมหรือของเหลวอื่นสลับกับแป้งป้องกันการแยกตัวของไขมัน เพื่อแป้งซึมซับของเหลวเล็กน้อยไว้
7.ไข่ไก่ที่เหมาะสมสำหรับเพื่อการทำขนมเค้กควรเป็นไข่ไก่สด และก็จะต้องไม่แช่ตู้แช่เย็น
8. วิธีการทำเค้กชนิดใช้ไข่เป็นหลัก กล่อมแป้งให้เข้ากันทีละเล็กละน้อย เนื่องจากจะมีผลให้แป้งค่อยๆดูดซึมของเหลวและไม่จับตัวเป็นก้อน ทำให้ผสมกันได้มากขึ้น
9. การตีไข่ขาวหรือไข่แดง สำหรับขนมเค้กชนิดที่จะต้องตีไข่ให้ขึ้นฟูควรจะตีด้วยความเร็วสูง จนถึงไข่เริ่มตั้งยอดอ่อนๆก็เลยเพิ่มน้ำตาลลงทีละเล็กละน้อยแล้วก็เมื่อส่วนประกอบของไข่ขาวรวมทั้งน้ำตาล เริ่มฟูเป็นฟองขึ้นก็เลยลดความเร็วลง ใช้ความเร็วปานกลางเพื่อฟองอากาศยังคงอยู่ในส่วนผสม ข้อควรระวังการตีไข่ขาวนั้นเครื่องมือเครื่องใช้ทุกๆอย่างยกตัวอย่างเช่นอ่างผสมที่ตี พายยางต้องสะอาดรวมทั้งแห้งสนิท ไม่เลอะเทอะไขมัน ไข่ขาวไม่สมควรมีส่วนของไข่แดงคละเคล้าอยู่แม้แต่น้อย
10. การอบขนมเค้กทุกประเภท ควรจุดเตาอบให้อุณหภูมิของเตาอบได้ตามสิ่งที่จำเป็น ถ้าหากอบขนมให้มีลักษณะดีล้นง สม่ำเสมอผู้ทำจำเป็นต้องเล่าเรียนการใช้เตาอบนั้นๆจนชิน
11. การทดลองว่าขนมเค้กที่อบสุกหรือยังนั้น ทำเป็นโดย ใช้ไม้ปลายแหลมจิ้มกึ่งกลางขนมถ้าหากไม่มีเศษขนมติดไม้ออกมาหมายความว่าสุกรวมทั้งสังเกตว่าขอบของหวานร่อนออกมาจากพิมพ์รอบๆ
12. การอบ เค้กควรวางพิมพ์ให้อยู่ตรงกลางเตาอบให้สูงที่สุด หรือเมื่ออยากอบพร้อมสองพิมพ์ หรือมากยิ่งกว่านั้น ควรจัดวางพิมพ์ห่างกันราว 1 นิ้ว ไม่ควรวางพิมพ์ติดหรือติดฝาผนังเตาอบถ้าหากอบทั้งสองชั้น ก็ควรวางสับหว่างกัน
13. การเปิดเตาอบ ไม่ควรเปิดเตาอบขณะของหวานกำลังขึ้นฟู ถ้าจึงควรเปิดเตาอบมองของหวาน ควรจะเปิดอย่างช้าๆมิฉะนั้นขนมจะไม่ขึ้น รวมทั้งยุบได้
 
หลักสูตร เรียนทำขนมปัง ครัวซอง,เดนิส,ช็อกโกแลตน่านิ่ม,เค้กส้ม,เค้กชาเชียว พาย
คอร์ส บานอฟฟี่,ท๊อฟฟี้ขนมเค้ก,บลูเบอรี่ชีสขนมเค้ก,สตอเบอปรี่ชีทขนมเค้ก,เครปขนมเค้ก
หลักสูตร พาย,บราวนี่,หนรามิสุ,ช่อม่วง,ลูกชุบ,กระทงทอง
คอร์ส เอสนใจ,แยมโรล,คัพเค้ก,เค้กครีมสด



หลักสูตร เปิดร้านเบเกอรี่ (มีที่พักให้ เรียน 2 วัน ผู้ติดตามไม่เกิน 4 คน)

ครูแอนสอนทำขนมอร่อยๆ อยาดทำเป็น ติดต่อครูได้ที่:
สถานที่เรียนเบเกอรี่: เจริญกรุง107 แยก 7 ราคาถูก
เบอร์ 080-7799503
ไลน์: annzy201

ขอบคุณบทความจาก : http://www.annann201.com/

Tags :  สอนทำเบเกอรี่,อาหารญี่ปุ่น,สอนทำอาหาร